เรื่องของรักแรกพบ


คุณเชื่อในรักแรกพบมั้ยคะ


เชื่อมั้ยคะว่าแค่เจอกันเพียงหนึ่งครั้ง จะทำให้ใครรักใครได้


ฉันเป็นคนหนึ่ง...ที่ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลย


ไม่เคยเชื่อ จนกระทั่งได้เจอ ‘เขา’


 

ฉันหยุดปากกาทันทีที่เขียนข้อความข้างต้นจบ มือซ้ายที่ตอนแรกวางอยู่ข้างสมุดค่อย ๆ ขยับขึ้นมาเป็นที่วางแก้ม อา ฉันรู้สึกถึงความต่างของอุณหภูมิระหว่างมือกับใบหน้า นี่ขนาดเปิดแอร์แรงกว่าปกติแล้วนะ ทำไมถึงยังรู้สึกร้อนวูบวาบอีกล่ะ หรือว่าฉันจะเป็นไข้กัน


ปากกาในมือถูกหมุนเล่นอย่างเคยชินเวลามีเรื่องให้คิด ฉันมองมือตัวเองสลับกับอ่านข้อความในสมุด ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา


ฉันไม่ได้เป็นไข้สักหน่อย ที่หน้าร้อนเป็นเพราะ 'เขา' ต่างหาก


นี่ 'เขา' มีอิทธิพลกับฉันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน


อา พอพูดถึงเขา หน้าก็ร้อนวูบขึ้นมาอีก ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปคงได้เป็นไข้จริง ๆ แน่ ฉันผละตัวออกจากโต๊ะทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ปิดโคมไฟแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงที่อยู่ไม่ไกลจากกันนัก ฉันเอื้อมมือควานหาหมอนแล้วหยิบมันมาวางบนหัวตัวเองโดยที่ใบหน้ายังคงคว่ำติดเตียง รู้สึกอยากกรีดร้องดัง ๆ ให้อะไรก็ไม่รู้ที่มันวน ๆ หมุน ๆ อยู่ในท้อง ในอก ในหัว กระจายหายออกไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่ขืนทำแบบนั้นพ่อกับแม่ที่ดูทีวีอยู่ข้างล่างคงตกใจ วิ่งทั่ก ๆ ขึ้นมาพร้อมไม้กวาดเหมือนตอนที่ฉันกรี๊ดเพราะเจอแมลงสาบเป็นแน่ เพราะงั้นสิ่งที่ฉันทำได้ก็คือพลิกตัวกลับขึ้นมา กรีดร้องในลำคอและเอาหมอนกดหน้าตัวเองไว้ไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกไป


เมื่อกรี๊ด (?) จนรู้สึกสาแก่ใจแล้วฉันจึงลดหมอนลงมาไว้ตรงพุงและกอดมันแน่น ๆ แทน ตอนนี้ฉันนอนเฉย ๆ จ้องมองเพดานสีขาวที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ ฟังเสียงเครื่องปรับอากาศดังหึ่งๆ สูดหายใจเอากลิ่นคุ้นเคยของน้องหมีเน่าข้างตัวเข้าจมูก แล้วก็...คิดถึงใบหน้าของ ‘ชายหนุ่มร้านถ่ายเอกสาร’ ในวันนั้น


ฉันไม่เคยเชื่อเรื่องรักแรกพบ ไม่เชื่อจนกระทั่งได้เจอกับเขาในวันนั้น


ฉันจำไม่ได้หรอกนะว่ามันวันที่เท่าไหร่เดือนอะไร ฉันจำได้แต่เพียงช่วงเวลาบ่ายสามที่ฉันไปร้านถ่ายเอกสารใต้ตึกแลป ฉันเจอเขาระหว่างที่ฉันกำลังนั่งรอชีทวิชาภาษาศาสตร์

การปรากฏตัวของเขาไม่ได้หวือหวา ไม่ได้ส่งเสียงดังมาเป็นกลุ่มเรียกความสนใจใครต่อใคร วันนั้นเขามาเพียงคนเดียว เงียบ ๆ ไม่โดดเด่น บังเอิญว่าฉันเป็นคนชอบมองรอบ ๆ มองไปเรื่อย ๆ ฉันจึงได้เห็นเขาเดินผ่านหน้าฉันไปยังเคาน์เตอร์ในร้าน 

ไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกตอนมองหน้าเขาออกมาเป็นคำพูดยังไง 

ฉันจำได้เพียงฉันไม่อาจละสายตาจากเขาได้เลย 

ชายหนุ่มรูปร่างผอม ผิวค่อนไปทางขาว ตากลมใสราวเด็กน้อย ใส่แว่นกรอบดำในชุดนักศึกษาท่าทางเรียบร้อย ใบหน้าขาวเนียนกิ๊งกับรอยยิ้มบาง ๆ ทำเอาก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายถึงกับเต้นผิดจังหวะไปแวบหนึ่ง 
ตอนนั้นเขามาซื้อชีทวิชาภาษาอังกฤษแต่ดูเหมือนว่ามันจะหมดไปแล้ว ป้าคนขายจึงให้เขาลงชื่อจองไว้ สิ่งที่ฉันคิดในใจตอนนั้นมีแค่ ‘เขาเป็นใคร’ และ ‘อยากรู้จักจัง’ แต่จะให้อยู่ดีๆ เดินไปทักทายถามชื่อเลยก็คงจะพิลึกเกินไป

ฉันนั่งคิดหาร้อยแปดวิธีที่จะทำให้ได้รู้จักเขา แค่ชื่อก็ยังดี คิดถึงขั้นว่าจะขอถ่ายรูปไปลงเพจที่คนรู้จักฉันทำอยู่ด้วยซ้ำ แต่กว่าจะรู้ตัวอีกที เขาก็เดินออกจากร้านไปแล้ว ความคิดต่าง ๆ ที่ชุลมุนอยู่ในหัวก็เลยไม่ได้ใช้ ทั้งที่ตาก็จ้องมองเขาอยู่ตลอดแท้ ๆ แต่กลับไม่มีสติมากพอจะพูดคำใด ๆ ออกไป พอมานึก ๆ ดู ถ้าตอนนั้นฉันกล้าที่จะพูด อย่างน้อยก็ทักทายทำความรู้จักเล็กน้อย ตอนนี้ก็อาจจะไม่ต้องมานอนเป็นบ้าคนเดียวแล้วแท้ ๆ ยังไงก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วสักหน่อย คิด ๆ แล้วก็เสียดายเหมือนกัน


แต่ก็ใช่ว่าฉันจะไม่มีหวังเลยเสียทีเดียว เพราะตอนที่ฉันไปรับชีทที่ซีร็อกซ์เสร็จ ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าสมุดจองอยู่ไม่ไกลจากตัวฉันมากนัก พอได้เหล่มองดูรายชื่อล่าสุดที่เขียนลงไปก็เลยได้รู้ทั้งชื่อและคณะของคนคนนั้น



แค่ได้รู้แค่นี้ฉันก็ยิ้มแก้มจะแตกแล้วล่ะ



ฉันจำชื่อกับคณะเขาได้แม่น จำได้มาตลอดโดยที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ลืมสักที ในเมื่อฉันก็เจอเขาแค่แวบเดียวแท้ ๆ แต่มันกลับ...ตราตรึง




เวลาผ่านไป จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนเป็นเทอม จนปิดเทอม จนเข้าเทอมสอง ฉันไม่เคยได้เจอเขาอีกเลย อันที่จริงใบหน้าเขาเป็นยังไงฉันก็แทบจะจำไม่ได้แล้ว จำได้แค่เป็นหนุ่มน้อยใส่แว่นท่าทางเรียบร้อยเท่านั้น


ตารางเรียนเทอมสองของฉันแตกต่างจากเทอมหนึ่งนิดหน่อยตรงที่มีเรียนเช้าวันศุกร์ด้วย (แน่นอนว่าก็ยังเรียนทุกวันเหมือนเทอมหนึ่งนั่นแหละแค่เพิ่มวิชามาหนึ่งตัว ฮือ) ตอนเที่ยงของวันศุกร์เป็นช่วงที่ฉันเลิกคลาสพอดี รวมเวลาไปซื้อขนมซื้อข้าวในตลาดแล้วกลับมานั่งที่ตึกรอเรียนคาบต่อไปก็จะเป็นเวลาเที่ยงครึ่งซึ่งเป็นเวลาที่นักศึกษาคณะอื่นที่มาเรียนวิชาศึกษาทั่วไปที่ตึกของฉันจะเลิกเรียน มีวันหนึ่งที่ฉันก็ใช้ชีวิตเรื่อย ๆ ซื้อข้าวกับเพื่อนแล้วกลับมานั่งกินตามปกติ แต่มันไม่ปกติตรงที่สายตาของฉันดันไปสะดุดเข้ากับหนุ่มหน้าลูกครึ่งคนหนึ่งที่เดินออกมาจากโซนห้องเรียนในช่วงเที่ยงครึ่งพอดี เขาเดินมากับเพื่อนอีกคนหรือสองคนก็จำไม่ได้ จำได้แต่เขาเป็นคนที่ดูสะดุดตามาก ๆ มากจนฉันถึงกับเอ่ยปากชมให้เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ฟัง ตอนนั้นเองที่สายตาของฉันเลื่อนไปสะดุดกับหนึ่งในเพื่อนของเขา เด็กหนุ่มใส่แว่นท่าทางเรียบร้อย เขาไม่ได้ดูโดดเด่นเท่ากับหนุ่มหน้าลูกครึ่งคนนั้นแต่ฉันกลับไม่สามารถหยุดมองเขาได้ ฉันได้แต่คิดในใจว่า ‘คนคนนี้น่ารักมาก ๆ เลย’


ฉันไม่ได้เจอเขาทั้งคู่แค่ครั้งนั้นครั้งเดียว เพราะวันศุกร์ต่อไป ศุกร์ต่อไป และศุกร์ต่อไป ฉันก็ยังเห็นคนทั้งสองอยู่ด้วยกัน เดินออกจากตึกไปตลาดด้วยกัน บางครั้งก็มีเพื่อนคนอื่นมาจอยด้วย บางครั้งก็เห็นแค่หนุ่มลูกครึ่งคนนั้นคนเดียว และเหมือนเป็นกิจวัตรไปแล้วสำหรับฉัน คือช่วงเที่ยงครึ่งของวันศุกร์ ฉันจะต้องมานั่งใต้ตึกพร้อมชะเง้อมองดูว่าเมื่อไรหนุ่มลูกครึ่งคนนั้นจะมา อ๋อเปล่า ฉันไม่ได้ติดใจอะไรเขา ที่มองหาเพราะเขาสะดุดตาหาง่ายต่างหาก ใช่ เขาหน้าตาดี ฉันยอมรับ แต่ที่ฉันอยากเจอน่ะ คือเพื่อนที่ใส่แว่นของเขาต่างหากล่ะ


ฉันก็ยังเป็นฉัน อยากรู้จักแต่ไม่กล้าทักทาย ก็แหงล่ะ แค่เหตุผลว่า ‘อยากรู้จัก’ น่ะมันไม่เพียงพอหรอกนะ ฉันว่าจะโดนเขามองแปลก ๆ มากกว่าถ้าฉันทำแบบนั้น ฉันก็เลยทำได้แค่นั่งมองเขาเดินผ่านไปผ่านมา บางครั้งเขาก็หันมาสบตากับฉัน ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือตั้งใจ (ฉันว่าบังเอิญ) แต่มันก็ทำให้ลมหายใจของฉันสะดุดกึ้กได้ทุกที อา เขากลายเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อหัวใจฉันไปแล้วสินะ


หยุดเรื่องหนุ่มแว่นที่ตึกคณะของเที่ยงครึ่งวันศุกร์ไปก่อน กลับมาที่เรื่องของชายหนุ่มร้านถ่ายเอกสารกันบ้าง เป็นความโชคดีหรือฟ้าตั้งใจก็ไม่รู้ที่คนรู้จักของฉันมีแฟน และแฟนของเขาก็อยู่คณะเดียวกับคนคนนั้น ฉันจึงไม่รีรอที่จะถามถึงเขา เราคุยกันนิดหน่อยแล้วเขาก็ให้เฟซบุ๊กคนคนนั้นมา ให้ตายสิฉันดีใจแทบบ้า กดเสิร์ชชื่อเฟซบุ๊กทันทีที่ได้มาด้วยซ้ำ


เรื่องเซอร์ไพร์สน่ะมันเกิดขึ้นกับพวกเราทุกคนได้ตลอดแหละเชื่อมั้ย ตอนที่เสิร์ชเจอเฟซบุ๊กคนคนนั้น ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลย
 




ก็ 'ชายหนุ่มร้านถ่ายเอกสาร' น่ะ คือคนเดียวกับ 'หนุ่มแว่นที่ตึกคณะของเที่ยงครึ่งวันศุกร์' นี่นา





ฉันอยากจะทุบหัวตัวเองวันละสามเวลาหลังอาหาร มองหนุ่มแว่นที่ตึกมาตั้งนานแต่ไม่ยักกะรู้ว่าเป็นคนเดียวกับคนนั้น ฉันได้แต่ตำหนิตัวเอง ง่าว โง่ เซ่อ บ้า สารพัดคำจะด่าที่ผุดขึ้นมา ถ้าฉันรู้ตั้งแต่แรกว่าเป็นคนคนเดียวกัน ฉันก็คงจะ... ฉันจะ... จะ...



ฉันจะทำอะไรได้



ฉันก็คงได้แต่นั่งมองเขาแบบนี้ต่อไปนั่นแหละ


อาจจะต่างจากเดิมตรงที่ฉันจะฟินขึ้นเท่านั้น อ้อ อาจจะเพ้อมากขึ้นด้วย



เฟซบุ๊กของคนคนนั้นถูกตั้งเป็นไพรเวท ฉันซึ่งไม่ได้เป็นเพื่อนกับเขาจึงไม่สามารถเห็นสเตตัสหรือโพสต์ใด ๆ ก็ตามที่เขาตั้งได้ สิ่งที่คิดตอนนั้นคือ ไม่ได้รู้จักไม่เป็นไร ขอแค่ได้เป็นเฟรนด์กัน ขอแค่ให้ฉันได้ส่องเฟซเขาก็พอ


คิดได้ดังนั้นฉันจึงกดแอด


รอแล้วรออีก วันแล้ววันเล่า เข้าไปดูหน้าวอลล์เขาทุกวัน ทุกวัน จนเหมือนคนบ้า



เขาก็ไม่รับแอด



ก็แหงล่ะ มีเพื่อนร่วมไม่ถึงห้าคนด้วยซ้ำ รับแอดก็แปลกแล้ว แถมคำล่ำลือเกี่ยวกับเขาที่คนรู้จักฉันบอกมาคือเขาค่อนข้างเรียบร้อย ไม่ได้เฟรนลี่มากด้วย โอกาสที่เขาจะรับแอดคนไม่รู้จักยิ่งมีมากขึ้นไปอีก จะว่าไปขนาดฉันที่รู้สึกว่าตัวเองเข้าหาคนอื่นง่ายมาก ยังไม่รับแอดเฟซคนที่ไม่รู้จักเลย นับประสาอะไรกับเขาล่ะ...


ความหวังว่าขอแค่ได้ส่องเฟซแค่นี้ก็พอแล้วมันช่างริบหรี่ วันเวลาผ่านไปจนสอบไฟนอลเสร็จ ฉันก็ตัดใจ
 

ไม่รับแอดเฟซก็ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่ฉันได้รับรู้ว่าเจอเฟซของเขา เคยกดแอดเฟรนด์ไปแล้ว ได้ดูรูปที่ถูกแท็กมา แค่นี้ฉันก็พอใจแล้ว ไม่หวังอะไรมากกว่านี้อีกแล้ว



มหาวิทยาลัยของฉันมีกิจกรรมกิจกรรมหนึ่งหลังสอบไฟนอลเสร็จ เป็นกิจกรรมสำหรับการอำลานักศึกษาที่ต้องย้ายไปเรียนวิทยาเขตอื่นเมื่อขึ้นปีสูง ตามที่ได้ยินมาคือกิจกรรมนี้เป็นเหมือนกิจกรรมส่งท้ายให้ใครต่อใครพูดความในใจ ฉันที่ยังไงก็เรียนอยู่วิทยาเขตนี้อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องมาก็ได้เพราะก็ไม่ได้มีใครให้ต้องอำลาอยู่แล้ว



แต่ฉันก็มา



ใช่ที่เขาคนนั้นต้องย้ายไปวิทยาเขตอื่น แต่ที่ฉันมาน่ะเพราะมาช่วยรุ่นพี่จัดบู้ทขายของต่างหากล่ะ ไม่ได้มาเจอเขาสักหน่อย
 

อันที่จริง... ก็แอบหวังไว้เหมือนกันว่าเขาจะมา แต่ก็เป็นเพียงความหวังเล็ก ๆ ที่ไม่ได้จริงจังมาก เพราะฉันเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาร่วมรึเปล่า ตั้งความหวังมากไปว่าเขาต้องมา ถ้าไม่เจอเดี๋ยวก็เฟลน่ะสิ จริง ๆ แล้วตอนนั้นขนาดไม่ได้หวังมากยังแอบรู้สึกผิดหวังเลย ก็แหม งานจะจบแล้วแต่กลับไม่เห็นวี่แววของเขาสักนิด ฉันนี่แทบจะถอดใจกลับบ้านกันเลยทีเดียว


แต่ในที่สุดฉันก็ได้เจอนั่นแหละ


เจอแบบแว้บ ๆ ไกล ๆ เขาเดินมาใกล้ ๆ บู้ทที่ฉันอยู่ แต่ห่างจากฉันไปสามบล็อก เขามากับกลุ่มเพื่อนของเขาที่มีหนุ่มหน้าลูกครึ่งนั่นด้วย ตอนแรกฉันนึกว่าเขาจะเดินผ่านหน้าร้านด้วยซ้ำ อุตส่าห์เตรียมตัวขายของเต็มที่ แต่กลายเป็นว่าเพื่อนเขาเดินกลับ เขาเลยเดินกลับด้วยเสียอย่างนั้น เฮ้อ แอบเสียดายนิดหน่อยแต่ก็ช่างมันเถอะ วันนี้เป็นวันสุดท้ายในวิทยาเขตนี้ของเขาอยู่แล้ว การที่ฉันได้เห็นหน้าเขาและรู้ว่านี่เป็นครั้งสุดท้าย มันก็ดีมากแล้ว



ดีมากแล้วจริง ๆ



หลังจากจบวันอำลาวันนั้น ก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย ปิดเทอมแสนสุขสองเดือนก่อนกลับไปเผชิญกับบทเรียนที่แอดว้านซ์ยิ่งขึ้น ฉันสมัครฝึกงานที่บริษัทแห่งหนึ่งไป ใช้ชีวิตแบบคนทำงานจริงๆ ตื่นเช้าๆ กลับดึกๆ เหนื่อยจากการเดินทางมากกว่าการทำงาน ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่หาไม่ได้ในห้องเรียน นอกจากฝึกงานแล้วฉันยังช่วยน้อง ๆ ในการจัดกิจกรรมรับน้องอีกด้วย มีวันหนึ่งที่ฉันต้องเข้ามอมาช่วยงาน วันนั้นฉันได้กลับมาเจอกับคนรู้จักคนเดิม เพิ่มเติมคือยังสวีตกับแฟนเหมือนเก่า ฮือ อิจฉาจัง ฉัน เธอ และเพื่อนอีกสามสี่คน นั่งคุยกันหลังเลิกงานแบบคนว๊างว่าง มีประเด็นหนึ่งที่ฉันเองก็จำไม่ได้ว่าใครเป็นคนเริ่ม (รู้สึกจะเป็นฉันนี่แหละ) ทอปิคของสาว ๆ อย่างเรื่องของความรักถูกยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างออกรส ไม่ว่าจะแซวคนมีแฟน นั่งเม้าท์คนในคณะที่ไปได้กันตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ (หมายถึงได้เป็นแฟนกันน่ะนะ) แล้วก็เม้าท์คนในกลุ่มตรงนี้ว่าใครชอบใคร ใครแอบกิ๊กใครอยู่บ้าง พอพูดถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของ ชายหนุ่มร้านถ่ายเอกสาร ก็ผุดขึ้นมา


ฉันบอกกับคนรู้จักของฉันไปว่าจนถึงตอนนี้เขายังไม่รับแอดเฟซฉันเลย


ดูเหมือนเธอจะตกใจมากและดูเป็นห่วงฉันมากด้วย (น่ารักจริง ๆ) อันที่จริงฉันไม่ได้ซีเรียสเรื่องรับแอดเฟซเท่าไหร่แล้วล่ะ เรื่องมันก็นานแล้ว ฉันทำใจได้แล้ว แต่เธอบอกว่าเสียดาย เธอจะลองแอดเขาไปดูบ้าง ถ้าเขารับแอดยังไงจะมาบอก ฉันตอบตกลงและหัวเราะขำๆ ทุกคำที่ฉันพูดออกไปดูเหมือนจะทำให้เธอคิดมากนิดหน่อย (ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ แง) แต่ก็แอบรู้สึกโชคดีที่วันนั้นได้คุยเรื่องนี้ เพราะไม่กี่วันต่อมา เธอก็ทักแชทฉันมาบอกว่าให้แอดคนนั้นของฉันไปใหม่ เพราะเขารับแอดเธอแล้ว!


ตอนนั้นฉันรู้สึกดีใจนะ เฮ้ย เขารับแอดด้วยอ่ะ อย่างนี้แปลว่าถ้าฉันแอดใหม่ก็อาจจะมีสิทธิ์ใช่ม๊า


แต่เดี๋ยว ทำความเข้าใจก่อนนะ




หนึ่งคือ ตอนนั้นที่แอดไปฉันใช้รูปโปรไฟล์เป็นรูปหน้าฉันเอง และเขาไม่รับแอด

สองคือ ฉันกับเขาก็ยังไม่ได้รู้จักกันอยู่ดี

สามคือ แฟนของเธอคนนี้ก็เป็นเพื่อนร่วมคณะกับเขาคนนั้น จะแอดหากันก็ไม่แปลก เผลอ ๆ เขาอาจจะรู้จักเธอคนนี้ด้วยก็ได้

และสี่คือ ฉันเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นรูปแมวและล็อกทุกอย่างเป็นไพรเวทแบบที่คนไม่ได้เป็นเฟรนด์กันไม่สามารถสืบข้อมูลอะไรฉันได้เลยแม้แต่ส่องรูป

คำถามคือ เปอร์เซ็นต์การรับแอดของเขามันเพิ่มขึ้นเท่าไหร่เหรอ...




ตอนแรกฉันตั้งใจว่าจะรอเปลี่ยนรูปกลับเป็นรูปหน้าตัวเองก่อนค่อยแอด แต่นั่นหมายถึงฉันต้องรอหลังรับน้องซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า...




ไม่รงไม่รอก็ได้วะ เป็นไงเป็นกัน จะแอดตอนนี้หรือแอดตอนไหนก็มีค่าเท่ากันอยู่แล้ว


คิดได้ดังนั้นจึงกดแคนเซิลแอดเฟรนด์ครั้งแรก และกดแอดใหม่อีกรอบโดยไม่รีรอ


วันที่หนึ่งผ่านไป วันที่สองผ่านไป วันที่สามผ่านไป




หรือเขาจะรับแอดทุกคนยกเว้นเรากันนะ...




คำถามนี้ผุดขึ้นมาในใจฉัน ไม่ได้น้อยใจอะไรหรอกนะ แค่คิดขำ ๆ น่ะ ยังไงซะก็ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะต้องกดรับแอดทันทีอยู่แล้ว


จนตกดึกวันที่สาม (หรือสี่ ไม่แน่ใจ) นั่นแหละ ฉันที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินมาจับมือถือที่วางชาร์จอยู่เพื่อเช็คนอติฟิเคชั่นอย่างเคยชิน แต่สิ่งที่ทำให้ฉันไม่สามารถขยับนิ้วไปสไลด์หน้าจอเพื่ออันล็อกได้ ก็คงเป็นเพราะแจ้งเตือนเฟซบุ๊กที่มันเด้งขึ้นมาอันเดียวนั้นนั่นแหละ





แจ้งเตือนว่า 'เขา' รับแอดแล้ว






โอ้โห โอ้โห ให้ทายว่าฉันรู้สึกยังไง มันเป็นฟีลที่อธิบายไม่ถูกจริง ๆ ดีใจ ตื่นเต้น แอบเขินผสมอยู่บ้างเล็กน้อย (จะเขินทำไมก็ไม่รู้) ฉันเสียสติอยู่พักหนึ่งก่อนสไลด์หน้าจอเพื่อเข้าไปดูเฟซบุ๊กของคนคนนั้น อา รอมาเกือบปี ในที่สุดก็จะได้มีวันเห็นหน้าวอลล์ของเขาแบบจริง ๆ จัง ๆ เสียที



จริง ๆ เขาจะรับหรือไม่รับแอดฉันก็รู้สึกว่ามันไม่ต่างกัน



ในเมื่อสิ่งที่ฉันเห็นตอนนั้นกับสิ่งที่ฉันกำลังดูตอนนี้ มันไม่ต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว


เขา...แทบไม่ตั้งสเตตัส ลงรูป หรือกระทำการใดๆ บนหน้าวอลล์ของตัวเองเลยแม้แต่น้อย


ไม่ต่างกับตอนไม่ได้เป็นเฟรนด์กันเลยสักนิด


ฉันหัวเราะคิกก่อนไล่ดูรูปที่เขาถูกแท็กมาเพิ่ม จะว่าไปไหน ๆ เขาก็รับแอดแล้ว มันคงไม่ผิดใช่มั้ยถ้าฉันอยากทำความรู้จักกับเขาน่ะ


ฉันเถียงกับตัวเองในใจ ฉันคิดว่าตอนนี้เหมือนสวรรค์เปิดโอกาสให้เราได้ทักเขาไป อย่างน้อยที่สุดก็คือ ‘ขอบคุณที่รับแอดนะคะ’ และถ้าเขาไม่ได้ว่าอะไร เขาก็น่าจะตอบกลับมาบ้างสักนิด ใช่ โอกาสที่จะได้ทักทายมันมีแค่ตอนนี้จริงๆ นะ แต่ที่เคยอ่านกระทู้พันทิปร้อยแปดวิธีผู้หญิงจีบผู้ชายมา เขาบอกว่าถ้าจะอ่อยอย่างมีหลักการ ห้ามทักก่อนนี่นา เอายังไงดี เอายังไงดี อ้ะ ฉันไม่ได้คิดจะจีบหรือจะอ่อยเขาหรอกนะ ฉันแค่อยากรู้จักเขาเท่านั้น จริงๆ นะ (แต่ถ้าได้จีบก็... ถือเป็นกำไรล่ะนะ)
 


สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจทักเขาไป
 


เป็นการแนะนำตัว ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ และ ขอบคุณที่รับแอดค่ะ



เป็นประโยคสั้นๆ ที่ฉันคิดว่า ฉันจะพอแค่นี้ จะแค่แนะนำตัว จะแค่ขอบคุณ ให้เขารับรู้ว่าเรามีตัวตนนะ ไม่ได้แอดมั่ว ๆ นะ ให้เขารู้จักชื่อเรานะ ถึงแม้จะจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ถือได้บอกไปแล้ว



แต่รู้มั้ย ความตั้งใจของฉันล้มครืน เมื่อเขาตอบกลับมาด้วยท่าทีเป็นมิตร แถมยังแนะนำตัวอีกด้วย



ลาก่อนแผนการ 'ก็แค่ทักทาย' ของฉัน




อา ใช่ เพราะเรื่องนี้แหละทำเอาฉันอยากกรี๊ดขึ้นมา ความรู้สึกต่าง ๆ ที่มันเคยหายไปกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ความตื่นเต้น ความเขิน ความฟินมันหมุนวนไปมาในร่างกายของฉันจนยากที่จะบรรยาย ฉันกอดหมอนแน่นกว่าเดิมก่อนเอาหน้าซุก ฉันควรจะทำยังไงดี หลังจากที่เขาแนะนำตัวเองมา ฉันก็หาเรื่องชวนเขาคุยโดยการถามถึง open house ของคณะของเขาว่าจะจัดขึ้นเมื่อไหร่และยังไง ตอนนี้เขาอาจจะยังไม่ตอบ แต่ฉันกลับรู้สึกดี รู้สึกบ้า รู้สึกเพี้ยนอยู่คนเดียว อะดรีนาลีนและโดพามีนพุ่งพล่านอย่างแรงจนรู้สึกได้ว่าร่างกายกำลังจะเพี้ยน สติสตังกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว รู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนวูบวาบขึ้นด้วย โอ้ย ถ้าทำได้อยากจะปีนขึ้นไปจ่อหน้าที่ช่องแอร์ ให้ลมเย็นๆ เป่าดับร้อนเสียจริงเผื่อจะลดการฟุ้งซ่านได้บ้าง คิดดูสิ ขนาดแค่เขาแนะนำตัวกลับมาฉันยังเพี้ยนได้ขนาดนี้ ถ้าได้คุยกับเขาเพิ่ม มีหวังสติพังแน่ๆ




สิ่งที่ฉันเป็นอยู่ มันเรียกว่าความรักได้หรือเปล่า ฉันเองก็ไม่แน่ใจ จริง ๆ มันอาจจะเป็นแค่อาการปลื้มหรืออาจจะแค่หลงใหลชั่วคราวเท่านั้น แต่อย่างน้อยฉันก็มีความเชื่อว่า พระเจ้าจะไม่ลิขิตให้เรื่องราวให้มันเป็นแบบนี้โดยที่ไม่มีจุดมุ่งหมาย จะไม่ลิขิตให้ฉันเจอเขาที่ร้านถ่ายเอกสารวันนั้น จะไม่ลิขิตให้ฉันเจอเขาที่ตึกทุกวันศุกร์ จะไม่ลิขิตให้สุดท้ายคนสองคนนั้นที่ฉันแอบมองคือคนคนเดียวกัน จะไม่ลิขิตให้ฉันได้เฟซบุ๊กเขามา รอเขารับแอดเป็นเดือน ๆ แต่ก็ไร้วี่แวว จะไม่ลิขิตให้ฉันแอดใหม่ เขารับแอดฉันและฉันได้คุยกับเขา ถ้าดวงของฉันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาจริง เรื่องราวของฉันควรหยุดตั้งแต่หาเฟซบุ๊กแล้ว แต่นี่เพราะเรื่องราวมันยังดำเนินต่อมา ฉันจึงเชื่อว่าทุกอย่างต้องมีปลายทาง เวลาที่ผ่านมาเกือบหนึ่งปีที่ฉันยอมแพ้ไปเสียหลายครั้ง จนถึงตอนนี้ฉันรู้สึกเสียดายที่พลาดโอกาสดี ๆ หลายอย่างไป เจอกันครั้งแรกฉันน่าจะทัก เจอกันวันอำลาฉันน่าจะบอก แต่ฉันก็พลาด ฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นอีก แต่ที่รู้คือฉันจะไม่ยอมแพ้ ไม่ถอดใจ ไม่ยอมให้เกิดเรื่องผิดพลาดอีกแล้ว ฉันจะรอดูว่าพระเจ้าจะลิขิตเรื่องราวอะไรต่อไปให้ฉันกับเขาอีก ฉันจะรอ จะรอวันนั้น...



23/11/2015 



SHARE
Written in this book
เรื่องของเขา
เรื่องของเขา เรื่องของเรา เรื่องของใคร
Writer
LittleMatchGirl
นักอยากเขียน
• Little chubby girl and her little big dreams

Comments

Skyinlove
3 years ago
เข้าใจเลยอ่ะว่าได้คุยกันกับคนที่เเอบปลื้ม มันน่ารักขนาดไหน มันเหมือนโลกมันเบา เหมือนการ์ตูน ที่มีเเต่สีสันเนอะ ขอให้ได้คุยเเละสานสัมพันธ์กับเขาต่อน่ะ เราเป็นกำลังใจให้ :)
Reply
PAALM
3 years ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ เราคนนึงล่ะ ที่เชื่อในรักแรกพบ เพราะเราเคยเจอมากับตัว ถึงตอนนี้ทุกอย่างจะกลายเป็นแค่ความทรงจำแล้วก็เถอะ :)
Reply
unlovable
3 years ago
 รักใสๆ ใน MU 
Reply
Natta_p
3 years ago
รู้สึกอ่านแล้วเขิน แบบหน้าแดงเลยจ้า คือเข้าใจอารมณ์ที่ได้คุยกะคนที่เราชอบเนอะ มันจะเขินๆหน่อยอ่ะ เป็นกำลังใจให้นะ คนเราถ้าเป็นคู่กัน ฟ้าเขาก็จับมาเจอกันอยู่แล้ว เชื่อเราเถอะ
Reply
jidomi
3 years ago
อ่านละเขิน ยิ่งอ่านละนึกภาพในศลยตามละยิ่งเขิน อินตาม 555 เป็นกำลังใจให้นะคะ ขอให้ทำทุกๆวันอย่างมีความสุขน้า
Reply