disease entity คืออะไร?
จากการเรียนเรื่องประวัติศาสตร์การแพทย์จะเห็นได้ว่า disease entity เป็นหนึ่งในมโนทัศน์ที่สำคัญสำหรับการเรียนประวัติศาสตร์การแพทย์หรือหากจะกล่าวโดยขยายความเพิ่มเติมก็คือประวัติศาสตร์ความรู้ทางการแพทย์ โดยมโนทัศน์สำหรับการเรียนจะสามารถกล่าวโดยย่อได้ว่าความรู้ทางการแพทย์จะประกอบไปด้วย clinical entity และ disease entity โดย clinical entity คือ อาการของคนไข้ที่แพทย์เห็น วิเคราะห์ และรักษา ส่วน disease entity คือ ทฤษฎีที่แพทย์ใช้ในการอธิบายสิ่งที่แพทย์เห็น

เราสามารถจะกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า disease entity คือเรื่องเล่าหรือคำอธิบายที่แพทย์ได้สร้างขึ้นเพื่ออธิบาย clinical entity ซึ่งแพทย์จะนำความรู้ทางด้านกายวิภาคศาสตร์ (anatomy) ซึ่งศึกษาองค์ประกอบภายในร่างกาย สรีรวิทยา (physiology) ซึ่งศึกษาฟังก์ชั่นการทำงานของร่างกาย และ พยาธิวิทยา (pathology) ซึ่งศึกษาร่างกายที่ผิดปกติ โดยคำอธิบายในแต่ละช่วงเวลาจะมีความแตกต่างโดยสัมพันธ์กับบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยจะยกตัวอย่าง disease entity ของอาการการติดเชื้อหลังคลอด (Puerperal fever) เพราะเป็นตัวอย่างที่สามารถทำให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ขัดเจนถึงความแตกต่างของ disease entity ในแต่ละยุคสมัย

อาการติดเชื้อหลังคลอดจะมีอาการสำคัญ เช่น มีไข้สูงประมาณ 40 องศา และมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย ชีพจรเต้นเร็ว หายใจเร็ว กดเจ็บบริเวณหน้าท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่ง เป็นต้น ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกันในทุกยุคสมัย รายละเอียดของอาการที่แพทย์สังเกตเห็นนี้คือ clinical entity แต่เมื่อดูทฤษฎีที่อธิบาย clinical entity ในแต่ละช่วงเวลาจะมีความแตกต่างกัน ดังนี้

ในสมัยกรีกโบราณ Hippocrates เชื่อว่าอาการติดเชื้อหลังคลอดเกิดจากของเหลวบางชนิดในร่างกายมีน้อยเกินไป เพราะ Hippocrates เชื่อในทฤษฎี Humeral Theory หรือทฤษฎีสมดุลของเหลวในร่างกาย ดังนั้นวิธีรักษาก็คือการอุดหน้าช่องคลอดไม่ให้หน้าคาวปลาและกลิ่นเหม็นออกมาจากมดลูก

พอมาถึงยุค Renaissance คำอธิบายของอาการติดเชื้อหลังคลอดก็เปลี่ยนไป โดย Leonardo Da Vinci อธิบายว่าอาการติดเชื้อหลังคลอดเกิดจากน้ำนมแพร่กระจายลงมาที่มดลูก เพราะความรู้ทางด้าน anatomy ในสมัย Renaissance ยังไม่แม่นยำเท่าใดนัก

ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 Rudolf Virchow เสนอว่าอาการติดเชื้อหลังคลอดเกิดจากอากาศเป็นพิษ ส่วน Ignaz Semmelweis กลับคิดว่าอาการเหล่านี้เกิดจากการไม่ล้างมือด้วยคลอรีนก่อนผ่าตัด และ Louis Pasteur เสนอว่าอาการติดเชื้อหลังคลอดเกิดจากเชื้อแบคทีเรียจำพวก Streptococcus ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ตราบจนปัจจุบัน

ชุดคำอธิบายในคริสต์ศตวรรษที่ 19 หลากหลายรูปแบบนี้สัมพันธ์กับบริบททางด้านพัฒนาการของความรู้ในช่วงเวลานั้นที่ความรู้ทางการแพทย์จะต้องสัมพันธ์กับกระแสปฏิฐานนิยม (positivism) ว่าทุกสิ่งต้องมีข้อเท็จจริงและสามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ และการเกิดขึ้นของการศึกษาทางคลินิกที่เกิดขึ้นตั้งแต่หลังสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นต้นมาซึ่งเป็นพื้นฐานของการทำความเข้าใจโรค และการศึกษาโดยสังเกต sign symptom และ lesion ในปัจจุบัน

จากการอภิปรายตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าความรู้ทางการแพทย์ล้วนสัมพันธ์กับบริบทและกระบวนการทางประวัติศาสตร์และสังคม (socio-historical process) กล่าวคือความรู้ทางการแพทย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้สังคม ทำให้ความรู้ในแต่ละช่วงเวลาเป็นความจริงได้เพราะบริบททำให้ความรู้รอบตัวมองว่าความรู้ทางการแพทย์ในขณะนั้นเป็นเรื่องจริง คำอธิบายใหม่ทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นจะทำถูกทำการประมวลความรู้ใหม่ (reorganization) ภายใต้กรอบการอธิบายใหม่ (explanatory framework) นอกจากนี้ในความรู้หรือความจริงแต่ละชุดยังมีการต่อสู้และปะทะกันจนเกิดการจัดลำดับเรื่องเล่าใหม่ การประมวลความรู้ใหม่ จนนำไปสู่ความจริงใหม่ เพราะฉะนั้นความรู้ทางการแพทย์จึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นความจริงทางธรรมชาติแต่อย่างใด

สรุปแล้ว disease entity เป็นเพียงชุดของความรู้สำหรับอธิบายอาการของโรค ไม่ใช่ความรู้ที่มีสถานภาพที่บริสุทธิ์ ปราศจากอคติ และมีความเป็นกลาง แต่อย่างใด แต่เป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้างขึ้นภายใต้บริบทและอคติของแพทย์ มีความเป็น “การเมือง” ทั้งยังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งยังสัมพันธ์กับสังคมเสมอมา

(บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์การแพทย์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559) 
SHARE
Written in this book
มีความเรียง
เรียงความคิด ร้อยคำนึง หลากกาล หลายเทศะ
Writer
Moreyearold
Normal person
แก่ขวบ...คนธรรมดาที่ชอบเสพความคิดผ่านตัวอักษร และขีดเขียนบ้าง นาน นาน ที

Comments