3 วิธีจากล้านวิธีฉุดตัวเองไม่ให้จมกับความทุกข์
อาจจะเป็นเพราะผมคืิอคนทำอาชีพสัมภาษณ์คน ผมคือนักฟังที่ดี ทำให้ได้รับเลือกให้เป็นผู้ฟังความอัดอั้นตันใจทั้งเรื่องความรัก เรื่องเรียน และเรื่องงานจากคนรอบตัว

ผมเคยถูกสอนโดยรุ่นพี่คนหนึ่งว่า

ปัญหาของทุกคนขนาดไม่เท่ากัน แต่มีน้ำหนักเท่ากัน
ทำให้ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนในสายตาของผม ผมก็ยังรับฟังด้วยความตั้งใจเสมือนเป็นเรื่องราวของตัวเองเสมอ

และนั่นก็ทำให้ผมเกือบเป็นบ้าในช่วงชีวิตหนึ่ง ช่วงชีวิตที่เหมือนคนจะจมน้ำ ทั้งเหนื่อย ทั้งกลัว —และยังต้องรับฟังเรื่องราวต่างๆ 

บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นกลายเป็นหินที่มัดติดกับตัวเรา คอยฉุดให้เราจมดิ่งลงไปเรื่อยๆ —ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของเราเลย

จนเมื่อเวลาผ่านไป ผมโตขึ้น จัดการอารมณ์ตัวเองได้่ดี มีสติมากพอที่จะถอยออกมาก้าวหนึ่ง จนมองเห็นภาพปัญหาที่ใหญ่ขึ้น จากมุมที่กว้างขึ้น

ผมจึงอยากบันทึก 3 ข้อที่ทำให้ผมผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตมาได้ด้วยตัวเองโดยไม่จมลงไปในบ่อแห่งความทุกข์ไปเสียก่อน

1—อยู่กับปัจจุบันบ้าง อยู่กับอนาคตบ้าง


มีหนังสือหลายเล่มชอบบอกให้เราอยู่กับปัจจุบัน อย่าเพิ่งเครียดกับอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น 


แล้วถ้าปัจจุบันมันไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ เราจะไม่เลือกมองหรือเพ้อฝันถึงอนาคตที่เราปรุงแต่งได้สักหน่อยหรือ

ในขณะเดียวกันหนังสืออีกหลายเล่มก็บอกให้เราวางแผนในอนาคต ตั้งเป้าหมายไว้ให้แน่วแน่ แต่การจะไปสู่จุดนั้นก็ต้องแลกกับปัจจุบันที่ตรากตรำ

ผมจึงเลือกที่จะบาลานซ์และสลับไปมา หากช่วงเวลาใดที่ดูเป็นมิตรกว่าก็ลองเขยิบตัวไปอยู่ใกล้ 

ยกเว้นอดีต ที่แม้จะหอมหวานกว่าก็ไม่ควรไปอยู่ใกล้มาก แค่มองเห็นก็พอ เพราะมันจะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว

2—Only me


บางทีเราก็สื่อสารกับคนอื่นมากเกินไปและเร็วเกินความคิด


แม้ว่าสิ่งที่คุณสื่อสารออกมา อาจจะเป็นเพียงแค่วลี แต่มันก็เต็มไปด้วยอารมณ์
อาจไม่มีใครเข้าใจ แต่ก็สัมผัสความรู้สึกได้

แทนที่คุณจะตั้งค่าข้อความให้ทุกคนได้เห็น ลองเปลี่ยนให้มันเป็นบันทึกส่วนตัวของคุณบ้าง 

ลองกลับมาสื่อสารกับตัวเองบ้าง บางทีข้อความที่คุณพิมพ์ออกมา เมื่อกลับมาอ่านอีกที มันอาจจะมีน้ำเสียงที่ต่างออกไปจนคุณนึกไม่ถึงเลยว่านั่นคือสิ่งที่คุณเคยคิดและรูัสึก 

มันอาจจะเป็นวิธีที่ดีที่คุณจะได้รับฟังปัญหาด้วยตัวคุณเอง

3—ใช้หัวใจกับเหตุผลบ้าง ใช้สมองกับความรู้สึกบ้าง


เพราะการใช้วิธีคิดแบบเดิม ก็ย่อมให้ผลลัพธ์แบบเดิม ถ้ามันไม่มีอะไรดีขึ้น ก่อนที่คุณจะเปลี่ยนปัจจัยภายนอก ลองหันกลับมาเปลี่ยนปัจจัยภายในตัวเราบ้าง

เราอาจจะเห็นทางออกของปัญหาเมื่อเราใช้ประสบการณ์ให้รอบด้าน ทั้งจากหัวใจและสมอง

ทั้งหมดนี้อาจจะช่วยหรือไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ที่แน่นอนคือคุณจะได้เห็นตัวเองชัดขึ้น ในมุมมองที่ต่างไป 

ลองกลับมาสื่อสารกับตัวเองให้มาก และพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด เพราะมีแค่เราเท่านั้นที่รู้จักตัวเองดีที่สุด






SHARE
Writer
GUMBEAR
Editorial staff
มีชีวิตเพื่อทำหนังสือแข่งกับเดดไลน์

Comments

NASRap
4 years ago
การคิด​ คือ​ การสื่อสารกับตัวเอง...
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป​ การคิด​ คือ​การพูดของ​ วิญญาณ​ กับ​ ตัวมันเอง.... 😊🤔🤔
Reply