Hysteria (2011): ภาพแทนของการวิพากษ์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่

บทนำ 

ในขณะที่สังคมไทยเริ่มเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ (modernity) มาได้ราว 150 ปี หากนับการเริ่มต้นปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นสำคัญ การเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทั้งที่ปรากฎในงานเขียนทางประวัติศาสตร์ได้รับอิทธิพลจากอุดมการณ์ราชาชาตินิยมซึ่งพรรณาถึงความเปลี่ยนแปลงในทิศทางอันนำไปสู่ความเจริญภายหลังได้รับความเป็นสมัยใหม่ภายใต้การนำของพระมหากษัตริย์ หรืองานวิจัยด้านประวัติศาสตร์โดยนักประวัติศาสตร์อาชีพ เช่น โครงการวิจัยเรื่อง “พัฒนาการและเปลี่ยนแปลงทางความคิดว่าด้วยความ (ไม่) เป็นสมัยใหม่ในสังคมไทย” มี ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย แม้ว่าในเนื้อหาของงานวิจัยจะอธิบายว่า “...กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นสมัยใหม่ของสังคมไทยนั้น ไม่ดำเนินไปอย่างเป็นระบบและกระบวนการอย่างที่มันควรเป็น มีความขัดกันและย้อนแย้งระหว่างความเป็นสมัยใหม่กับจิตวิญญาณของความเป็นจารีตและก่อนสมัยใหม่ค่อนข้างมาก...”[1]
   
ไม่ว่าสังคมไทยจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะความเป็นสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์หรือไม่ก็ตาม บทความนี้ไม่ได้ต้องการจะอภิปรายในประเด็นเหล่านั้น ถึงอย่างไรก็ดีสังคมไทยก็ได้รับสิ่งต่างๆ ที่เป็นอิทธิพลจากความเป็นสมัยใหม่จากโลกตะวันตกอย่างมากมายโดยที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และมรดกหลายอย่างก็ยังคงตกทอดมาถึงสังคมไทยในปัจจุบันแม้จะมีการเลือกรับและปรับเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างมาก โดยในบทความนี้จะยกตัวอย่างถึงความรู้ทางการแพทย์ในฐานะมรดกจากความเป็นสมัยใหม่ที่ได้รับการสถาปนาผ่านการขยายตัวของอำนาจรัฐตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา แต่ทั้งนี้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทยและความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่กับรัฐไทยก็มีผู้ให้คำอธิบายแล้วอย่างละเอียดลึกซึ้งจากงานเขียนของทวีศักดิ์ เผือกสม[2]  ซึ่งบทความนี้ก็จะไม่ลงรายละเอียดในส่วนที่ซ้ำซ้อนเดิมเช่นเดียวกัน

แม้ว่าสังคมไทยจะมีองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทยแล้ว แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอของทวีศักดิ์ เผือกสม จะไม่ได้รับความสนใจจากคนไทยโดยส่วนใหญ่และไม่ได้รับการยอมรับจากวงวิชาการทางการแพทย์ในไทย[3]  นอกจากนี้ความรู้ทางการแพทย์ยังได้รับการยอมรับจากสังคมในฐานะความรู้ที่นำมาซึ่งการได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าผู้คนในอาชีพอื่นในสังคมไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากจำนวนรายได้ที่มีจำนวนมากกว่าเงินเดือนขั้นต่ำในระดับปริญญาตรีด้วยกัน ก่อให้เกิดค่านิยมการเรียนแพทย์ในนักเรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ในกลุ่มผู้ปกครองและการเรียนกวดวิชาที่มากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่ได้รับความสำคัญมากกว่าความรู้ทางด้านศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ แต่ทั้งนี้ผู้เขียนมีความเห็นว่าสาเหตุและความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดปัญหานี้มีความสลับซับซ้อนเกินกว่าจะกล่าวโทษถึงความสำคัญและอำนาจที่แฝงอยู่ในความรู้ทางการแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ถึงกระนั้นอำนาจของความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ก็มีผลต่อสังคมไทยในหลายด้านจริง

จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่มีสถานภาพเหนือกว่าความรู้การแพทย์แบบพื้นถิ่นอย่างเห็นได้ชัด จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จำต้องมีการตั้งคำถามและการรื้อสร้างจากนักวิชาการทางสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์เพื่อสร้างความตระหนักในการมีวิจารณญาณต่อความรู้ทางการแพทย์ (และรวมถึงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และคณิตศาสตร์) เพื่อทำให้สังคมไทยได้รับประโยชน์จากความรู้ที่มีความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างเหมาะสมและกระจายผลประโยชน์จากความรู้ให้ไปถึงคนไทยทุกชนชั้นอย่างเสมอภาค มิใช่การจำกัดผลประโยชน์อยู่ที่รัฐและกลุ่มทุนขนาดใหญ่แต่เพียงกลุ่มเดียวอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อันเป็นความฝันสูงสุดของจุดมุ่งหมายในการเขียนบทความนี้ โดยบทความนี้จะอภิปรายถึงภาพยนตร์เรื่อง Hysteria (2011) ในฐานะภาพยนตร์ที่เป็นภาพสะท้อนถึงความพยายามในการตั้งคำถามและรื้อสร้างความรู้ทางการแพทย์เฉกเช่นเดียวกับที่นักสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์กำลังพยายามกระทำอยู่ในขณะนี้ แม้ความรู้ทางการแพทย์ที่ปรากฎในภาพยนตร์ Hysteria ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 จะยังไม่ใช่ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่โดยสมบูรณ์ก็ตามที

บทความนี้มีเนื้อหาอยู่ 4 ส่วน คือ (1) บทนำ (2) สรุปเนื้อเรื่องภาพยนตร์โดยย่อ (3) คู่พระ-คู่นาง: ภาพแทนของ “การเมืองของความรู้” และ (4) บทส่งท้าย โดยข้อเสนอของบทความนี้จะแตกต่างจากการวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องเดียวกันผ่านกรอบการอธิบายความเปลี่ยนแปลงของทฤษฎีเบื้องหลังของโรค (disease entity) ของโรค Hysteria ผ่านบริบททางสังคม เพราะผู้เขียนต้องการสร้างพลังให้กับความตระหนักถึงความสำคัญของสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ว่าไม่ได้ไร้ประโยชน์และไม่ได้เลวร้ายแต่ประการใด

สรุปเนื้อเรื่องภาพยนตร์โดยย่อ 

ภาพยนตร์เรื่อง Hysteria เป็นเรื่องราวของ มอร์ติเมอร์ แกรนวิลล์ แพทย์รุ่นใหม่ไฟแรงที่ตกงานเนื่องจากมีความคิดด้านการรักษาโรคที่ล้ำสมัยเกินไปเพราะมอร์ติเมอร์ไม่เห็นด้วยกับการใช้ผ้าผันแผลเก่าเนื่องจากจะทำให้เกิดอาการติดเชื้อ (บริบทของภาพยนตร์เรื่องนี้คือประเทศอังกฤษยุควิกตอเรียนช่วงทศวรรษ 1880 หรือปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19) และจับพลัดจับผลูมาได้งานเป็นผู้ช่วยที่คลินิกสูตินรีเวชแห่งหนึ่งในลอนดอน โดยงานของมอร์ติเมอร์คือการนวดช่องคลอดเพื่อรักษาอาการของโรค Hysteria ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่แพทย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 มองว่าอาการขาดความรู้สึกทางเพศ ความเครียด วิตกกังวล และความไม่สบายใจของผู้หญิงเกิดจากมดลูกอยู่ผิดตำแหน่ง โดยวิธีรักษาที่ได้ประสิทธิภาพสูงสุดคือการนวดช่องคลอดเพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้กับผู้ป่วยเพศหญิง พอมอร์ติเมอร์ได้เข้ามาทำงานไม่นานก็ได้รับการยอมรับจากเจ้าของคลินิกและถูกวางตัวไว้แต่งงานกับลูกสาวเจ้าคนเล็กของคลินิกและเตรียมความพร้อมสำหรับสืบทอดกิจการต่อ

ทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดีจนกระทั่งมอร์ติเมอร์ทำให้ผู้ป่วยคนหนึ่งไม่หายจากความไม่สบายใจเนื่องจากมือของมอร์ติเมอร์เป็นตะคริว มอร์ติเมอร์จึงถูกไล่ออกจากงาน แต่เมื่อครั้งคราวคับขัน มอร์ติเมอร์กับ เอ็ดมันต์ เซนต์ จอห์น-สมิธ เพื่อนของมอร์ติเมอร์ผู้หมกมุ่นกับการประดิษฐ์เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ออกแบบอุปกรณ์นวดช่องคลอดไฟฟ้าหรือที่รู้จักกันในฐานะ “ไวเบรเตอร์” (Vibrator) หรืออุปกรณ์ทางเพศสำหรับการสำเร็จความใคร่ในปัจจุบัน ทำให้มอร์ติเมอร์ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์และได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์จากการคิดค้นไวเบรเตอร์จนมีฐานะร่ำรวยในท้ายสุด

คู่พระ-คู่นาง: ภาพแทนของ “การเมืองของความรู้”

แม้ภาพยนตร์เรื่อง Hysteria จะสร้างมาจากเหตุการณ์จริงของแพทย์ชาวอังกฤษ โจเซฟ มอร์ติเมอร์ แกรนวิลล์ ผู้ประดิษฐ์ไวเบรเตอร์คนแรกของโลก แต่รายละเอียดที่ปรากฎในภาพยนตร์ก็ไม่ใช่ความเป็นจริงทั้งหมด เพราะคนเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เพิ่มตัวละครอีกคนคือ ชาร์ล็อต ดัลริมเพิล ลูกสาวคนโตของเจ้าของคลินิก ผู้ที่เชื่อมั่นในสิทธิสตรีและความเสนอภาคของมนุษย์ เธอมีพฤติกรรมที่ไม่สนใจขนบธรรมเนียมปฏิบัติตามยุควิกตอเรียนและเธอเปิดสถานสงเคราะห์เด็กสำหรับลูกของแรงงานและคนชายขอบซึ่งผิดภาพลักษณ์ของคนในสังคมสมัยนั้นที่จะต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ มีกิริยามารยาทเรียบร้อย และสามารถเล่นเปียโนชั้นสูงได้ ชาร์ล็อตมีความมุ่งมั่นในการทำตามอุดมการณ์ของตนเอง และยังสามารถโน้มน้าวให้มอร์ติเมอร์เปลี่ยนความเข้าใจที่มีต่อโรค Hysteria จากที่เคยมองว่าเป็นอาการเจ็บป่วยมาเป็นการสร้างความหมายที่มีนัยยะกดทับเพศหญิงไม่ให้สามารถสุขสมทางความใคร่ด้วยตนเองเช่นเดียวกับเพศชาย โดยผู้เขียนมองว่าการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของมอร์ติเมอร์เป็นจุดวิกฤติ (climax) ของภาพยนตร์ อันเป็นแก่นแกน (essence) ที่คนเขียนบทภาพยนตร์ต้องการจะสื่อสารกับผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้

ผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าชีวิตที่แท้จริงของ โจเซฟ มอร์ติเมอร์ แกรนวิลล์ เพราะผู้เขียนเห็นว่าผู้สร้างภาพยนตร์เลือกจะสร้างตัวละครคู่พระคู่นางทั้งสองคนในฐานะภาพแทน (representation) ของความรู้ทางการแพทย์สองแบบ คือ มอร์ติเมอร์เป็นภาพแทนของความรู้ทางการแพทย์ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ในเวลาต่อมา ส่วนชาร์ล็อตเป็นภาพแทนของการทำความเข้าใจทางการแพทย์ในทางสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครทั้งสองทั้งในด้านดีและด้านร้ายก็สะท้อนถึงการปะทะและการแลกเปลี่ยนทางความคิด ดังจะอภิปรายต่อไปข้างหน้า

