ไม่อยากพูดถึง
เหมือนเวลาที่ไม่ยอมสั่งน้ำมูกเพราะเสียงดังและดูน่ารังเกียจ

เมื่อมีบางสิ่งในใจ คนเราก็มีหลายเหตุผลที่ทำให้ไม่อยากพูดถึง 

เพราะคิดว่าคงไม่มีใครอยากฟัง คิดว่าเล่าไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ฯลฯ

หลายอย่างจึงยังคั่งค้างในกระแสความคิด เป็นเหมือนตะกอนที่สะสมตามท่อและก๊อก
ก๊อกปิดไม่สนิท เปิดได้ไม่เต็มที่ น้ำจึงไหลไม่คล่องอย่างที่เคย

บางทีก็ทบทวนว่าเราโตมาเป็นคนแบบนี้ได้ยังไง อะไรทำให้เรามีบุคลิก ความคิด ความเชื่อต่างๆ อย่างที่เป็นอยู่

….........

อย่าเป็นคนขี้ฟ้อง เพราะเดี๋ยวจะไม่มีใครคบ เป็นสิ่งแรกๆ ที่ผมเรียนรู้ในการเข้าสังคม การอยู่ร่วมกับเด็กประถมคนอื่นๆ

เรื่องที่เกิดขึ้นคือมีเด็กคนนึงแกล้งคนอีกคนนึงจนเกิดทะเลาะกัน จนมีการทะเลาะวิวาทแบบเด็กๆ เปล่าหรอก ผมไม่ใช่คู่กรณี แต่มีคนๆ นึงตะโกนขึ้นมาว่า อย่าให้รู้นะว่าใครขี้ฟ้อง ไม่งั้นกูเลิกคบแน่

คนพูดไปเอาความมั่นใจมาจากไหน คนฟังเชื่อไปได้ยังไง ก็งงเหมือนกัน
แต่ตอนนั้นไม่มีใครฟ้องครู วันรุ่งขึ้นสองคนที่ทะเลาะกันก็ดีกัน

…........

เคยพยายามจะทำเท่ด้วยการแอบเอามาม่าที่บ้านใส่กระเป๋า หวังจะเอาไปแอบกินกับเพื่อนที่โรงเรียน กำลังจะออกจากบ้าน พี่ชายดันถามว่า จะเอามาม่าไปโรงเรียนทำไม เออ ถ้าบอกว่าเอาไปแอบกินก็จะเสียฟอร์ม เลยบอกว่าเปล่า แล้ววิ่งเข้าบ้านเอามาม่าไปเก็บที่เดิม

เขินหน่อยๆ แต่ก็เกือบลืมไปแล้วเชียว

….......

กับเรื่องอื่นๆ ที่พอจะสังเกตได้เองตามพัฒนาการของมนุษย์

เคยโดนพ่อตัวเองดุ พอออกมาจากฉากนั้นแล้วแอบมอง เห็นพ่อตัวเองหัวเราะคิกคักกับแขกที่มาบ้าน ประมาณว่าจัดการลูกตัวเองอยู่ละมั้ง แต่ก็ไม่ได้โกรธอะไร ขำๆ ด้วยซ้ำ ว่าอย่างงี้ก็ได้ด้วยหรอ นั่นเป็นครั้งแรกๆ ที่เห็นการเสแสร้งทางอารมณ์นอกจอทีวี เลยรู้ว่าอ่อ ในชีวิตจริงเราก็ทำแบบนั้นได้ด้วยนะ

….......

โตมาหน่อยพอพ่อแม่ถามทางโทรศัพท์ว่าสบายดีมั้ย มีเงินใช้มั้ย ก็ตอบว่ามี แม้ช่วงนั้นจะต้องกินข้าวแค่สองมื้อ กินยาเคลือบกระเพาะเวลาแสบท้องนิดๆ ให้ผ่านมาได้โดยไม่ป่วยเป็นโรคกระเพาะ

…......

