เมียชายชั่ว : ความวิปลาสกับการจองจำ
รวมเรื่องสั้น เมียชายชั่ว
ผู้เขียน ดะไซ โอซามุ
ผู้แปล พรพิรุณ กิจสมเจตน์
สำนักพิมพ์เจลิท  


วันที่ 19 มิถุนายน 1909 เป็นวันเกิดของดะไซ โอซามุ

วันที่ 19 มิถุนายน 1948 พบศพของเขาหลังฆ่าตัวตายในคลอง ศพของเขาถูกฝังไว้ที่วัดเซนรินจิ ในกรุงโตเกียว แฟนนักอ่านของเขาจึงถือเอาในวันนี้ของทุกปีจัดงานไว้อาลัยแด่ดะไซ โอซามุ

งานเขียนของเขาเกี่ยวข้องกับการยกระดับศีลธรรมสมัยหลังสงครามในสังคมญี่ปุ่น และความสัมพันธ์ส่วนตัวของเขาซึ่งเป็นเนื้อเป็นหนังในงานเขียน มักดำเนินเรื่องด้วยสรรพนามบุรุษที่หนึ่งจนเป็นเครื่องหมายการค้า ขณะที่เขาต่อสู้กับอาการติดสุรา ติดยาและการป่วยทางจิต โดยเฉพาะการฆ่าตัวตายซึ่งมีความพยายามาสี่ครั้ง จนจบชีวิตด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวในความพยายามครั้งสุดท้าย

ผลงานนวนิยายเรื่อง人間失格 Ningen Shikkaku ซึ่งเขียนในปี 1948 หลังสิ้นสุดสงคราไม่กี่ปีได้รับความนิยมจนถูกจัดให้เป็นวรรณกรรมคลาสสิกของญี่ปุ่น และได้รับการแปลไปหลายภาษา ในภาษาไทยถูกแปลในชื่อ สูญสิ้นความเป็นคน ก่อนหน้านี้หนึ่งปี ผลงานเรื่องสั้น ヴィヨンの妻 Viyon No Tsuma ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งก็ถูกแปลเป็นไทยในชื่อ เมียชายชั่ว เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นของโอซามุ 6 เรื่อง มีความน่าสนใจในด้านการลอกเปลือกอุดมการณ์วิปลาสจึงหยิบขึ้นมาเขียนถึง

ดะไซ โอซามุ มีชีวิตโลดแล่นอยู่ในสมัยที่ญี่ปุ่นพัฒนาประเทศเพื่อทัดเทียมชาติตะวันตก ยุคการเรียกร้องประชาธิปไตยทว่าถูกกดทับด้วยอุดมการณ์ชาตินิยม จนกระทั่งกระโจนสู่สงครามหาเอเชียบูรพาและสงครามโลกครั้งที่สอง เขาสะท้อนความกลอกกลิ้งอันแสนวิปลาสของอุดมการณ์ต่างๆ ในสังคมออกมาในเรื่องสั้นจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่อง เมียชายชั่ว และแว่วเสียงค้อน

เรื่อง “เมียชายชั่ว” สะท้อนความแปลกแยกของปัจเจกกับสังคมในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซัตจัง เมียกวีตกยากชื่อโอตานิ เขาใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา ติดเหล้า ติดผู้หญิง หนี้สินล้นพ้นตัว ทำให้เธอต้องออกมาทำงานเป็นสาวเสิร์ฟในร้านเหล้าของสองผัวเมียที่สามีขโมยเงินห้าพันเยน ซัตจังมีเสน่ห์ดึงดูลูกค้าเข้าร้าน แม้สามีจะคืนเงินเจ้าของร้านด้วยความช่วยเหลือของผู้หญิงอีกคน แต่เธอก็อยากจะทำงานที่นั่นอีกต่อไป จนกระทั่งเธอตกเป็นของชายคนหนึ่ง สุดท้ายเธอเลือกอยู่กับสามี

