วิเคราะห์ภาพยนตร์ "Hysteria" ในมุมมองทางประวัติศาสตร์การแพทย์
“Hysteria” การแพทย์สมัยใหม่ มุมมองความเป็นโรคร้าย ที่กลายมาเป็นเพียงเรื่องธรรมชาติของผู้หญิง.
            "Hysteria" (2011) เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนภาพความรู้ความเข้าใจทางการแพทย์ในสังคมอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1880 ผ่านตัวละคร มอลติเมอร์ แกรนด์วิล นายแพทย์หนุ่มหัวสมัยใหม่ที่ไม่เห็นด้วยกับการแพทย์แบบเดิมที่ล้าสมัยและไม่ยอมเปิดรับความรู้ใหม่ๆ แต่ยังใช้ชุดความรู้เก่าในการรักษาคนไข้โดยการ “ทำให้คนไข้สงบ มั่นใจ และการเจาะเลือด เป็นกุญแจสู่การแพทย์สมัยใหม่” ที่กล่าวโดยคุณหมอหัวโบราณผู้ที่ไม่ใส่ใจในความสะอาดและการเปลี่ยนผ้าพันแผลคนไข้ มอร์ติเมอร์ แกรนวิล เป็นตัวละครที่จะถ่ายทอดให้ผู้ชมเห็นว่า ความรู้ทางการแพทย์สมัยนั้น ควรได้รับการเปลี่ยนแปลง และในภาพยนตร์นั้น ยังแสดงให้เห็นถึง ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาไปอย่างมาก
          โดยจากฉากหนึ่งในภาพยนตร์ การรักษาคนป่วยของหมอในโรงพยาบาลนั้น ยังไม่มีการรักษาสุขอนามัยที่ดี ที่ทำการรักษาด้วยวิธีให้ผู้ป่วยเอาเลือดออกจากร่างกาย ซึ่ง “มอลติเมอร์” นั้นไม่เห็นด้วย และได้ยืนยันที่จะรักษาตามแบบ ทฤษฎีเชื้อโรค (Germ Theory) ที่มองว่า การรักษาสุขอนามัยและป้องกันร่างกายให้สะอาดปราศจากสิ่งสกปรกนั้น จะทำให้เชื้อโรคไม่สามารถเข้าไปสู่ร่างกายได้ เห็นได้จากที่มอลติเมอร์พยายามจะเปลี่ยนผ้าพันแผลคนไข้ที่เก่า ทั้งๆ ที่หมอใหญ่ได้สั่งห้าม โดยบอกว่าผ้าพันแผลที่สกปรกเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค แต่หมอใหญ่กลับไม่ให้ทำและสั่งให้เจาะเลือดออกอีก 1 ไพน์ ซึ่งมอลติเมอร์เห็นว่าไม่ใช่การรักษาโรคที่ถูกต้อง ดังนั้นเขาจึงต้องออกจากโรงพยาบาลไป สิ่งที่ถูกนำเสนอในฉากนี้แสดงให้เห็นว่า ทฤษฎีในทางการแพทย์สมัยใหม่ในประเทศอังกฤษ ในช่วงเวลานั้น ยังไม่เป็นที่ยอมรับและถูกมองว่าเป็นเรื่องเหลวไหล แต่สิ่งที่มอลติเมอร์เชื่อนั้น ก็ไม่ได้ถูกค้านไปเสียทีเดียว โดยฉากที่มอลติเมอร์มาที่บ้านรับเลี้ยงเด็กของ “ชาร์ล็อต ดาร์ริมเพิล” ก็ได้ประหลาดใจว่าเธอเป็นผู้สอนให้เด็กเหล่านั้นล้างมือ ทั้งยังพูดถึงทฤษฎีเชื้อโรค อีกด้วย โดยได้เรียนรู้มาจากการอ่านหนังสือ สิ่งนี้เริ่มแสดงแนวคิดที่จะพัฒนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการแพทย์ในอนาคต เพราะเป็นแนวคิดที่ยังมีผู้เห็นด้วยและยอมรับนำมาปรับใช้
       ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นประเด็นใหญ่ของภาพยนตร์ที่พยายามจะสื่อนั้น คือการนำเสนอความรู้ความเข้าใจและวิธีการรักษาของโรค “ฮิสทีเรีย (Hyteria)” ที่จะเห็นได้ว่าก่อนจะมีความเปลี่ยนแปลงไปสู่การแพทย์สมัยใหม่นั้น ในสังคมอังกฤษมองว่า โรคฮิสทีเรียเกิดจากการที่มดลูกทำงานผิดปกติ และเหมารวมอาการทั้งหมดของผู้หญิงที่คิดว่าผิดปกติไปจากความเป็นผู้หญิงที่ธรรมดาสามัญในสังคมอังกฤษสมัยศตวรรษที่ 