ปิดท้ายค่ายบ่มเพาะนักเขียนหน้าใหม่ครั้งที่ 4 และชีวิตที่เติบโตขึ้นอีกหน่อย
1.
“ช่วงหลังๆพี่ทำพายบ่อยเนอะ แล้วไข่เนี่ย จะเป็นทาร์ตไข่แบบจีน จะไม่ใช่คัสตาร์ดทาร์ตแบบอังกฤษ เวลาเราทำทาร์ตไข่แบบจีน เราไม่ได้ใช้ครีม จะใช้นมใช้อะไรแบบนี้และใช้ไข่ทั้งฟอง ซึ่งเนื้อของมันก็จะใสๆ ไลท์ๆ แต่ว่าถ้าเป็นแบบของอังกฤษ มันต้องใช้ครีม และใช้แต่ไข่แดง ไม่ได้ใช้ไข่ขาวด้วย เพราะงั้นใสกับความเข้มข้น ของทั้งคู่มันจะไม่เหมือนกัน ทำให้เวลากินแล้วจะรู้สึกว่าจะแบบจีนมันจะใสๆบางๆไลท์ๆ กับอีกอัน มันจะเข้มข้น มีความเป็นครีมมี่ เนื้อมันจะแน่นๆสะใจ ซึ่งไม่มีแบบไหนผิด แต่ว่า ก็เลือกที่จะเป็นในแบบไหนก็แล้วแต่ที่เราอยากเป็น หรือ เลือกที่จะเป็นแบบไหนก็ได้ที่เราเป็น แล้วก็ เลือกที่จะไม่เป็นสิ่งที่เป็นไม่ได้ ก็ได้เหมือนกัน ก็ลองดูว่าจะเป็นแบบไหน” พี่หนุ่มโตมรเปรียบเทียบให้ฟังในชั่วโมงการคอมเม้นครั้งสุดท้ายของค่ายบ่มเพาะนักเขียนหน้าใหม่ครั้งที่ 4
.
2.
นี่เป็นครั้งที่สองในชีวิตที่มาค่ายบ่มเพาะนักเขียนหน้าใหม่ ซึ่งเมื่อสองปีก่อนเราเคยมาค่ายนี้แล้วครั้งหนึ่งในฐานะนักฝึกเขียนในกลุ่มสารคดี ซึ่งครั้งนี้ลองสมัครมาอีกครั้งในประเภทบทความ เพราะคิดว่าทั้งสองชนิดมันมีความเป็นวงกลมทับซ้อนกันอยู่ในจุดใดหนึ่ง หากจะว่ากันจริงๆ นี่เป็นค่ายที่เท่าไรแล้วในชีวิต เราเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน
.
ทำไมถึงอยากมาอีก ตัวเราเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าความรู้สึกที่ว่ามึงยังไม่เก่งหรอก แต่มึงพัฒนาได้อีก เราเชื่อแบบนี้มาตลอด และมันคงเป็นเหตุผลง่ายๆแค่นี้เอง บางคนเคยบอกกับเราว่า อ้าว อยากเขียนแล้วทำไมมึงไม่เขียน มัวไปค่ายนู้นนี่นั่น เลยลองมาคิดดูจนอาจได้ข้อสรุปกับตัวเองอยู่หน่อยๆว่าเอาจริงๆแล้วถ้าหากให้ชั่งน้ำหนักระหว่างการอยากเขียนและการอยากเรียนรู้โลก เรียนรู้ความหลาก เข้าใจในความเป็นมนุษย์ อย่างหลังอาจจะแซงความอยากเป็นนักเขียนไปได้อย่างขาดลอย เราชอบสังคม ชอบความเป็นมนุษย์ ชอบเวลาได้อยู่กับกลุ่มคนแบบนี้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างมากมายเหลือเกิน ซึ่งเวลามาค่ายอะไรแบบนี้แต่ละครั้งก็จะได้มุมมองใหม่ๆ ได้เปิดหน้าต่างความคิดให้มันเห็นสิ่งที่อยู่ไกลออกไปได้เสมอๆ
.
ระยะเวลา 5 เดือนจะว่านานก็นาน ถ้าคิดเป็นค่าเฉลี่ยชีวิตมนุษย์ก็คงกินเวลาชีวิตไปไม่ถึง 1% แต่มันเป็นช่วงเวลาดีๆที่ควรค่าแกการบันทึกไว้ในความทรงจำ และควรค่าแก่การนำมาหยิบฉายซ้ำใหม่ๆในความคิดถึง ทั้งวิทยากรพี่เลี้ยงที่ช่วยคอมเม้นงานอย่างตรงไปตรงมาเสมอๆ รวมถึงมิตรสหายร่วมค่ายที่อุส่าห์สละเวลาตัวเองมานั่งสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองกันทั้งนอกและในเวลากิจกรรม
.