ความวิปลาสของโอตานิ สามีนักกวีของซัตจัง ที่ใช้ชีวิตหยำเปมาตลอด กลับไม่ทำให้ครอบครัวแตกแยก คงเพราะมีเรื่องเลวร้ายในสังคมมากมายหลายเท่ากว่าที่สามีทำกระมัง เธอจึงไม่เสียจริตไปกับปัญหา กลับเดินไปหาต้นเหตุอย่างใจเย็น นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพราะเธอมิได้ประณามสามีว่าวิปลาสจึงไม่ถูกจองจำให้จมอยู่กับความทุกข์จากผลกระทบที่สามีก่อขึ้น เธอเห็นว่ามีคนประณามสามีมากพอแล้ว เช่นหาว่าเป็นกากเดนมนุษย์ สิ่งที่จะช่วยให้รอดพ้นจากความเสื่อมของสงครามคือการไม่ก่อสงครามขึ้นในใจ เธอจึงให้กำลังใจสามีหลังจากที่ถูกขืนใจจากชายอื่นว่า “เดนมนุษย์ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่คะ ขอแค่พวกเรามีลมหายใจก็พอแล้ว”

การณ์จึงกลับกลายเป็นว่า สังคมต่างหากที่วิปลาส ระบบต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นในสังคมต่างหากที่วิปลาส ปัจเจกควรเป็นอิสระจากสภาพนั้น หากเธอประณามโอตานิแล้วไซร้ ก็จะเหมือนกับเรื่อง “เทพธิดา” เผยให้เห็นความวิปลาสของอุดมการณ์รักชาติ โฮโซดะ กวีที่เขียนบทกลอนเกี่ยวกับความรักชาติ นำครอบครัวอพยพไปอยู่แมนจูตามกำลังทหารหวังมีชีวิตที่ดีขึ้น ต่อมากลับมาในสภาพทรุดโทรมมาหานักเขียนผู้เล่าเรื่อง โฮโซดะเกิดความสำคัญผิดว่าทั้งสองเป็นพี่น้องกัน และมีพี่ชายอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลสำคัญ ซ้ำยังว่าเมียของเขาเป็นแม่ซึ่งมีอายุหลายร้อยปี ผู้เป็นเทพธิดา โฮโซดะชวนเขาไปปรึกษาเรื่องปัญหาเงินเฟ้อกับพี่ชายคนนั้น แต่นักเขียนเห็นท่าไม่ดีจึงชวนไปหาเมียของเขาก่อน โดยหวังว่าเธอจะมองเห็นความผิดปกติของสามี แต่เมื่อไปถึงเขาพบว่าภรรยาของโฮโซดะกลับไม่สนใจความประหลาดของสามีด้วยซ้ำ เป็นเขาเสียเองที่กลับรู้สึกว่าตัวเองวิปลาสแทน หลังได้ฟังคำพูดของภรรยาโฮโซดะ “จะเสียสติหรือไม่ก็ไม่ต่างกันนี่คะ ทั้งตัวคุณเองและพรรคพวกของคุณก็เหมือนกันแทบทั้งนั้นไม่ใช่หรือ ในเมื่อเขาเลิกเหล้า ภรรยาย่อมดีใจเสียอีก แทนที่จะตระเวนดื่มไปทั่วจนติดหนี้ก้อนโตตามร้านเหล้าอย่างคุณ เป็นแบบนั้นยังดีกว่า ไม่เห็นผิดบาปอะไร จะเรียกว่าแม่หรือเทพธิดา ขอแค่ทะนุถนอมกันก็พอ”