19 รวมทั้งอาการต่างๆ เช่น ความกำหนัดสูง กามตายด้าน ซึมเศร้า กระสับกระส่าย รวมไปถึงผู้หญิงที่โผงผาง อารณ์แปรปรวน และผู้หญิงที่แสดงออกมากเกินไป ทำตัวห่างไกลจากความเป็น “กุลสตรี” ในสังคมอังกฤษสมัยนั้น ว่าเป็นฮิสทีเรียทั้งสิ้น ซึ่งในรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจจะต้องถูกตัดมดลูกออกได้ ความรู้ความเข้าใจแบบนี้ จึงทำให้ผู้หญิงทั่วประเทศอังกฤษกลายเป็นผู้หญิงที่เป็น “ฮิสทีเรีย” และต้องรับการรักษา ผ่านการนวดช่องคลอดเพื่อให้มดลูกกลับสู่ตำแหน่งปกติ จะได้บรรเทาจากอาการที่ผิดปกติเหล่านั้น โดยจะเห็นได้จากภาพยนตร์ว่า มีผู้หญิงเป็นจำนวนมากที่เข้ามารับการรักษาโดยวิธีนี้ 
          จุดเปลี่ยนแปลงของความรู้ความเข้าใจในโรคฮิสทีเรียก็คือการที่ มอลติเมอร์ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับชาร์ล็อต ดาริมเพิล เธอเป็นคนที่แตกต่างจากผู้หญิงทั่วไปที่เรียกว่าสมบูรณ์แบบ เธอเป็นคนพูดจาโผงผางและพยายามเรียกร้องสิทธิสตรี การคุยกับชาร์ล็อตทำให้มอลติเมอร์ได้เข้าใจผู้หญิงใหม่และเข้าใจถึงการวินิจฉัยโรคฮิสทีเรีย ว่าความจริงแล้วเป็นเพียงแค่การที่ผู้หญิงไม่มีความสุขและเก็บกดจากการที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ชาย หรือต้องทนอยู่กับผู้ชายที่ไม่สามารถให้ความสุขทางเพศแก่ผู้หญิงได้ ไม่ใช่เป็นโรคร้ายตามข้อวินิจฉัยทางการแพทย์แต่อย่างใด 
          ทำไมฮิสทีเรีย ถึงถูกทำให้เข้าใจใหม่ ? การทำความเข้าใจโรคและร่างกายนั้น เกิดขึ้นพร้อมกับความสัมพันธ์และบริบทแวดล้อมในสังคมประกอบด้วย ไม่ได้อยู่ที่โรคและการวินิจฉัยของการแพทย์เพียงอย่างเดียว โดยจะเห็นได้จากในโรคฮิสทีเรียนั้นถูกเข้าใจทางการแพทย์ในลักษณะนี้มาตั้งแต่สมัยกรีกแล้วว่า โรคฮิสทีเรีย เกิดขึ้นจากมดลูกเท่านั้น การที่ผู้หญิงเป็นโรคฮิสทีเรียก็เพราะไม่ได้ใช้มดลูก จึงทำให้เธอมีอารมณ์แปรปรวน โมโหร้าย จึงถือเป็นอาการทำให้ถูกมองว่าเป็นโรคและจำต้องได้รับการรักษา โดยความเข้าใจในเรื่องโรคฮิสทีเรียที่มีมาตั้งแต่สมัยกรีกนี้ เป็นการเข้าใจในมุมมองของผู้ชาย ในสังคมที่เป็นใหญ่ ฮิสทีเรียจึงเป็นโรคที่ผู้หญิงถูกมองและถูกตัดสินว่าเป็นความผิดปกติ และต้องถูกทำการรักษาโดยผู้ชายอีกเช่นกัน เพราะผู้หญิงไม่สามารถมีความสุขทางเพศได้โดยปราศจากผู้ชาย โดยที่ผู้หญิงจะสามารถมีความสุขทางเพศได้จากการถูกอวัยวะเพศชายสอดใส่เท่านั้น
          ดังนั้นจึงจะกล่าวได้ว่า "ฮิสทีเรีย" ถูกมองว่าเป็นโรคจากบริบทสังคมผู้ชายเป็นใหญ่ เพราะตั้งแต่สมัยกรีกมาแล้วจนถึงสมัยวิคตอเรียน ผู้ชายก็ยังคงเป็นใหญ่ มีบทบาทสถานะทางสังคมมากกว่าผู้หญิง ที่ยังไม่มีสิทธิเสรีภาพในร่างกายเท่าที่ควร 
          สิ่งที่สื่อออกมาในภาพยนตร์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสังคมอังกฤษในสมัยศตวรรษที่ 19 ที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในด้านการเปิดกว้างด้านสิทธิและการแสดงออกของสตรีรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงการมองโรคฮิสทีเรียในอีกแบบ ที่เกิดจากจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการพัฒนาทางการแพทย์ พร้อมทั้งยังมีส่วนกับการเครื่องไวเบอเรเตอร์สำหรับผู้หญิงอีกด้วย