มอร์ติเมอร์ แกรนวิลล์ เป็นแพทย์ที่มีความรู้ทางการแพทย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่เน้นถึงการศึกษาสัญญาณ (sign) และอาการของโรค (symptom) ควบคู่กันไปพร้อมกัน โดยตัวอย่างฉากที่แสดงถึงการให้ความสำคัญกับสัญญาณและอาการคือพฤติกรรมของมอร์ติเมอร์ที่สังเกตผู้ป่วยอย่างละเอียด เช่น ในฉากที่มอร์ติเมอร์เจอกับชาร์ล็อตครั้งแรก มอร์ติเมอร์สังเกตเห็นว่าชาร์ล็อตมีอาการตีโพยตีพาย และในฉากที่มอร์ติเมอร์นำเครื่องไวเบรเตอร์มาทดสอบกับโสเภณีหญิงเป็นครั้งแรก ภายหลังการทำทดลองเสร็จสิ้นมอร์ติเมอร์ได้รีบสอบถามอาการของผู้ถูกทดลองและเตรียมกระดาษสำหรับจดบันทึกทันที นอกจากนี้แนวคิดของมอร์ติเมอร์ที่เชื่อถือในทฤษฎีเชื้อโรคจนเป็นเหตุให้มอร์ติเมอร์หางานทำได้ลำบากดังที่ปรากฎในฉากช่วงแรกของภาพยนตร์ก็สะท้อนถึงการเปิดรับทางความคิดสำหรับการเปลี่ยนแปลงความรู้ทางการแพทย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ส่วนแนวคิดในการนิยมเก็บข้อมูลทางสถิติของแพทย์อันเป็นที่นิยมในยุควิกตอเรียนก็ปรากฎผ่านมอร์ติเมอร์ด้วยเช่นกัน โดยเห็นได้จากการที่มอร์ติเมอร์ยอมสอบถามรายละเอียดทางสังคมของผู้ป่วยหญิงที่มานวดช่องคลอดในคลินิก

ชาร์ล็อต ดัลริมเพิล กลับมีความน่าสนใจยิ่งกว่าตัวละครคนอื่นในภาพยนตร์รวมถึงมอร์ติเมอร์ด้วย เพราะผู้เขียนตีความพฤติกรรมของชาร์ล็อตว่าเป็นภาพแทนของการทำความเข้าใจทางการแพทย์ในทางสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีมโนทัศน์ที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ (1) โรคในฐานะภาษา (disease is a language) (2) ร่างกายในฐานะภาพแทน (the body is a representation) และ (3) การแพทย์เป็นเรื่องของการเมือง (medicine is a political practice) และมีจุดประสงค์ทางการเมืองที่จะลดทอนอำนาจอันเกินขีดจำกัดของความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับความรู้ประเภทต่างๆ ให้มีที่ยืนได้อย่างเสมอภาค ดังจะวิเคราะห์จากฉากในภาพยนตร์ดังนี้