เรื่องสั้น “เมียชายชั่ว” และ “เทพธิดา” ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว เพราะหากจะอยู่รอดปลอดภัยในสังคมได้นั้นจะต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในระดับปัจเจกการปรับสมดุลภายในได้ ไม่หมุนตามปัญหานับเป็นชัยชนะส่วนตัวอันยิ่งใหญ่ ทว่าในระดับสังคมนั้น ปัญหาต่างๆ ได้ดำรงอยู่อย่างไร้ข้อกังขา คงมีคนไม่มากนักที่จะรับมือกับมันได้เหมือนซัตจังกับภรรยาโฮโซดะ รวมทั้งคุณแม่ลูกสามในเรื่อง “โอะซัน” ซึ่งเปิดเผยชีวิตที่ยากลำบากของคู่สามีภรรยาในช่วงสงคราม สามีทำงานในสำนักพิมพ์ซึ่งง่อนแง่น ต่อมาปิดกิจการ สามีแอบเป็นชู้กับรุ่นน้องในที่ทำงาน เขามักจะหายไปหลายวัน กลับมาก็ดูซึมๆ ภรรยารู้ว่าสามีคงมีผู้หญิงอื่น แต่เธออยากให้เขาพูดความจริง ไม่ใช่ชักแม่น้ำทั้งห้า แม้แต่ตอนที่ทั้งสามีกับชู้ฆ่าตัวตายยังอ้างอุดมการณ์วิปลาส หญิงคนนั้นตั้งครรภ์ เขาจึงอ้างเรื่องปฏิวัติกลบเกลื่อนในจดหมายสั่งเสีย มาดูกันว่า ข้ออ้างประเภทไหนกันที่สามีใช้อ้างกลบเกลื่อนร่องรอยการนอกใจ จากจดหมายที่เขาทิ้งไว้ให้เธอหลังจากเขาเสียชีวิต

“ฉันเลือกจบชีวิตพร้อมผู้หญิงคนนี้หาใช่เพราะความรัก ฉันเป็นสื่อมวลชน สื่อมวลชนมักยุยงส่งเสริมให้ผู้คนปฏิวัติบ้าง ทำลายล้างบ้าง แต่พวกตนกลับไม่เข้าร่วม แอบหลบลี้หนีมาปาดเหงื่อเสียทุกครั้ง ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าประหลาดพิศวง เป็นปีศาจร้ายแห่งยุคสมัยปัจจุบัน ฉันไม่อาจทนความอดสูเช่นนี้ได้ จึงตัดสินใจปีนขึ้นสู่ยอดไม้กางเขนแห่งนักปฏิวัติเสียเอง ข่าวอื้อฉาวของชายผู้เป็นสื่อมวลชน สิ่งนี้ไม่น่าจะเคยปรากฏมาก่อนไม่ใช่หรือ หากความตายของฉันพอจะมีส่วนช่วยให้ปีศาจร้ายในยุคปัจจุบันรู้สึกอับอายหรือสำนึกผิดบาปได้แม้เพียงเล็กน้อย ฉันก็จะยินดียิ่ง”

ในขั้นนี้ อุดมการณ์ต่างๆ หาได้มีความหมายในตัวเอง มันถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบิดเบือนความหมาย ทำให้เรื่องส่วนตัวกลายเป็นประเด็นทางสาธารณะที่ยิ่งใหญ่ การตายของสื่อมวลชนจึงเป็นการตายในหน้าที่ความรับผิดชอบของสื่อต่อสังคม หากไม่มีการขุดคุ้ยจากสื่อมวลชนด้วยกันเอง เขาก็จะยังคงเป็นวีรบุรุษผู้พลีกายเพื่ออุดมการณ์ต่อมนุษยชาติที่ยิ่งใหญ่ เกินว่าสื่อมวลชนตัวเล็กๆ จะทำได้

แต่เขาไม่รู้ว่า การพูดออกมาด้วยน้ำใสใจจริงต่อภรรยาโดยไม่แสแสร้งนั้นให้ผลบวกมากกว่า การปกปิด บิดเบือนข้อเท็จจริงรังแต่จะก่อให้เกิดโรคทางจิตใจต่อผู้อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะการสะสม “โรคคดในข้องอในกระดูก” แก่สังคม หรือพูดให้ถูกคือ “โรคหน้าไหว้หลังหลอก” นั่นเอง ภรรยาของเขาที่วันๆ เอาแต่ดูแลลูกอยู่บ้านกลับมีความแจ่มกระจ่างมากกว่า อาจเพราะเธอดำรงอยู่กับความรู้สึกอันตรงไปตรงมาของชีวิตมากกว่า รู้ได้จากมุมมองการดำเนินเรื่องจากเธอ