          โดยในเทคโนโลยีความก้าวหน้าทางไฟฟ้าในศตวรรษที่ 19 นั้น ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยี เครื่องไวเบอร์เรเตอร์ จากการที่มอลติเมอร์ต้องรับมือกับคนไข้ที่ถูกกล่าวว่าเป็นฮิสทีเรียจำนวนมาก จึงทำให้ต้องทำงานหนักและต่อมาไม่สามารถทำให้คนไข้พอใจได้ และการที่เขามีเพื่อนที่หลงใหลในเทคโนโลยีการประดิษฐ์และไฟฟ้า ทำให้มอลติเมอร์ได้คิดค้นเครื่อง “ไวเบอร์เรเตอร์” ขึ้น ร่วมกับเอ็ดมันด์ เพื่อนของเขา ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยตอนแรกนั้นใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงของหมอในการในการใช้รักษาคนไข้ที่ถูกมองว่าเป็นโรคฮิสทีเรีย และต่อมาจึงพัฒนาเป็นเครื่องแบบพกพาและสามารถใช้ได้เองและขายดีเป็นเทน้ำเทท่า พร้อมๆ กับการเติบโตของแนวคิดสิทธิสตรีที่มีมากขึ้นในสังคมอังกฤษสมัยนั้น
          การเปลี่ยนแปลงความเข้าใจในโรคฮิสทีเรีย สื่อให้เห็นในภาพยนตร์ได้จากการที่ชาร์ล็อต นั้นต้องไปขึ้นศาลและเธอได้ทำการพูดถึงเรื่องอาการของผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นโรคฮิสทีเรียนั้นเป็นเพราะอาการจากการเก็บกดและการที่ผู้ชายให้ความสุขกับพวกเธอไม่ได้ต่างหาก จึงทำให้ผู้หญิงอื่นๆได้หันมาให้ความสำคัญกับสิทธิสตรีมากขึ้น พร้อมกับการที่โรคฮิสทีเรียก็ไม่ได้ถูกเหมารวมจากอาการต่างๆ ที่แปลกประหลาดของผู้หญิงอีกต่อไป 
          การเปลี่ยนแปลงในการทำความเข้าใจในเรื่องโรคฮิสทีเรียนี้ ทำให้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจในโรคที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทแวดล้อมในสังคมและเทคโนโลยีที่พัฒนา โรคฮิสทีเรียจึงเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพในเรื่องของการมองและการทำความเข้าใจในชุดความรู้หนึ่งๆ ที่สามารถเปลี่ยนไปได้ในแต่ละช่วงเวลา โดยถูกมอง ถูกตีความ และถูกจัดการยังไง ในช่วงเวลา สภาพและบริบทของสังคมขณะนั้น ในที่นี้ก็ได้อธิบายให้เห็นภาพจากการเล่าเรื่องโดยภาพยนตร์ Histeria นี้ ซึ่งการมองโรคนี้ได้สัมพันธ์กับชุดความรู้ในสังคมแต่ละยุคสมัย Narartive ของโรคฮิสทีเรียนั้น จึงเป็นเรื่องของอาการที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษา แต่พอเมื่อชุดความรู้ ความเข้าใจทางสังคม วิทยาการ และเทคโนโลยีเปลี่ยน อาการนั้นก็กลับกลายเป็นเพียงอาการที่เกิดขึ้นจากความต้องทางธรรมชาติเท่านั้น และไม่ได้เป็นความผิดปกติแต่อย่างใด ทั้งยังสามารถที่จะระบายหรือปลดปล่อยความต้องการของตนเองได้จากการใช้เครื่องไวเบอร์เรเตอร์ ที่ให้ความสุขได้โดยจำเป็นต้องพึ่งแต่ผู้ชายเพียงเท่านั้นเหมือนสมัยยุคก่อนหน้า
SHARE
Writer
Daria_______
Story of Gray.
Just a little Human.

Comments