มโนทัศน์ประการแรกสามารถอธิบายผ่านฉากหนึ่งในภาพยนตร์ที่ชาร์ล็อตพยายามโน้มน้าว
มอร์ติเมอร์ว่าสิ่งที่แพทย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อธิบายถึงโรค Hysteria แท้จริงแล้วเป็นแค่คำอธิบายผ่านกรอบคิดเพศชายเป็นใหญ่เพื่อกดทับเพศหญิงไม่ให้มีอิสระในการมีความสุขทางเพศได้ด้วยตนเอง ซึ่งก็ตรงกับมโนทัศน์ประการแรกที่กล่าวว่าโรคและความเจ็บป่วยเป็นเพียงคำอธิบายต่างๆ ในสังคม ที่มีทฤษฎีในการอธิบายอยู่เบื้องหลังหรือมีชุดความรู้ต่างๆ ที่แวดล้อมอยู่ อย่างเช่นบริบทที่ชาร์ล็อตอธิบายให้มอร์ติเมอร์ก็เป็นช่วงที่แนวคิดชายเป็นใหญ่ยังมีอิทธิพลในสังคมอังกฤษยุควิกตอเรียนอยู่ มีผลทำให้เกิดคำอธิบายแก้ต่างผู้หญิงที่มีพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของผู้ชายโดยตีตราว่าผู้หญิงเหล่านั้นป่วยเป็น “โรค”

ส่วนมโนทัศน์ประการที่สองแม้ผู้เขียนจะไม่สามารถยกตัวอย่างได้จากพฤติกรรมของชาร์ล็อตโดยตรง แต่ก็มีฉากหนึ่งในภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงมโนทัศน์นี้และก็ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับชาร์ล็อตอยู่ โดยในฉากที่ชาร์ล็อตเกือบจะถูกคำพิพากษาตัดสินให้เป็นโรค Hysteria ขั้นรุนแรงและต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดมดลูกออก แต่โชคดีที่มอร์ติเมอร์ไม่ได้ให้การต่อศาลว่าชาร์ล็อตเป็นโรคขั้นร้ายแรงแต่กลับอธิบายถึงการประกอบสร้างทางสังคมของ Hysteria แทน ทำให้ชาร์ล็อตสามารถรอดพ้นจากการถูกผ่ามดลูกออกอย่างหวุดหวิด จนชาร์ล็อตได้บอกกับมอร์ติเมอร์หลังสิ้นสุดการตัดสินคดีความว่า “มดลูกของฉันเป็นหนี้บุญคุณคุณแล้วล่ะ” การที่มดลูกของผู้หญิงสามารถถูกการใช้อำนาจจากผู้ชายแทรกแซงได้ก็แสดงถึงการเป็นภาพแทนของร่างกายเพศหญิงที่มีทฤษฎีรองรับความเจ็บป่วยตรงนี้อยู่ (ซึ่งก็คือโรค Hysteria) ว่าจะต้องถูกรักษา (โดยการเอามดลูกออกไป)

สำหรับมโนทัศน์ประการสุดท้ายนั้นสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากชาร์ล็อต ผ่านความพยายามต่อสู้กับแพทย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ซึ่งสะท้อนผ่านพ่อของเธอเอง) เพื่อต้านทานอำนาจของความรู้เกี่ยวกับโรค Hysteria ที่ทำให้ผู้หญิงไม่มีอิสระอันเนื่องมาจากการถูกกดทับผ่านเพศชายและกรอบด้านประเพณีของสังคม นอกจากนี้เธอยังเรียกร้องถึงสิทธิสตรีที่เท่าเทียมกัน กล่าวถึงความฝันของสิทธิของผู้หญิงในการเลือกตั้งและการมีสิทธิได้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย บุคลิกของชาร์ล็อตได้สอดคล้องกับมโนทัศน์นี้ที่การแพทย์เป็นเรื่องของการเมืองอยู่ 2 ประการ คือ (1) เป็นการต่อสู้ของความรู้ทางการแพทย์ในช่วงเวลาต่างๆ และ (2) ความรู้ทางการแพทย์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดประการที่สองที่ความพยายามของชาร์ล็อตสะท้อนยอกย้อนออกมาเป็นความพยายามของนักสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ในการต่อสู้กับความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ครอบงำความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในยุคโลกาภิวัตน์

ทั้งนี้ทั้งนั้นภาพแทนของมโนทัศน์ทั้งสามประการนั้นมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะมโนทัศน์ด้านความเป็นการเมืองของการแพทย์ที่ได้พยายามสร้างข้อถกเถียงด้านคำอธิบายและต้านทานการมองร่างกายในฐานะภาพแทนของความรู้ทางการแพทย์ที่กดทับเพศหญิงอยู่ ความสลับซับซ้อนของปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวสามารถสะท้อนถึง “การเมืองของความรู้” ที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคนใดจะตระหนักรู้หรือแม้แต่จะฝันถึง

บทส่งท้าย

ก่อนที่ผู้เขียนจะชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้เขียนคิดว่าภาพยนตร์เรื่อง Hysteria จะต้องเป็นเรื่องที่มีเนื้อหาหนักและทำให้เกิดความเครียดต่อผู้ชมภาพยนตร์ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ดูสนุก ให้กำลังใจ และสร้างความอิ่มเอมใจให้กับผู้เขียนโดยที่ผู้เขียนคาดไม่ถึง นับเป็นความโชคดีของผู้เขียนที่ได้มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ และผู้เขียนก็อยากจะให้คนอื่นได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้เช่นกัน

ในปัจจุบันช่องทางในการรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แม้ว่าช่องทางหลายด้านเป็นช่องทางที่ผิดกฎหมายด้านลิขสิทธิ์ ถึงกระนั้นก็อาจเป็นข้อดีของคนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กไทยที่อยากเรียนแพทย์เพียงเพราะว่าทางบ้านต้องการให้เป็นหรือไม่ก็อยากเรียนแพทย์เพราะอยากรวยและอยากเลื่อนฐานะทางสังคมให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป หากเด็กไทยสามารถดูภาพยนตร์เรื่องนี้และคิดได้ว่าความรู้ทางการแพทย์ (รวมถึงความรู้ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เด็กเรียนในชั้นมัธยม) ไม่ได้มีความบริสุทธิ์และสวยงามหรือมีเพียงประโยชน์แค่เป็นใบผ่านทาง เด็กไทยจะได้มีเวลาในการค้นหาตนเองในสิ่งที่ชอบ และรัฐก็จะไม่ได้สูญเปล่าไปกับการผลิตคนที่ไม่ได้อย่างเรียนแพทย์อย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นเพียงความคิดฝันเฟื่องของผู้เขียนเพียงคนเดียวเท่านั้น หาได้รับการเหลียวแลจากนักกิจกรรมด้านการศึกษาที่อวดอ้างว่าเป็นห่วงการศึกษาไทยแต่ประการใด

หรือว่าในความเป็นจริงแล้ว ความคิดฝันเฟื่องของผู้เขียนก็เป็นเพียง “โรค” อย่างหนึ่งเท่านั้น?

เชิงอรรถ

[1] ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และคณะ, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการเมธีวิจัยอาวุโส สกว. พัฒนาการและเปลี่ยนแปลงทางความคิดว่าด้วยความ (ไม่) เป็นสมัยใหม่ในสังคมไทย (กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2559), น. 14.

[2] ทวีศักดิ์ เผือกสม, เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550).

[3] จากข้อสังเกตของอาจารย์สิงห์ สุวรรณกิจ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยข้อมูลที่ได้มาจากการสนทนาอย่างไม่เป็นทางการ (พฤศจิกายน 2559)

บรรณานุกรม

ทวีศักดิ์ เผือกสม. เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์     มหาวิทยาลัย, 2550.

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และคณะ. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการเมธีวิจัยอาวุโส สกว. พัฒนาการและเปลี่ยนแปลงทางความคิดว่าด้วยความ (ไม่) เป็นสมัยใหม่ในสังคมไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2559.

(บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์การแพทย์ ภาควิชาประวัติศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559)

 
SHARE
Written in this book
My bioscope
รวมรีวิวสมัครเล่นของคนดูหนังธรรมดา
Writer
Moreyearold
Normal person
แก่ขวบ...คนธรรมดาที่ชอบเสพความคิดผ่านตัวอักษร และขีดเขียนบ้าง นาน นาน ที

Comments