“การปรับเปลี่ยนมุมมองอย่างฉับไวง่ายดายต่างหากจึงจะเรียกว่าปฏิวัติโดยแท้ ขอเพียงทำเช่นนั้นได้ย่อมไม่มีปัญหาใดยากเย็น แต่ความรู้สึกต่อภรรยายังไม่อาจเปลี่ยนได้ ซ้ำยังอวดอ้างความยิ่งใหญ่น่ากลัวของไม้กางเขนแห่งการปฏิวัติเสียอีก ระหว่างนั่งรถไฟไปสุวะกับลูกทั้งสามเพื่อรับศพสามี เหนือกว่าอารมณ์โกรธหรือโศกเศร้า ดิฉันกลับบิดเร่าทรมานเพราะความเหลวไหลไร้สาระเกินจะระอา”

นอกจากนี้ ยังปรากฏแนวคิดระบบศักดินาในเรื่องสั้น “ทิวทัศน์สีทอง” นี่เป็นความวิปลาสอีกอย่างหนึ่งที่จองจำความรู้สึกของโอะเคอิ เป็นวิปลาสอันแสนหวาน (แต่เจือด้วยยาพิษ) นี่เป็นเรื่องของนักเขียนนิยายที่มีชีวิตยากลำบาก ซึ่งเคยมีฐานะมั่งมีแต่ถูกขับออกจากบ้าน เขาเคยรังแกโอะเคอิ สาวใช้ที่มีบุคลิกงุ่มง่าม ที่เขาไม่ชอบ เมื่อเธอกับสามีและลูกมาเจอเขาในเพิงริมทะเล ในสภาพตกอับเขาจึงเกิดความละอาย แต่เธอกลับยกย่องเขา ไม่กล่าวถึงสิ่งที่เขาเคยทำกับเธอเลย

ระบบเจ้าขุนมูลนายนั้น แม้จะไม่มีอำนาจในทางกฎหมาย แต่กลับฝังรากลึกในจิตใจอย่างลึกซึ้ง เห็นได้จากคำพูดของสามีของโอะเคอิ “...โอะเคอิก็ลำบากมาไม่น้อย จะพูดยังไงดีล่ะ เอาเป็นว่าคนที่ได้ไปเรียนรู้กิริยามารยาทในตระกูลใหญ่อย่างบ้านของคุณ มักมีบางอย่างพิเศษกว่าคนอื่นจริงๆ ครับ” เขาหัวเราะ ใบหน้าแดงเรื่อ “เป็นพระคุณแท้ๆ โอะเคอิยังพูดถึงคุณไม่ขาดปาก วันหยุดราชการหนหน้า ผมจะพามาขอบคุณด้วยกันนะครับ”

สำหรับตัวผู้เล่าเรื่องกลับเห็นแต่ความพ่ายแพ้ของตัวเอง เป็นมรดกอันน่าละอายของระบบชนชั้นที่ปลูกฝังความเชื่อ วิธีคิดของคนในสังคมให้บิดเบือนความจริง ความตกต่ำของชีวิตของเขาเปรียบเหมือนความเป็นไปของญี่ปุ่นในขณะนี้ ที่มุ่งสร้างประเทศขึ้นใหม่หลังสงคราม แต่เมื่อเขาไม่ประณาม ไม่มองว่าเป็นความวิปลาส เขาก็ได้ชัยชนะในความพ่ายแพ้ ผลักดันให้เขาลุกขึ้นสู้ แต่ก็นั่นแหละ มันยังอยู่! “ผมร้องไห้ทั้งที่ยังยืนอยู่ อารมณ์เดือดพล่านดูจะละลายหายวับไปกับน้ำตา ผมพ่ายแพ้ ดีแล้วที่เป็นเช่นนี้ ต้องแบบนี้แหละ ชัยชนะของพวกเขา จะเป็นแสงทองให้ผมก้าวต่อไปในวันรุ่งขึ้นเช่นกัน”

