มิติของฅนบ้า
          หากมีใครสักฅนจะให้คำจำกัดความเกี่ยวกับผมว่า 'ฅนบ้า' นั่นคงนับได้ว่าเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่คำว่าบ้าของคุณคืออะไร หากคำว่าฅนบ้าของคุณหมายถึง ผู้ที่คิดและทำอะไรไม่เหมือนฅนอื่น หรือจะให้ชัดคือไม่เหมือนชาวบ้าน และความคิดนั้นบางทีก็คือการฝันเฟื่องไร้สาระ แถมส่วนใหญ่ยังเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกต่างหาก หากใช่แบบนั้นคุณเรียกผมว่าฅนบ้าได้เลย เพราะนั่นแหละคือผม

          เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนผมซื้อหนังสือบางๆ เล่มหนึ่งที่มีราคาเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำหนึ่งวัน โดยที่ไม่ได้ทราบเลยว่ามันคือหนังสืออะไร นอกจากได้เห็นตัวอักษร 3-D บนปกเท่านั้น เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ฉีกถุงที่ผนึกออกและค้นหาแว่นตาสามมิติ แต่ไม่เจอ อ่านจากปกคร่าวๆ จึงทราบว่ามันคือหนังสือสามมิติที่ดูด้วยตาเปล่า เชื่อไหมว่าผมไม่ได้อ่านวิธีการดูบนปกด้านในด้วยซ้ำ กับการสามารถมองเห็นภาพสามมิติที่ดูด้วยตาเปล่าได้เป็นครั้งแรก ก็เป็นธรรมดาของฅนบ้านั่นแหละ ที่บางครั้งผมจะปล่อยให้ภาพตรงหน้ากลายเป็นภาพทับซ้อน ขณะคิดอะไรไปตามประสาบ้าของผม และมันดันเป็นวิธีเดียวกับการใช้ดูภาพสามมิติแบบนี้พอดี จึงทำให้ผมดูมันได้ไม่ยาก

          ถ้าพูดถึงภาพสามมิติแล้วต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ผมชอบ (หรือบ้า) มานานแล้ว ตั้งแต่เด็กที่สมัยนั้นจะเป็นภาพถ่ายผ่านเลนส์สองสี (แดง น้ำเงิน) และต้องใช้แว่นซึ่งมีสองสีนั้นใส่ดูเช่นกัน ถ้าจะถามว่าบ้าขนาดไหน ตอบว่าถึงขนาดที่ลงทุนซื้อปากกาแดงและน้ำเงินมานั่งออกแบบวาดภาพ แล้วก็ใช้สีเทียนระบายเพื่อจะได้มีภาพสามมิติที่ทำเองเลยนั่นแหละ (ตอนนั้นผมพอทราบว่าการมองเห็นเป็นสามมิติของฅนเราเกิดจากตาซ้ายและขวามองภาพฅนละมุม เมื่อนำมารวมกันสมองก็จะประมวลผลออกมาเป็นระยะใกล้ไกลด้วย) ซึ่งแน่นอนว่าจะให้มันสวยงามเหมือนภาพที่มีขายคงไม่ได้ แต่ความภูมิใจนั้นต่างกันมาก ถึงจะถูกมองว่าบ้าก็เถอะ

          และพอมาถึงภาพสามมิติดูด้วยตาเปล่าที่ใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบนี้ มีหรือที่ผมจะไม่วาดเลียนแบบบ้าง (ไม่มีปัญญามีคอมฯ นี่ครับ) จากการสังเกตทำให้ผมพอเดาหลักการของภาพสามมิติแบบนี้ได้บ้าง (มันต่างจากภาพสามมิติแบบเดิมที่เคยวาดมา แต่ยังคงหลักการที่ว่าตาซ้ายและขวานำภาพต่างกันมารวมกันเหมือนเดิม) แต่วิธีการจะเขียนมันนี่สิ ต้องลองผิดลองถูกกันนานทีเดียว ท่ามกล่างคำค่อนขอดว่าบ้าอีกเช่นเคย ตรงนี้ต้องบอกก่อนเลย กับคำว่าบ้านี่ผมไม่เคยโกรธอยู่แล้ว เพราะรู้ตัวดีอย่างที่บอก แต่ไอ้ที่ว่าผมบ้าเพราะเห็นว่ามันฮิต เหมือนเห็นเขาเห่อก็เห่อตามอะไรแบบนี้ต่างหากที่ผมจะไม่ชอบ เพราะการที่จะชอบอะไรตามฅนอื่นนี่ ต้องบอกว่าเป็นสิ่งซึ่งตรงกันข้ามกับความเป็นผมมากทีเดียว ก็เรียกว่าโดนหนักแหละครับงานนี้ ยิ่งเห็นผมไม่เลิกล้มที่จะเขียนคำค่อนขอดก็ดูจะหนักขึ้นๆ อย่างที่บอกว่าตอนนั้นผมยังไม่ทราบวิธีการเขียน ก็ได้แต่นำไม้บรรทัดมาวัดระยะ (ระยะจะมีส่วนเป็นอย่างมากในการสร้างภาพ) แล้วก็ใช้ปากกาขีดทีละเส้นเลียนแบบภาพจากหนังสือ แน่นอนว่าภาพที่ผมวาดมันต้องดูน่าขำหรือปัญญาอ่อนมาก ซึ่งตอนนั้นผมรู้เต็มอกว่ากระดาษกับปากกาก็สามารถสร้างภาพสามมิติแข่งกับคอมฯ ได้ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์เถียงแม้จะถูกดูแคลนตลอดก็ตาม เพราะยังไม่สามารถแสดงให้เขาดูได้นี่ครับ นานทีเดียวกว่าผมจะรู้วิธีอันง่ายดายในการเขียนมันขึ้นมา

ง่ายอย่างนี้ใครก็ทำได้

          นั่นคือคำพูดของฅนซึ่งบอกว่าผมบ้า ที่คิดทำสิ่งซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้มาก่อน ผมไม่เถียงหรอกว่าจริงๆ แล้วมันไม่ยากเลย กับการวาดภาพสามมิติแบบนี้ด้วยปากกา จะยากก็ตรงที่ทำอย่างไรให้เขาเห็นว่ามันง่ายนี่แหละ เพราะฅนที่ไม่รู้หลักการอะไรเลย นอกจากมองภาพแล้วเดาเอาอย่างผม ก็ต้องลองผิดลองถูกกันนานอย่างที่บอก แต่นั่นแหละ ไม่ว่าอย่างไรผมก็ทำให้เขาได้เห็นแล้วว่าการเขียนภาพแบบนี้ใครก็ทำได้ แม้เขายังจะมองว่าผมเป็นฅนบ้าเหมือนเดิมก็เถอะ


หมายเหตุ: ดูภาพตัวอย่างจากปก
SHARE
Written in this book
บ่นบ้า
Writer
Lava
ผู้เฒ่าธรรมดา
เจ้าปัญหา จอมโวยวาย

Comments