บันทึกอาการซึมเศร้า: เริ่มต้น

1.

- 2.00 am -

เรานอนเวลานี้มาได้หลายวันแล้ว ทั้งๆ ที่บอกตัวเองว่าจะนอนไวขึ้นและตื่นเช้ากว่าเดิม
เวลานี้มันดึกจนเราโฟกัสอะไรไม่ได้ แม้แต่เรื่องที่ต้องทำก็นึกไม่ออก

เราไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทำได้แค่ปล่อยเวลาที่มีค่าให้รั่วไหลไปช้าๆ
ผ่านช่องโหว่ที่เรียกว่าความเมินเฉยและปลอบใจตัวเองว่า เรากำลังใช้เวลาพักผ่อน
วันนี้เราเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว... พูดกับตัวเองแบบนี้ทุกทีเพื่อหาข้ออ้างที่่่่จะนอนเฉยๆ 
เราหน่ายเกินกว่าจะหยิบหนังสือมาอ่านต่อ
หรือแม้กระทั้งจับคอร์ด C บนกีต้าร์
เราหน่ายเกินกว่ากระทั่งจะเปิดฟังพอตท์แคสที่เราชอบ จิตใจเราไม่อยู่กับเนื้อกับตัว รายงานที่พิมพ์ไว้แค่หนึ่งส่วนสามอยู่ของมันแบบนั้นมาได้สามวัน
เราล้า เราเหนื่อย เราอยากพัก
ความจริงเราแค่อยากจะวิ่งหนีไปสักที่
แล้วค้นพบว่ามีที่เล็กๆ ซ่อนตัวรอให้เรามุดตัวเข้าไปซุกร่างเฉาๆ ของเราในนั้น

2.

เราพูดความรู้สึกตัวเองไม่เก่ง
และในบางครั้งก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องพูด
มันย้อนแย้งในตัวเองที่ในบางครั้งเราต้องการคนเข้าใจ

ความย้อนแย้งนี้มันเรื้อรังมาได้สักพักใหญ่ๆ
เราพึ่งมารู้ตัวว่าเราแทบไม่เคยปรึกษาปัญหาชีวิตกับใครเลย แม้แต่การระบายผ่านคำพูดนั้นยังแทบนับครั้งได้
พอย้อนกลับมาดูบันทึกเก่าๆ จะพบว่าเราเวลาเราเขียนระบายอะไรสักอย่างมันแทบจะไม่เคยจบเลยสักครั้ง
ความรู้สึกมันค้างคา เหมือนกับว่าเราบอกตัวเองว่าเรารับมือได้ พอปรับอารมณ์ให้เป็นกลางได้แล้วมันกลับทำให้เราไม่อยากเขียนต่อ
ทั้งๆ ที่ความรู้สึกนั้นมันไม่ได้จากไปไหน
ไอ่ความรู้สึกที่ว่า มันเป็นเหมือนกากกาแฟที่ตกค้างอยู่ในสมองเรานั่นแหล่ะ
หยาบร่วน หล่นหาย กระจัดกระจาย และขุ่นมัว


3.

เราเคยร้องไห้เพราะความเหงาเงียบๆ
โดยไม่ได้คิดถึงใครเป็นพิเศษ
เราไม่ได้อยากให้ใครเข้าใจเราหรอก
เราเป็นคนสร้างกำแพงโง่ๆ นี่ขึ้นมาเอง

ป้าพยาบาลที่มหาลัยบอกว่าให้พยายามอยู่กับเพื่อนไว้นะ 
เราไปนั่งซ้อมดนตรีกับเพื่อนได้แค่สามสิบนาที จากนั้นเราเก็บของแล้วเดินออกมาเงียบๆ โดยที่ไม่ได้บอกลาใคร
เราไม่ได้บอกใครว่าเราป่วย (ยังไม่ได้คุยกับคุณหมอแต่คิดว่าน่าจะป่วย) คนอื่นคงคิดว่าเราเครียดกับเรื่องชีวิตการเรียนและการทำงาน ตอนที่เราโพสท์สเตตัสว่า "ถ้าอยากดรอปเรียนแล้วควรใช้เวลาไปทำอะไร"
ความจริงเราแค่รู้สึกว่าเรากำลังตามหาสิ่งที่เรียกว่าแก่นของการใช้ชีวิต แต่คำแนะนำเดียวที่เราได้จากบรรดาผู้ใหญ่คือ อดทนเรียนให้จบ ชีวิตทำงานมันยากกว่านี้เยอะ เพื่อนบางคนก็บอกว่าให้ลองไปเข้าวัดทำบุญดู

ฟังแล้วก็เครียดกว่าเดิมนิดหน่อย เพราะเราไม่ใช่คนที่มีศาสนา ได้โปรดอย่ายัดเยียดอะไรแบบนี้ให้เราเลยนะ ไม่ต้องพยายามเข้าใจเราก็ได้ เราแค่ต้องการหาทางออกจากอาการที่เป็นอยู่เท่านั้นเอง


4.