ความเป็นอิสระจากมายาภาพเป็นวิธีการยุติความวิปลาสที่ดีที่สุด กระทำได้โดยการเงี่ยหูฟัง ในเรื่อง “แว่วเสียงค้อน” ถือเป็นเรื่องที่โดดเด่นที่สุดในประเด็นเกี่ยวกับความวิปลาสและการจองจำ นักอ่านคนหนึ่งเขียนจดหมายถึงนักเขียนที่ตัวเองชื่นชอบ เขาเคยเป็นทหาร ตอนนี้เป็นพนักงานไปรษณีย์ มีงานเขียนเป็นงานอดิเรก เขาได้ยินเสียงแว่วจากค่ายทหารดัง โป๊ก โป๊ก โป๊ก ครั้นแล้วเขาก็จะรู้สึกเป็นอิสระต่อมายาภาพตรงหน้าทันที ครั้งแรกหลังจากได้ยินเสียงประกาศยุติสงคราของจักรพรรดิ เขาสิ้นหวังคิดฆ่าตัวตาย เพื่อปลดเปลื้องมายาภาพจากการเป็นทหาร แต่เมื่อได้ยินเสียงโป๊กจึงล้มเลิกทันที “โอ จังหวะนั้นเอง ผมได้ยินเสียงหนึ่งดังแว่วจากค่ายพักด้านหลัง โป๊ก โป๊ก โป๊ก...เสียงแผ่วเบาราวกับมีคนใช้ค้อนตอกตะปู ทันทีเมื่อได้ยิน...ที่เขาว่า ‘ดุจเกล็ดปลาหลุดจากดวงตา’ คงเป็นเช่นนี้กระมัง ผมรู้สึกคล้ายหลุดพ้นจากพันธนาการ ทั้งความเด็ดเดี่ยว ทั้งความโศกสลดพลันอันตรธานหาย เหลือเพียงความเฉยชาประหนึ่งวิญญาณร้ายหลุดจากร่าง ผมเหม่อมองผืนทรายท่ามกลางแดดยามเที่ยงวันแห่งฤดูร้อน รู้สึกคล้ายปลอดรอดจากทุกสิ่ง ไม่มีอารมณ์ใดซึมซับในใจอีก”

อารมณ์จิตในขั้นนี้มีความก้าวหน้ามากกว่าสภาพจิตใจของตัวละครในเรื่องอื่นๆ ตัวละครมองเห็นความเหลวไหลไร้สาระของอุดมการณ์ที่ครอบงำชีวิตมนุษย์ ครั้นเห็นแล้วจึงเกิดญาณปัญญา กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ประสบความทุกข์มาก่อน ทำนองว่า “ไม่รู้จักทุกข์ มีหรือจะออกจากทุกข์ได้” นั่นแหละ เสียงค้อน โป๊ก โป๊ก โป๊ก ที่เขาได้ยินครั้งแรกในค่ายทหาร เป็นเสียงจากปัญญาภายในในชั้นแรกที่เตือนเขาให้ปอกเปลือกสังคมออกเสียให้หมด แล้วจะรู้จักตัวเอง

เสียงนั้นมาเตือนอีกครั้งเมื่อครุ่นคิดถึงบทต่อไปของนิยายที่ตัวเองกำลังเขียน พลันเขาได้ยินเสียง โป๊ก โป๊ก โป๊ก แว่วมา ความกระตือรือร้นในการเขียนหายไปสิ้นเชิง “...หยิบต้นฉบับกว่าร้อยหน้ามาพลิกดูเรื่อยๆ แล้วให้รู้สึกละเหี่ยใจ เหนื่อยหน่ายกับความไม่เอาไหนจนไม่เหลือแรงแม้จะฉีกทิ้ง ผมจึงตัดสินใจใช้เป็นกระดาษสั่งน้ำมูกแทน ตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้ ผมไม่เคยเขียนอะไรที่เฉียดใกล้นวนิยายอีกเลยสักบรรทัด”

