บทสนทนาจากความเงียบ
"น้าเป็นมะเร็ง" 
เสียงภรรยาของน้าบอกเราว่าอย่างนี้ 

อันที่จริงในชีวิตเราก็ได้พบผ่านคนสนิทและคนรู้จักที่เป็นมะเร็งมาหลายคน

คนแรกเป็นเพื่อนที่เข้าโควต้าธรรมศาสตร์มาด้วยกัน
ทำกิจกรรมด้วยกันแค่ปีเดียว ก็ต้องพบภาพมันนอนไม่ได้สติ ตัวบวม มีสายห้อยระโยงระยางที่โรงพยาบาล สุดท้ายก็จากไปด้วยวัยแค่ 20 ปี

คนที่สองเป็นญาติห่างๆ
สภาพเดียวกันเลย...นอนอยู่บนเตียง มีเทปธรรมะเปิดคลอไป และก็ลงเอยด้วยการจากลา

คนที่สาม
เพื่อนกะเทยเพียงคนเดียวที่สนิทสุดๆคนหนึ่ง หลังจากเรียนจบมาแล้ว 3 ปี นางทำงานเป็นเซลล์ขายยาตามรพ. ได้เงินเดือนดีมากถึงมากที่สุด กำลังเอ็นจอยชีวิต กำลังจะสร้างเนื้อสร้างตัว ก่อนที่จะพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง นางก็ยังพูดอยู่เลยว่าดีใจที่ชีวิตดีขึ้น เพราะสมัยเรียนมีแต่คนดูถูกว่าเป็นกะเทย ...
นางเคยผ่านการเอาเนื้องอกที่ปอดออกและหายสนิทแล้ว แต่สุดท้าย...มะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองก็พรากเธอไปจากเรา โดยไม่ทันร่ำลา

คนที่สี่และห้า
ป้ากับลุงของเราเอง ป้ามีประวัติสูบและดื่ม ส่วนลุงได้รับแต่กลิ่น 
อันที่จริงสาเหตุการเสียชีวิตมันก็ไม่ใช่ว่าเป็นมะเร็งปอด หรือส่วนใดๆที่น่าจะเกี่ยวเนื่องกับบุหรี่หรอก แต่ก็นะ...เราอดคิดไม่ได้ว่า บุหรี่และเหล้าเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนี้

มาถึงน้าเรา...
น้ามีประวัติการดื่มและสูบบุหรี่จัดมาก ใครเตือนก็ไม่ฟัง จนสุดท้ายตัวเองต้องเตือนตัวเอง
เวลานี้กำลังพักในห้องรวมเพื่อรอการฉายแสงที่รพ.จุฬา 
เราพบว่าน้าไม่ได้ดูแย่ ยังสามารถลุกนั่งหรือเดินได้เล็กน้อย ที่จมูกมีท่อให้อาหารโผล่ออกมาอยู่ 
และแน่นอนว่า... "น้าพูดไม่ได้"

เรากับแม่ได้แต่เป็นฝ่ายเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง โดยมีความเงียบและการแสดงออกทางสีหน้าของน้าเป็นสัญญาณตอบรับ .. 

เมื่อกลับมาบ้านเราพบว่าภายใต้ความเงียบของบทสนทนาที่น้าตอบกลับ
ได้ให้อะไรบางอย่างไว้แก่เรา
1.โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เป็นคนเดียว แต่ล้มทั้งบ้าน  
ถึงแม้จะเบิกได้หมดนะเพราะเป็นอาจารย์ แต่ภาระการเดินทางของภรรยาที่ต้องมาดูแล ทำให้ขาดรายได้ คิดเป็นจำนวนเงินมหาศาล และน้าต้องรักษาตัวประมาณ 1 ปี

2.มะเร็งเป็นโรคเปลือง 
เปลืองทั้งเงิน เวลา และสภาพจิตใจ หากมีเงินพอไม่เดือดร้อน ทำประกันมะเร็งไว้บ้างก็ดี 

3.ให้รีบทำสิ่งที่ฝันหรืออยากทำ
ข้างนอกหน้าต่างโรงพยาบาลอากาศดีมาก ยังมีชีวิตที่ดำเนินกันไปอยู่นอกกำแพงนั่น สีหน้าของน้าบ่งบอกว่าอยากไปหาแม่  ยังอยากคุยกับเพื่อน ยังอยากไปสอน ยังอยากทำอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง แต่ก็ทำไม่ได้นอกจากการนอนนิ่งๆ บนเตียง มองฟ้า มองนกบินไปบินมา มองคน เดินผ่านไปผ่านมา และก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะได้กลับไปทำสิ่งที่หวังไว้ได้อีกไหม..

4.สุดท้ายคือการยอมรับ
อย่างตัวเราเอง เราก็พยายามรักษาร่างกายให้แข็งแรง แต่สมมติสุดท้ายถึงจะเป็นมะเร็งจริงๆ ก็ไม่เสียใจนะ อย่างน้อยๆก็รักษาเหตุให้ดีเอาไว้ละ ก็ยอมรับผลในท้ายที่สุดของมัน

5.ปัจจุบันดีที่สุดแล้ว
ถึงแม้ปัจจุบันน้าจะป่วย แต่ก็ได้รับรู้ถึงความรัก ความเอาใจใส่จากภรรยาผู้ไม่เคยทอดทิ้งหรือรังเกียจภาพลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไปจากอาการเจ็บป่วย ได้รับความช่วยเหลือและกำลังใจจากเพื่อนอาจารย์ด้วยกัน เราว่าเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดแล้วจริงๆ

และในที่สุดแล้ว
ปลายทางของทุกคนคือความตาย ในปัจจุบันจงทำให้ดี และอย่าถืออะไรไว้ให้หนักเลย 
เพราะมันเอาไปไม่ได้จริงๆ

SHARE
Writer
PPJ
Friend
เข้าใจนะว่า..รักข้างเดียวเป็นยังไง

Comments