ไม่รู้คนอื่นเป็นกันรึเปล่า ที่ต้องทำท่าร่าเริงเพื่อให้สถานการณ์รอบตัวดูเป็นปกติ
เพราะรู้สึกว่าคนรอบตัวตอนนั้นคงช่วยอะไรไม่ได้

เคยบอกว่าคิดถึง ทั้งๆ ที่ไม่ได้คิดถึงจริงๆ
เคยบอกว่ารัก ทั้งที่บางทีก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

บางครั้งเหมือนเป็นโหมดโต้ตอบอัตโนมัติ
บางคนรักเราด้วยระบบอัตโนมัติ แต่เรารักเขาด้วยระบบเกียร์กระปุก
คือต้องถามตัวเองให้แน่ใจว่าตอนนั้นรู้สึกอะไร แล้วค่อยตอบ

….............

แม่รักลูกนะ รักแม่มั้ย ?
รักนะแม่ แต่ช่วงนี้เครียดๆ สับสนชีวิตอยู่อ่ะ สภาพจิตไม่ค่อยโอเคเลย - เปล่าหรอก ไม่ได้พูดแบบนั้น

ตอนนั้นรู้สึกแย่เกินกว่าจะรักมนุษย์คนใด ไม่อยากโกหก เลยเงียบ แล้วมองเข้าไปในดวงตาแม่
แม่นิ่ง แล้วเดินไปห้องนอน

ผ่านไปสิบนาที รู้สึกแย่ เลยเดินตามไปกอดแม่ แล้วบอกว่ารักแม่
เออ ตอนนั้นตอบตัวเองเสร็จแล้วว่ารัก เลยเดินไปบอก

…...........

ไม่ชอบโกหก และทุกครั้งที่โกหก รู้สึกว่าชีวิตจะแย่ทุกครั้ง
สงสัยจะโง่เกินไป จับจดเกินกว่าจะหลอกใคร

สุดท้ายเขาจับได้ เสียหมากันไปเลยก็มี
บอกตรงๆ ว่าอับอายขายขี้หน้าจนแทบไม่กล้าสบตาเขาอีกเลย

…..........

ไม่อยากเล่าหรอก ใครจะอยากประจานตัวเอง
แต่บางทีมันก็ดี จะได้รู้ว่าเราเองก็ไม่ได้ดีบริสุทธิ์ จะได้เลิกตัดสินคนอื่นด้วยเฉดขาวดำซักที

แล้วไง อยู่บนโลกโดยที่รู้ว่าจริงๆ ชีวิตมีหลายชั้น หลายระดับ มีความซับซ้อนให้ได้สินะ

ยากจริงๆ บอกตรงๆ จะสามสิบแล้วก็ยังพูดได้ว่ายาก

.............

ที่เพื่อนมัธยมบางคนเกรดน้อยกว่าเราตอนนั้น อาจเพราะว่าเขากำลังเรียนวิชาชีวิตไปพร้อมๆ กัน
ต่างจากเราที่มีชีวิตนอกห้องเรียนค่อนข้างน้อย ไม่ค่อยมีเรื่องดื้อ ไม่ค่อยมีเรื่องเล่าสนุกๆ มันๆ

ที่เอ็นต์ติดวิศวะ จุฬาฯ อาจเพราะเผลอแลกด้วยความเว้าแหว่งของประสบการณ์ชีวิต
โดยเจตนาและความมุ่งมั่นของตัวเองในตอนนั้น - ต้องรับผิดชอบเอง

.............

ยังไม่เคยมีลูก แต่รู้สึกว่าบทเรียนชีวิตจริงหนึ่งครั้ง สอนได้หลายแง่มุม
ยั่งยืนและถาวรกว่าการห้ามปรามแบบเด็ดขาดที่ทำให้ขาดทักษะการตัดสินใจและรับผลการกระทำด้วยตัวเอง

แต่คงไม่มีพ่อแม่คนไหนที่รับความเสี่ยงได้เท่ากัน
เพราะก็มีบางเรื่องที่ทำให้ชีวิตหลังจากนั้นพลิกผันไปตลอด

อย่างไรก็ตาม การพลิกผันขึ้นลงของชีวิตก็ไม่ได้เกิดขึ้นในตอนเด็กเท่านั้น
ระดับการสั่นสะเทือนมากกว่ากันหลายเท่าตัวเมื่อต้องดูแลชีวิตตัวเอง