เขาเคยเป็นพนักงานที่ขยันขันแข็ง ช่วยงานในสำนักงานได้มากจนเป็นกำลังสำคัญ เขาฝันหวานกับคำพูดทำนองว่า แรงงานคือสิ่งควรเชิดชูบูชา ทว่า... “จังหวะนั้นเอง โป๊ก โป๊ก โป๊ก...ผมรู้สึกเหมือนแว่วเสียงค้อนดังจากที่แสนไกล และในฉับพลันเมื่อสิ้นเสียงนั้น ความคิดทั้งมวลในหัวกลับกลายเป็นสิ่งโง่เง่าไร้ค่า ผมผุดลุกพรวด เดินกลับเข้าห้องส่วนตัวแล้วมุดลงนอนใต้ผ้าห่ม” จากนั้นเขาก็กลายเป็นคนเรื่อยเฉื่อย

เขาแอบชอบลูกค้าสาวชื่อฮานาเอะ เธอมักจะนำเงินมาฝากเป็นประจำ จึงเกิดคำร่ำลือว่าเธอมีคนเลี้ยงดู ฮานาเอะคงจะมีใจให้เขาอยู่บ้าง จึงชวนเขาออกไปข้างนอกด้วยกันเพื่อบอกความจริง ไม่ให้เขาเขาใจผิด เขารู้สึกมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก คิดว่าคงจะสานสัมพันธ์ได้ต่อ ครั้นนั่งคุยกันสักพักกลับได้ยินเสียงนั้น

หลังจากนั้นเขาเริ่มตาสว่าง เข้าใจถึงมายาภาพในสังคมที่ถูกสร้างขึ้นได้ทะลุปรุโปร่ง เมื่อกลับบ้านเกิดแล้วเห็นการเรียกร้องทางการเมืองก็ถึงกับตาสว่างวาบ “ผมไม่เคยสนใจพวกขบวนการเรียกร้องทางสังคมหรือการเมืองมากนัก หากพูดให้ชัดขึ้นก็คือ ผมรู้สึกคล้ายสิ้นหวัง ต่อให้ใครเรียกร้องก็มีค่าเท่ากัน ตัวผมเองไม่ว่าจะเข้าร่วมกับขบวนการใด สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการตกเป็นเหยื่อ ประหนึ่งลงเรือลำเดียวกับความกระหายเกียรติยศและอำนาจของผู้นำซึ่งเอาแต่ประกาศก้องความเชื่อมั่นของตนโดยไม่คิดเคลือบแคลง อวดอ้างอย่างผยองลำพองว่า หากทำตามเรา ตัวท่านและครอบครัว หมู่บ้านของท่าน ประเทศของท่าน ไม่สิ โลกทั้งโลกย่อมหลุดพ้นจากความเสื่อมทราม คุยโวว่าเพราะไม่ทำตามเรา ตัวท่านจึงเดือดร้อนทุกข์ทน...”

“พักหลังมานี้ผมได้ยินเสียงค้อนตอกตะปูบ่อยครั้งขึ้น ไม่ว่าจะกางหนังสือพิมพ์เตรียมตั้งท่าจะอ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยพินิจไปทีละมาตรา โป๊ก โป๊ก โป๊ก.. หรือเวลาลุงมาปรึกษาเรื่องพนักงานในศูนย์แล้วผมเกิดความคิดดีๆ ผุดวาบในหัว โป๊ก โป๊ก โป๊ก...กำลังจะอ่านนวนิยายที่คุณแต่ง โป๊ก โป๊ก โป๊ก... ไม่นานมานี้เกิดเหตุเพลิงไหม้ในหมูบ้าน ขณะจะวิ่งไปช่วยดับไฟ โป๊ก โป๊ก โป๊ก...ระหว่างดื่มเหล้าเป็นเพื่อนลุงตอนอาหารมื้อเย็น พอตั้งใจจะดื่มต่ออีกนิด โป๊ก โป๊ก โป๊ก...จนผมสงสัยกระทั่งว่าตัวเองอาจเสียสติไปแล้ว ในหูก็ยังแว่วเสียงโป๊ก โป๊ก โป๊ก...คิดจะฆ่าตัวตายก็ยังได้ยินโป๊ก โป๊ก โป๊ก...”

“ขณะเขียนจดหมายฉบับนี้ได้แค่ไม่ถึงครึ่ง ผมเริ่มได้ยินเสียงนั้นแว่วในหูแล้ว โป๊ก โป๊ก โป๊ก...ผมรู้สึกถึงความเบื่อหน่ายที่มานั่งเขียนจดหมายพรรค์นี้ แต่ก็อดทนเขียนได้เท่าที่เห็น จากนั้นผมรู้สึกไร้สาระราวกับได้เขียนแต่เรื่องโกหกยกเมฆ ไม่มีผู้หญิงชื่อคุณฮานาเอะ แล้วผมก็ไม่ได้เห็นการเดินขบวนประท้วง รวมถึงเรื่องอื่นๆ ผมรู้สึกว่ามันไม่จริงสักอย่าง ทว่ามีเพียงเสียงค้อนตอกตะปูเท่านั้นที่ดูจะไม่ใช่เรื่องโกหก ผมขอส่งจดหมายฉบับนี้ถึงคุณโดยไม่อ่านทวนซ้ำนะครับ”

ส่วนนักเขียนผู้ได้รับจดหมาย ได้ให้คำแนะนำเขา โดยอ้างถึงอำนาจของพระเจ้าในศาสนาคริสต์ เสี้ยมสอนให้พึ่งพิงอำนาจมากกว่าการตระหนักรู้ในตัวเอง จึงเป็นการตอกย้ำเสียงโป๊ก โป๊ก โป๊ก ว่ามันช่างจริงแท้เสียนี่กระไร “ในพระคัมภีร์ที่กล่าวไว้ว่า ‘อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงสามารถทำลายได้ทั้งจิตวิญญาณและกายในนรก’ ในกรณีนี้คำว่า ‘กลัว’ น่าจะมีความหมายใกล้เคียงกับ ‘ยำเกรง’ หากวันใดคุณสัมผัสได้ถึงเสียงอันกึกก้องกัมปนาทจากคำสอนนี้ของพระเยซูคริสต์ เสียงที่แว่วหลอนในหูคุณย่อมหยุดลงเช่นกัน”

ไม่ใช่การหนีโลก แต่คือการอยู่ในโลกอย่างไม่ทุกข์ทรมาน คือสารที่ดะไซ โอซามุ สื่อสารกับผู้อ่านในเรื่องสั้นชุดนี้ แรกทีเดียวเหมือนว่าโอซามุตั้งใจจะทำลายล้างทุกระบบคิดในสังคม อ่านดูก็จะรู้ว่าเขาอินกับความทุกข์ญี่ปุ่นเผชิญมากเพียงใดในสภาวะสิ้นไร้ไม้ตอกของสงคราม ดูเผินๆ เหมือนเสี้ยมสอนให้ผู้อ่านหนีไปจากโลกที่วุ่นวาย แต่เอาเข้าใจจริงแล้ว โอซามุมีความปรารถนาดีต่อผู้อ่านยิ่งนัก เขาอยากให้เราปฏิเสธอุดมการณ์ปลิ้นปล้อนเพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นชีวิต ชีวิตดั่งสายน้ำ การสร้างบึงหนองเพื่อกักน้ำเสมือการกำฉวยอุดมการณ์วิปลาสบางอย่างไว้ ทำให้ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวาสมเป็นมนุษย์

ทว่ากลับเป็นโอซามุที่ขุดลอกหนองบึงเสียเอง เขาจมอยู่กับอุดมการณ์วิปลาสอะไรบางอย่างที่จำต้องจบชีวิตตัวเอง.


ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Osamu_Dazai#/media/File:Dazai_Osamu.jpg






SHARE
Writer
Peerayut
writer
https://flashficblog.wordpress.com/, www.facebook.com/nengpeerayut/

Comments