และเป็นธรรมเนียมในวันสุดท้ายของค่าย นอกจากจะมีกินเลี้ยงสังสรรค์เล็กน้อย ยังมีเรื่องของการให้พี่เลี้ยงของแต่ละชนิดงานเขียนออกมาพูดคอมเม้นถึงเรื่องของงาน และของตัวตนคนเขียนเป็นครั้งสุดท้าย ในปีนี่กลุ่มบทความที่เราอยู่มีวิทยากรพี่เลี้ยงเป็นพี่แชมป์ - ทีปกร ซึ่งได้ทำการควบรวมการเรียนรู้ไปพร้อมๆกันกับกลุ่มสารคดีที่มีพี่หนุ่ม-โตมรเป็นวิทยากรพี่เลี้ยง
.
3.
“ของไข่เนี่ย ในฐานะนักเขียนที่จะหากินกับอาชีพนี้ คิดว่าได้ ไม่น่ามีปัญหา แต่ ไข่จะไม่สามารถเป็นเมนฟีเจอร์ได้ เพราะการเขียนแบบนี้ ไข่จะไปเขียนในนิตยสารที่ไหนก็ได้ จริงๆนะ จะไปรับงานฝิ่นจากที่ไหนก็ได้ แต่เพราะการเขียนแบบนี้มันขาดลายเซนต์เกินไป มันจะต้องหาแง่ที่มันติดใจมากกว่านี้ คือตอนนี้ในยุคนี้ แน่นอนว่าถ้าเขียนแบบไข่จะมีงานเข้ามามากมาย เพราะว่าไข่เป็นคนทำงานด้วยง่าย แต่ว่า จะทำยังไงให้งานเขียนของตัวเองเป็นงานที่มีคนรอคอย ซึ่ง มันสอนกันได้มั้ยนะ” พี่แชมป์ – ทีปกร ให้คำนำนำกับเราแล้วหันไปถามพี่หนุ่มโตมร
.
“ไข่เป็นคนที่มีชีวิตที่ค่อนน่าสนใจ มีเรื่องราวชีวิตเยอะเนอะ บางอันที่เขียน คือพี่รู้เลยว่ามีความเจ็บปวดข้างใน แต่เวลาเขียนเราเลือกที่จะเก็บมันเอาไว้ แล้วก็ไม่เอาออกมา ลองเอามันออกมาในงานเขียนด้วยก็ได้ จริงๆแล้ววันนี้เอาหนังสือร่างของปรารถนาของอุทิศมาจับฉลาก อยากให้ลองอ่านดู อุทิศจะมีวิธีเขียนที่ประดิษฐ์เยอะนะ แต่ไอ้การประดิษฐ์มันขึ้นรูปมาจากข้างใน สมมุติเป็นการสร้างงานปฏิมากรรมชิ้นนึง เราจะเห็นว่างานนั้นประดิดขึ้นมา มีลวดลายแกะสลักเสลาสวยงามไปหมด แต่เป็นการสลักด้วยเลือด ไม่ได้ใช้คอนกรีต ไม่ได้ใช้วัตถุอื่นๆ ในขณะที่ไข่ก็จะมีสิ่งนั้นอยู่ แต่ว่า เราเอามันไว้ข้างใต้ แล้วเวลาที่ประดิษฐ์สิ่งหนึ่งขึ้นมา ก็ไปคว้าพลาสติกบ้าง ไปคว้ากรวดคว้าหินบ้าง ทั้งๆที่เรารู้ว่าเรารู้สึกกับมันขนาดไหน
.
พี่เคยบอกไว้ตั้งแต่คราวที่แล้ว ตอนอยู่กลุ่มสารคดี ว่าไข่เหมาะที่จะทำงานสัมภาษณ์ แล้วอาจจะใช้งานสัมภาษณ์เป็นฐานในการพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะเวลาที่สัมภาษณ์ เราก็จะรับรู้ความรู้สึก ความเจ็บปวด ความขมขื่น ความดีใจ ความเป็นมนุษของคนที่ถูกสัมภาษณ์ แล้วค่อยๆประกอบมันขึ้นมาเป็นตัวเราเอง ค่อยๆทำมันไปทีละนิด ตอนนี้ ไข่ยังเป็นคนทำทาร์ตไข่แบบจีนซึ่งไม่มีครีม แต่พยายามจะทำทาร์ตไข่แบบอังกฤษ แต่เรายังไม่มีครีมไง ไม่มีไม่ใช่เพราะว่าเราไม่มี แต่เพราะเราไม่ยอมหยิบมันมาใช้ มันเป็นเพราะเราไม่รู้ว่าวิธีเปิดไอ้กล่องครีมเอามาใส่เนี่ยมันทำยังไง” พี่หนุ่มโตมรเสริมให้
.
“คิดว่า สำหรับไข่ มีอีโก้นิดนึงก็จะดี ตอนนี้ไข่ไม่มีอีโก้มากเกินไป เป็นภาชนะเกินไป มีอีโก้นิดนึง มั่นใจในตัวเองหน่อย เนอะ อย่างไข่ เห็นด้วยว่าจะทำงานสัมภาษณ์ได้ดี เพราะเหมือนพร้อมจะไปรองรับคอนเทนต์ในการคุยแล้วจะเข้าใจเข้า แต่เวลาที่เขียนงานของตัวเอง มันก็ควรจะออกจากตรงนั้นมา คือ ลองเปลี่ยนเป็นการเขียนเหมือนเรากำลังสัมภาษณ์ตัวเองบ้างได้มั้ย” พี่แชมป์พูดสรุปทิ้งท้ายเอาไว้
.
4.
ชอบเวลาถูกคอมเม้นงานแล้วได้มากกว่างาน เพราะจริงๆแล้วงานเขียนเองสำหรับเรามันก็คงสะท้อนตัวตนได้ส่วนหนึ่ง (อาจจะสะท้อนได้มากด้วยซ้ำไป) จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่าทำไมถึงอยากมาเขียนได้ แต่ชอบเสมอเวลาที่ได้ทบทวนตัวเองจากการเขียน หากเราอ่อนตรงไหนก็ยิงไปในตรงนั้น ให้ความเจ็บปวดเป็นส่วนกระตุ้นการเติบโต
.
พอพี่หนุ่มพูดเรื่องการทำทาร์ตไข่แล้วก็คิดว่าชีวิตมันก็คงเหมือนขั้นตอนการทำเค้กนั้นแหละมั้ง แม้ส่วนประกอบสำคัญของมันจะเป็นแป้ง แต่คิดว่ากว่าจะเป็นเค้กที่อร่อย แป้งนั้นคงต้องผ่านการนวด การทุบตีครั้งแล้วครั้งเล่า แถมยังต้องอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม และอัตราส่วนผสมก็คงต่างกันไปในแต่ละชนิดเค้ก ไม่รู้หรอกว่ากว่าจะทำให้อร่อยได้จะต้องผ่านอุณหภูมิเท่าไร ต้องอบนานขนาดไหน หากทำตามสูตรเป๊ะๆก็คงเป็นเหมือนเค้กอื่นทั่วๆไป น่าสนใจว่าจะทำอย่างไรถึงจะสร้างส่วนผสมที่ดีๆกลายเป็นเค้กชีวิตที่มีเราเพียงเท่านั้นที่ทำได้ คล้ายชีวิตคือการทดลองตลอดเวลา แน่นอนว่ามันต้องมีพลาดบ้างอยู่แล้ว แต่บางที ประโยชน์ของการได้เรียนรู้มันอาจไม่ใช้เส้นทางไปสู่จุดหมาย แต่แค่เราได้รู้ว่าขั้นตอนนี้มันเป็นขั้นตอนที่ไม่ใช่เท่านั้นก็คุ้มค่ามากมายแล้ว
.
มาถึงตรงนี้ก็ต้องขอบคุณทุกๆคนเลยทั้งในอดีตและปัจจุบันที่ช่วยเป็นส่วนประกอบสำคัญในชีวิตให้เราเติบโตขึ้นอยู่เสมอๆ เคยบอกไว้ในทุกครั้งที่พูดถึงการเติบโตว่าเราเองไม่ได้เติบโตขึ้นด้วยตัวเองเลย ทุกการเติบโตของเราล้วนเป็นผลของการกระทำจากคนอื่นทั้งนั้น รู้สึกเติบโตขึ้นอีกแล้ว และดีใจที่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองชอบ ขอบคุณทุกๆคนเลย ทั้งพี่หนุ่ม พี่แชมป์ เพื่อนๆร่วมค่ายและผู้อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังทุกคน ดีใจที่ในตอนนี้ชีวิตกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดีต่อหัวใจ ทั้งเรื่องงานและเรื่องความสนใจรวมไปถึงความสัมพันธ์กับมิตรหาย นอกเหนือไปจากนั้น ต้องขอบคุณคนที่บ้านมากๆที่กล้าปล่อยให้เราใช้ชีวิตตั้งแต่อายุขึ้นหลักสิบ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าแม่คิดยังไงถึงปล่อยให้เด็กชั้น ป.4 ไปบวชทุกภาคฤดูร้อนจนหมดวัยประถม พออายุ 15 ก็ส่งไปใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนทหาร จบมาอายุ 18 ทำงานได้ก็ปล่อยให้เดินทางไปไหนต่างจังหวัดคนเดียวได้ อายุ 20 ทำ passport ได้ ก็ไม่ปฏิเศษตอนขอเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกคนเดียว แม้ตอนลาออกจากงานเก่าก็ไม่ได้ปรามอะไรมากมาย แต่รู้ว่ายังเป็นห่วงเป็นใยเราเสมอ
.
พอมีคนรอบข้างที่ดีเยอะแยะก็มักจะรู้สึกเสมอว่าเราจะตอบแทนพวกเขายังไงดีให้คุ้มกับสิ่งที่ได้รับมา บอกมิตรสหายบ่อยๆว่าถ้าใครมีอะไรให้เราพอช่วยก็บอกได้เลย หากไม่ลำบากเกินไปและไม่ใช่เรื่องแย่อะไรเราเองก็ยินดีเสมอๆ
.
ไม่รู้ว่าต่อจากนี้ไปอีกปีสองปีจะเติบโตไปได้อีกมากแค่ไหน
จะมีผู้คนใหม่ๆสวนทางเข้ามาในชีวิตอีกมากเท่าไร
จะได้เจอเรื่องราวอะไรอีกก็ไม่รู้
.
หวังได้เพียงว่ามันจะเป็นการเติบโตทีดี
อย่างน้อยก็เท่าที่แรงกำลังยังพอมีเหลืออยู่
.
ขอบคุณทุกคนจริงๆครับ :)
SHARE
Writer
khaikung
storylog reader
เป็นคนธรรมดาที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว ยินดีที่ได้รู้จักครับ IG : khaikung_journey , Ask.fm : @khaikung

Comments

Thatman
2 years ago
ผมว่าคุณไข่มีจุดเด่นเรื่องการเล่าเรื่องมาเลย

และขอให้กำลังใจไปต่อนะครับ :)
Reply
Humanonearth
2 years ago
ถ้านึกถึงการทำขนมแล้ว นอกเหนือไปจากการมีเทคนิคที่ดีแล้ว หนูคิดว่า ความตั้งใจและความเอาใจใส่จะช่วยให้ ขนมชิ้นนั้นมีรสชาติอร่อยกลมกล่อม.... คงคล้ายกับการเขียนจากความคิดผ่านการกลั่นกรองจากหัวใจ แต่อย่างไรก็ตามรสชาติอร่อยของทุกคนคงไม่มีทางเหมือนหรอกค่ะ ปล. * ปฏิเสธ นะคะ :)
Reply
Wararit
2 years ago
รู้สึกว่าไอ้การที่กดๆมันไว้ งานที่น้อมถ่อมตนหรือเป็นภาชนะมากๆของไข่ มันเป็นเอกลักษณ์อยู่เหมือนกัน พออ่านแล้วจะรู้เลยว่านี่แหละไข่เขียน นี่แหละรสมือมัน แต่ลองปลดปล่อยดูบ้างก็ได้ อาจจะเยี่ยมไปเลยก็ได้ ชีวิตต้องลอง
Reply
wanwisa_sa
2 years ago
เป็นกำลังใจให้ค่ะ เขียนมาอีกเยอะๆนะคะ อ่านแล้วได้ข้อคิดจากหลากหลายมุม เพราะมุมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องดีที่คุณไข่เอามาเขียนค่ะ^^
Reply
BiiYa
2 years ago
อ่านแล้วแอบซึมซับเอาความรู้มาได้นิดหน่อย
ให้กำลังใจนะคะ สักวันคงเดินไปถึงจุดที่มีลายเซ็นของตัวเอง ^^
Reply