เรียงร้อยความในใจระบายออกไปให้ไกลถึง 'ดวงดาว'

หากเรามีเรื่องอึดอัดใจไม่สามารถพูดให้ใครฟังได้ ไม่ต้องไปโยนเรื่องราวทิ้งไกลถึงทะเล แค่มองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็มีดวงดาวมากมายคอยรับฟังความทุกข์ใจของเราอยู่ถ้าเรามอง ดวงดาว โดยไม่กระพริบตาเราจะมองเห็นช่วงเวลาหนึ่งที่มีแสงเล็กๆ กระพริบไปมาระยิบระยับเต็มท้องฟ้าไปหมด แสงพวกนั้นถูกเรียกว่า...สัญญาณตอบรับจาก 'ดวงดาวในดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่มีขนาดไม่ใหญ่มากมันบรรจุสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธ์เอาไว้ในนั้น แต่มีเพียงหนึ่งสายพันธ์ที่มีสติปัญญา ความรู้สึกนึกคิด ก้าวไกลกว่าสิ่งมีชีวิตสายพันธ์อื่นๆ พวกมันถูกเรียกว่า มนุษย์

มนุษย์ ยกย่องตัวเองให้เป็นสัตว์ประเสริฐ และมองข้ามสิ่งมีชีวิตตัวอื่น พวกมันภูมิใจในสติปัญญา ความสามารถของตัวเอง และมีความเชื่อมั่นว่ามันอยู่เหนือทุกสิ่ง

แต่ด้วยวิวัฒนาการที่รวดเร็วบวกกับสติปัญญาที่ก้าวล้ำขึ้น ทำให้พวกมันรู้จักกับคำว่า 'ความรัก' ความรักที่มีให้กับคนคนหนึ่งเป็นพิเศษ ความรักในหน้าที่การงาน ความรักที่เกิดจากเพื่อนพ้องและสังคมหมู่มาก ความรักและความปราถนาที่จะมีความสุข

ไม่ว่าจะเป็นความรักในรูปแบบไหนพวกมันต่างไขว่คว้าเพื่อที่จะได้รับความรักพวกนั้นมาเป็นของตัวเอง จนในบางครั้งเกิดเป็นความโลภและมีจุดจบกลายเป็นความทุกข์ใจในที่สุด ...ความทุกข์ใจ จากความปราถนาดี ความทุกข์ใจ จากความรักในบุคคลคนหนึ่งเป็นพิเศษ ความทุกข์ใจ จากเพื่อนพ้องและสังคมหมู่มาก ความทุกข์ใจ จากหน้าที่การงาน ความทุกข์ใจ จากการถูกติฉินนินทา ความทุกข์ใจ จากความไว้ใจมากจนเกินไป ความทุกข์ใจ จากความคาดหวัง เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ใจในรูปแบบใดก็ตามล้วนแล้วเกิดมาจาก ความคิด ความรู้สึกที่มีต่อสิ่งเหล่านั้นที่ไม่มีที่สิ้นสุด ถึงมนุษย์จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถคิดวิเคราะห์โดยใช้สติปัญญาเองได้ แต่ในขณะเดียวกันพวกมันก็โง่เขลา เมื่อเจอกับสถานการณ์ที่หนักอึ้ง

ไม่มีมนุษย์คนไหนอยากพบกับปัญหาที่หาทางออกไม่ได้หรือปัญหาที่สร้างรอยแผลฝังลึกลงไปข้างในหัวใจจนยากที่จะลืมความเจ็บปวดที่เกิดจากปัญหานั้นลง ทั้งๆที่มนุษย์ไม่ชอบปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายในชีวิต แต่พวกมันกลับเลือกที่จะก่อปัญหาก่อโดยที่ไม่รู้หรือรู้ตัวว่าถ้าทำสิ่งๆนั้นลงไปแล้วจะต้องเกิดผลไม่ดีที่จะตามมาในอนาคตอย่างแน่นอน

เมื่อเกิดผลไม่ดีขึ้นพวกมันกลับโทษสิ่งรอบตัว คนรอบข้าง โทษทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้น การโทษตัวเอง และเริ่มหยิบยกเอาคนนู้นคนนี้มารับผิดแทนโดยผ่านการพูดที่ขาดความเป็นจริง หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า การติฉินนินทา ถึงคนที่รับฟังจะไม่รู้จะไม่เห็นว่าสิ่งที่พูดนั้นจริงมากน้อยแค่ไหน และเลือกที่จะเชื่อคำพูดพวกนั้น มันอาจจะดีต่อสายตาคนหมู่มากแต่ไม่มีใครสามารถหลอกความรู้สึกข้างในหัวใจของตัวเองได้
---------------------------------------
เหมือนกับตัวตนของฉันในตอนนี้ ที่ต่างออกไปคงจะเป็น ความมั่นใจในเรื่องต่างๆ ฉันไม่ได้ฉลาดแต่แค่คิดไวกว่าสัตว์ตัวอื่นๆ ไม่มีความมั่นใจในชีวิตแต่ดันเคยตัดผมสั้นเท่าติ่งหูพร้อมหน้าม้าเต่อจนเพื่อนตั้งชื่อให้ว่า เจสซี่จิน ที่มาจาก เจสซี่ บวกกับ จินตรา

แต่สิ่งที่ฉันมีเหมือนกับคนอื่นๆ คือความปราถนาที่จะมีความสุขและความคาดหวังที่จะไม่ต้องเจอกับเรื่องราวมากมายที่เป็นปัญหาเข้ามาพร้อมกันในชีวิต ไม่ต้องการถูกติฉินนินทาในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำผิด ไม่ต้องการฝืนยิ้มหรือหัวเราะในเวลาที่อยู่กับคนที่ไม่ชอบ ไม่ต้องการถูกหลอกจากคนที่ฉันรู้สึกดี ฉันแค่อยากเป็นคนปกติไม่ต้องฉลาดหรือมีความมั่นใจเท่ากับคนอื่น

แต่ไม่ว่าจะพยายามต้านทานปัญหาที่พุ่งเข้ามาพร้อมกัน หรือพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆมากแค่ไหนฉันกลับไม่เคยก้าวข้ามผ่านปัญหามากมายพวกนั้นได้อย่างสวยงามเลยสักที มันต้องเจอกับอุปสรรค ทุกครั้ง โดยที่ฉันก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรทำไมพวกเขาถึงยัดเยียดข้อหาต่างๆให้กับฉัน เพราะอะไรตัวของฉันเองต้องมาแบกรับปัญหามากมายที่ตัวเองไม่ได้สร้างขึ้น

ก็ไม่ผิดหรอกเพราะทุกคนไม่มีใครอยากให้ตัวเองเป็นคนร้ายในสายตาของคนอื่น ไม่มีใครอยากให้ตัวเองดูโง่ท่ามกลางสายตาคนหมู่มาก ไม่ว่าใครที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์คับขันหรืออยากเป็นที่ยอมรับในสายตาของคนส่วนใหญ่ ถ้าเลือกที่จะใส่ร้ายใครได้พวกเขาก็คงทำ เพื่อให้ตัวเองอยู่ในจุดที่ดีที่สุด โดยไม่สนใจว่าคนที่ถูกกล่าวหาเขาจะรู้สึกยังไง

เวลามีปัญหาเข้ามามากๆเข้าเราก็แค่อยากจะปลีกวิเวกอยู่คนเดียว อยากพักไม่ต้องเจอใครมากมาย เบื่อกับการเจอถามสารพัดคำถาม ไม่ใช่เราไม่อยากตอบนะแต่กับบางปัญหามันก็บอกหรือเล่าให้ใครฟังไม่ได้ แม้ใจจะอยากระบายให้ใครสักคนฟังมันก็ทำไม่ได้เพราะแต่ละคนก็มีปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว เราจะเอาปัญหาของเราไปทำให้พวกเขาเครียดเพิ่มทำไม และที่สำคัญฉันไม่อยากดูอ่อนแอต่อหน้าคนอื่น ไม่อยากให้ใครต้องมาคอยเป็นห่วงตลอดเวลา 

แต่การเก็บปัญหาทุกอย่างเอาไว้คนเดียวมันอึดอัด เพราะทุกคนมีขีดจำกัด ขีดจำกัดของคนเราก็เหมือนลูกโป่งนั่นแหละเมื่อเป่าลมเข้ามามากเข้าโดยที่ไม่ระบายออกลูกโป่งก็จะยิ่งตึงจนแตกในที่สุด มีหลายครั้งที่ฉันเล่าอะไรให้ใครฟังไม่ได้ฉันมักจะนั่งอยู่คนเดียวข้างหน้าต่างแล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนที่จะเล่าทุกสิ่งทุกอย่างออกไปให้ ดวงดาว ได้ฟัง พวกมันทำหน้าที่ที่ดีและไม่เคยบ่นหรือเครียดเมื่อพวกมันได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ของฉันจนจบ 

สิ่งที่มันตอบกลับมาเป็นเพียงแค่แสงกระพริบระยิบระยับพร่างพราวเต็มท้องฟ้า อาจจะฟังดูตลกแต่มันได้ผลจริงๆนะ ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นจริง มันก็ไม่ต่างกับการที่เราทุกข์ใจแล้วหนีไปทะเลไปฝากความทุกข์ไว้กับคลื่นลม เสียงกระทบของน้ำ ใช้ธรรมชาติบำบัด สิ่งที่ฉันทำมันก็เหมือนกันแค่ต่างกันตรงที่เป็นผืนฟ้า ไม่ใช่ ทะเล

ในคืนที่ไม่มีดวงดาวส่องแสงสว่างเจิดจ้าอยู่บนท้องฟ้า โปรดจงรู้ว่าพวกมันไม่เคยไปไหน แค่ถูกบดบังจากแสงสว่างในเมือง ไม่ก็กลุ่มเมฆที่มีมากจนเกินไป เลยทำให้คุณมองไม่เห็นมันเท่านั้นเองปล. ทุกคนมีเรื่องที่อึดอัดใจกันทั้งนั้นหลายคนอาจไม่เข้าใจคนที่เครียด คนที่เขามีปัญหาหลายอย่างในความคิด เพราะคุณไม่ได้ยืนอยู่จุดเดียวกับเขาถ้าวันหนึ่งคุณได้ไปยืนอยู่คุณจะเข้าใจเอง ดังนั้นอย่าถามอะไรให้มากกับบางคำถามมันก็ยากที่จะตอบ :):


The story of my life.
JIRA









SHARE
Writer
JIRA_365
Writer
นักเล่าเรื่องเศร้าแง่มุมด้านลบของชีวิต :) ถ้าไม่มีใครอยู่ข้างๆคุณ งานเขียนของฉันจะคอยอยู่ข้างๆคุณเอง The story of my life #JIRA ฝากเพจด้วยนะคะ https://www.facebook.com/JIRA365/

Comments