การเข้าใจบางอย่างด้วยตัวเองเป็นความรู้สึกที่ดี ขณะที่กำลังบันทึกข้อมูลการค้นพบแห่งตน รู้สึกว่าฉลาดขึ้นอีกนิดหน่อย
เจ๋งนะ พ่อแม่ควรรู้จักให้ลูกพบโมเมนต์นี้ด้วยตัวเองบ้าง
…..........
อีกเรื่องที่จำได้คือแม่ผมเคยเล่าว่าตอนเด็กๆ ผมเคยเขียนจดหมายวันแม่สามบรรทัดว่า

ฉันรักแม่
ฉันจะเป็นคนดี
ฉันต้องเป็นคนดี

แม่โกหกแบบในหนังแนวจิตวิทยาหลายๆ เรื่องรึเปล่า
หรือตอนนั้นเราโกหกแม่เพราะอยากให้แม่อ่านจดหมายแล้วอมยิ้ม
หรือตอนนั้นเราคิดแบบนั้นจริงๆ เพราะยังไม่เข้าใจ
ว่าการเป็นคนดีในใจทุกคน การใช้ชีวิตโดยไม่มีข้อขัดแย้งกับใครเลยนั้นยากกว่าที่คิด

จำไม่ได้แล้วล่ะ ว่าตอนนั้นคิดหรือรู้สึกยังไง
จดหมายแผ่นนั้นก็หายไปตอนที่ย้ายบ้าน

ไม่เคยเห็นอีกเลย


cr. รูปจาก https://unsplash.com/
pic by Kristina Flour

SHARE
Written in this book
Low energy
เมื่อจิตใจอ่อนแรง พลังภายในตกต่ำ หลายกิจกรรมถูกทิ้งร้าง เหลือไม่กี่อย่างที่ยังพอทำได้ หนึ่งในนั้นคือการจดบันทึก
Writer
ProtoZua
Books and music
บ้างเพื่อบอกเล่า บ้างเพื่อบำบัดตน

Comments

niji
2 years ago
ทำไมอ่านแล้วอยากร้องไห้ก็ไม่รู้T.T
Reply
ProtoZua
2 years ago
บางทีผมก็อยากร้องครับ มีคนเคยบอกว่าร้องแล้วจะโล่งขึ้น แต่พยายามแล้วก็ไม่เคยสำเร็จ เลยเขียนแทนครับ ดีกว่าไม่ทำไรเลย :)
niji
2 years ago
ร้องไห้แล้วมันดีขึ้นจริงๆ นะคะ
ProtoZua
2 years ago
ร้องไม่ออกจริงๆ ครับ - -"
GirlHappin
2 years ago
เข้าใจนะคะ บางทีต้องทำว่าไม่เป็นอะไรเพื่อความสบายใจของคนรอบตัว
แบบพอบางทีเราแย่ เค้ารู้ว่าเราแย่ ยิ่งเป็นห่วง ยิ่งจับตามอง
กลายเป็นพอโดนจับตามอง ก็รู้สึกแย่ไปอีก -..-
แต่บางเรื่องพอไม่ถูกเป็นห่วงเลยก็น้อยใจ หาความพอดียากจริงๆ
Reply
GirlHappin
2 years ago
แต่ยังไงก็สู้ๆนะค้าาาา
ProtoZua
2 years ago
เช่นกันครับ รวมถึงทุกคนที่แวะมาอ่านด้วยครับ :)
GirlHappin
2 years ago
^.^
Klom
2 years ago
อ่านบทความนี้แล้วทำให้รูสึกถึงเมื่อวานที่นานมาแล้วเลยค่ะ มันคงจะดีนะคะถ้าหากจำความรู้สึกตอนนั้นได้ เพราะทุกวันนี้ทำแบบไหนก็ไม่มีทางรู้สึกแบบนั้นได้อีก หรืออาจเป็นเพราะเราเริ่มแก่ตัวค่ะ ^^

Reply
ProtoZua
2 years ago
อาจจะใช่ครับ ถ้าคงความตื่นเต้นแบบเด็กๆ ได้ตลอดก็น่าจะสนุกดี ถ้าทำได้คงดีครับ :)
Rei
2 years ago
อ่านแล้วรู้สึกเหมือนตัวผมเองเลยครับ แต่ผมไม่สามารถเขียนบรรยายออกมาได้แบบนี้
Reply
ProtoZua
2 years ago
ลองดูครับ เขียนแล้วโล่งดีนะครับ ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะครับ :)