เรื่องเล่าโดยบังเอิญ
วันนี้ไฟดับในระแวกบ้านทั่วบริเวณ ตอนแรกตั้งใจว่าจะลงมาออฟฟิตทำงานสักหน่อย
เอ๊ะโอ! อินเทอร์เน็ตล่ม ... เลยหยิบมือถือ สไลต์หน้าจออ่านเฟสบุ๊ค

มันตลกดีที่บังเอิญได้เห็นข่าวหรือข้อความว่า 'คนที่สบายไม่รู้จักความที่ต้องมาต่อสู้ชีวิตหรอก'

มันจริงหรอ?

มันก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ไม่ทุกกรณี...
แน่นอนว่ามีคนเกิดที่เกิดมาสบาย ไม่รู้จักความลำบาก แต่ก็ต้องมีคนเกิดมาสบายและรู้จักความลำบาก มีคนที่เกิดมาลำบากและตอนนี้สุขสบาย และมีคนที่เกิดมาสุขสบายแต่ตอนนี้ลำบาก และมีคนที่ลำบากและไม่เคยสุขสบาย

จะขอเล่าเรื่องในพระไตรปิฏกเรื่องหนึ่งให้ฟังเสียหน่อย เรื่องของพระอนุรุทธะ 
     เรื่องมีอยู่ว่า "ตระกูลพระญาติแปดหมื่นมอบพระโอรสแปดหมื่นให้ ด้วยคำว่า "สิทธัตถ-
กุมาร จงเป็นพระราชาก็ตาม เป็นพระพุทธเจ้าก็ตาม, จักมีกษัตริย์เป็นบริวารเที่ยวไป," เมื่อพระโอรสเหล่านั้นผนวชแล้วโดยมาก, เหล่าพระญาติเห็นศากยะ ๖ พระองค์นี้ คือ ภัททิยราชา อนุรุทธะ อานันทะ ภคุ กิมพิละ เทวทัต ยังมิได้ผนวชจึงสนทนากันว่า "พวกเรายังให้ลูก ๆ ของตนบวชได้, ศากยะทั้ง ๖ นี้ ชะรอยจะไม่ใช่พระญาติกระมัง ? เพราะฉะนั้น จึงมิได้ทรงผนวช."
ครั้งนั้น เจ้ามหานามศากยะ เข้าไปหาเจ้าอนุรุทธะ ตรัสว่า "พ่อผู้ออกบวชจากตระกูลของเรายังไม่มี, น้องจักบวช หรือว่า พี่จักบวช,"
ก็เจ้าอนุรุทธกุมารนั้น เป็นกษัตริย์ผู้สุขุมาล มีโภคะสมบูรณ์ แม้คำว่า "ไม่มี" พระองค์ก็ไม่เคยทรงสดับ. จริงอยู่ วันหนึ่งเมื่อกษัตริย์ ๖ พระองค์
นั้น ทรงเล่นกีฬาลูกขลุบอยู่, เจ้าอนุรุทธะทรงปราชัยด้วยขนมแล้ว ส่ง (คน) ไปเพื่อต้องการขนม. คราวนั้น พระมารดาของท่านทรงจัดขนม
ส่งไป. กษัตริย์ทั้งหกเสวยแล้วทรงเล่นกันอีก. เจ้าอนุรุทธะนั้นแล เป็นฝ่ายแพ้ร่ำไป. ส่วนพระมารดา เมื่อพระองค์ส่งคนไป ๆ ก็ส่งขนมไป
ถึง ๓ ครั้ง ในวาระที่ ๔ ส่งไปว่า "ขนมไม่มี." พระกุมารทรงสำคัญว่า "ขนมแม้นี้ จักเป็นขนมประหลาดชนิดหนึ่ง" เพราะไม่เคยทรงได้
ยินคำว่า "ไม่มี" จึงส่งคนไปว่า " จงนำขนมไม่มีนั่นแลมาเถอะ ." ฝ่ายพระมารดาของท่าน เมื่อเขาทูลว่า " ข้าแต่พระแม่เจ้า ได้ยินว่า พระองค์จงประทานขนมไม่มี," จึงทรงพระดำริว่า "ลูกของเราไม่เคยได้ยินบทว่า 'ไม่มี,' แต่เราจักให้รู้ความนั่นด้วยอุบายนี้" จึงทรงปิดถาดทองคำเปล่าด้วยถาดทองคำอื่นแล้วส่งไป. เหล่าเทวดาที่รักษาพระนครคิดว่า " เจ้าอนุรุทธศากยะได้ถวายภัต
อันเป็นส่วนตัวแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฏฐะ ในคราวที่ตนเป็นนายอันนภาระ ทรงทำความปรารถนาไว้ว่า ' ขอข้าพเจ้าจงอย่าได้สดับ คำว่า 'ไม่มี,' อย่ารู้สถานที่เกิดแห่งโภชนะ,' ถ้าว่าเจ้าอนุรุทธะนี้ จักทรงเห็นถาดเปล่าไซร้, พวกเราก็จักไม่ได้เข้าไปสู่เทวสมาคม, ทั้งศีรษะ
ของพวกเราก็จะพึงแตก ๗ เสี่ยง." ทีนั้น จึงได้ทำถาดนั้นให้เต็มด้วยขนมทิพย์ เมื่อถาดนั้นพอเขาวางลงที่สนามเล่นขลุบแล้วเปิดขึ้น, กลิ่นขนมก็ตั้งตลบไปทั่วทั้งพระนคร. ชิ้นขนม แต่พอกษัตริย์ทั้งหกหยิบเข้าไปในพระโอฐเท่านั้น ก็แผ่ซ่านไปทั่วประสาทรับรสทั้งเจ็ดพัน.
พระกุมารนั้นทรงพระดำริว่า "เราคงจะไม่เป็นที่รักของพระมารดา, พระมารดาจึงไม่ทรงปรุงชื่อขนมไม่มีนี้ประทานเรา ตลอดเวลาถึงเพียงนี้, ตั้งแต่นี้ไป เราจักไม่กินขนมอื่น," ดังนี้แล้ว เสด็จไปสู่ตำหนัก ทูลถามพระมารดาว่า "เจ้าแม่ หม่อมฉันเป็นที่รักของเจ้าแม่หรือไม่เป็นที่รัก ?"
ม. พ่อ พ่อย่อมเป็นที่รักยิ่งของแม่ เสมือนนัยน์ตาของคนมีตาข้างเดียว และเหมือนดวงใจ (ของแม่ ) ฉะนั้น.
อ. เมื่อเช่นนั้น เหตุไร เจ้าแม่จึงไม่ทรงปรุงขนมไม่มี ประทานแก่หม่อนฉันตลอดเวลาถึงเพียงนี้เล่า เจ้าแม่.
พระนางรับสั่งถามมหาดเล็กคนสนิทว่า "ขนมอะไร ๆ มีอยู่ในถาดหรือ พ่อ. เขาทูลว่า " ข้าแต่พระแม่เจ้า ถาดเต็มเปี่ยมด้วยขนม, ชื่อว่าขนมเห็นปานนี้ กระหม่อมฉันก็ยังไม่เคยเห็นแล้ว." พระนางทรงพระดำริว่า "บุตรของเราจักเป็นผู้มีบุญ มีอภินิหารได้ทำไว้แล้ว, เทวดา
ทั้งหลายจักใส่ขนมให้เต็มถาดส่งไปแล้ว. ลำดับนั้นพระโอรสจึงทูลพระมารดาว่า "เจ้าแม่ ตั้งแต่นี้ไป หม่อมฉันจักไม่เสวยขนมอื่น, ขอเจ้าแม่
พึงปรุงแต่ขนมไม่มีอย่างเดียว." ตั้งแต่นั้นมา แม้พระนาง เมื่อพระกุมารนั้นทูลว่า "หม่อมฉันต้องการเสวยขนม" ก็ทรงครอบถาดเปล่านั่นแล
ด้วยถาดอื่น ส่งไปประทานพระกุมารนั้น. เทวดาทั้งหลายส่งขนมทิพย์ ถวายพระกุมารนั้นตลอดเวลาที่ท่านเป็นฆราวาส." จากพระไตรปิฏกฉบับมหามกุฏ เล่ม 40 หน้า 181 ข้อ 12
ถ้าคุณอ่านครบถ้วนคุณจะรู้เลยว่า คนที่เกิดมาสุขสบายและไม่รู้จักแม้กระทั่งคำว่า 'ไม่มี' นั้นมีอยู่จริง เค้าไม่รู้จักความขาดแคลนเลย แต่นี่คือ 'ผล' ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมอง แต่ 'ผล' อย่างเดียว โดยไม่รู้ถึง 'เหตุ' ที่เขาสร้างให้เกิดขึ้น เพื่อที่จะได้รับ 'ผล' เหตุในที่นี้ก็คือ ท่านได้ทำทานกับพระปัจเจกพุทธเจ้า

คนที่จะมั่งมีหรือร่ำรวย จะต้องทำทานไว้ในกาลก่อน
     ดังนั้นการร้องแร่แห่กระเชิงว่ากล่าวต่อโลกว่า ความไม่ยุติธรรม มีเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นแก่ตนเอง เฮ้ย คุณกำลังน้อยใจ แล้วคุณก็โทษคนอื่นต่างหาก? คุณกำลังปล่อยอารมณ์ไหนให้กับโลกใบนี้? คุณปล่อยพลังงานบวก หรือ คุณปล่อยพลังงานลบ แล้วโลกจะสงบสุขได้อย่างไร ไม่มีข้อความอื่นที่สร้างสรรค์กว่านี้แล้วหรือ?


SHARE
Written in this book
ทาน
Writer
samsara
stayer
แบ่งปันประสบการณ์ที่ไม่ทุกคนจะเข้าใจ แต่มีบางคนอาจเข้าใจ

Comments