อาการหว่องๆ ของเรามันหนักจนคนรอบข้างเริ่มสังเกตเห็น 

วันๆ เราเอาแต่คิดเรื่องที่จะดรอปเรียนสักเทอม จินตนาการถึงอนาคตอันใกล้ว่าหากดรอปไปแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร แล้วตกลงชีวิตเราอยากจะทำอะไรกันแน่

เราเกิดมาในสังคมที่ระบบยัดการศึกษาใส่หน้า เรารู้สึกภูมิใจกับความสำเร็จที่ถูกวางมารตฐานเป็นตัวเลข และดีใจที่ได้เห็นชื่อตัวเองติดอยู่ในโผรายชื่อนักเรียนที่ผ่านการสอบเข้ามหาลัย

เขียนแล้วก็นึกขึ้นได้ถึงตอนมัธยมปลายปีสุดท้าย ที่โรงเรียนบังคับให้นักเรียนทุกคนสอบโควต้า พร้อมกับขอร้อง(แกมบังคับ) ให้เลือกคณะอันดับสองเป็นวิชาที่คิดว่าจะติดแน่นอน ทั้งนี้อย่างไรผลประโยชน์ก็ตกอยู่ที่โรงเรียนหากเด็กสอบติดถึงแม้จะสละสิทธิ์ภายหลังก็ตาม แต่หากถามว่าถ้าเด็กคนนั้นดันติดคณะอันดับสองที่โรงเรียนให้เลือก ซึ่งก็โชคดีไปถ้าเด็กชอบ แต่ถ้าคณะนั้นเป็นคณะที่เด็กไม่ชอบล่ะ แล้วหากโชคร้ายกว่าถ้าเด็กโดนครอบครัวบังคับให้เรียนคณะนั้น ผลลัพท์ชีวิตของคนๆ หนึ่งจะเป็นอย่างไร มันอาจจะไม่ได้แย่มากก็ได้ แต่การจินตนาการตัวเองในสถานการณ์แบบนั้นทำให้เราหดหู่จนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ ถึงจะเป็นคนมองโลกในแง่ดีขนาดไหนก็ตาม

บ่ายวันหนึ่งเราเดินสวนทางกับอาจารย์แนะแนวบนโถงทางเดิน โปรเจกโดดเรียนไปนั่งห้องดนตรีเป็นอันต้องพับเก็บลงชั่วคราวเนื่องจากคำพูดของอาจารย์ที่ว่า "เดี๋ยวไปหาครูที่ห้องแนะแนวหน่อยนะ"

เรานั่งลงเงียบๆ ตรงข้ามโต๊ะทำงาน รอให้อาจารย์เป็นฝ่ายพูดก่อน
"เธอจะไม่สอบโควต้าจริงๆ เหรอ"
"ค่ะ"
"ทำไมล่ะ?"
"หนูมีที่เรียนแล้ว และหนูไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องสอบค่ะ"
"เธอเรียนที่นี่มาตั้งนานแล้ว ถือว่าทำให้โรงเรียน"
"..."
"คิดซะว่าเป็นโอกาสให้เธอได้พิสูจน์ตัวเองนะ"
"หนูจะเอาไปคิดดูค่ะ"

เราถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังเดินออกจากประตู

ทำไมต้องมายัดเยียดความภูมิใจอะไรพรรคนี้ให้เราด้วยนะ บางคนอาจจะบอกว่าเราคิดมากไป แค่สอบๆ ไปไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย 

คงงั้นแหล่ะมั้ง ถ้าไม่นับรวมว่าต้องจ่ายเงินค่าค่ายติวที่ไม่มีประโยชน์ใดๆ สำหรับเราอีก 7,000 บาท มันคงทำให้เรารู้สึกดีกว่านี้ เราคุยกับแม่แต่สุดท้ายก็ได้คำตอบมาในทำนองที่ว่า ไปเถอะลูกเดี๋ยวโรงเรียนจะไม่เซ็นจบให้นะ 7,000 เอง จ่ายๆ ไป....

สุดท้ายเราไปเจรจากับอาจารย์หััััััวหน้าฝ่่่่ายวิชาการ เราจะยอมไปสอบ แลกกับการไม่ไปค่ายรวมทั้งไม่จ่ายเงินค่าค่ายด้วย ซึ่งก็ได้ผล

"เธอเลือกคณะอะไรบ้าง" อาจารย์แนะแนวคนเดิมถามเราในวันที่นักเรียนทุกคนต้องส่งใบสมัคร
"มนุษย์อิ้งกับมนุษย์ปรัชญาค่ะ"
"คะแนนสูงทั้งสองคณะเลยนะ เธอแน่ใจเหรอว่าจะเลือกมนุษย์ปรัชญาเป็นอันดับสอง ลองคณะที่คะแนนต่ำกว่านี้ดีไหม"
"ไม่ล่ะค่ะ นี่เป็นคณะสองคณะที่หนูชอบ ถ้าเกิดหนูสอบติดแล้วอยากเปลี่ยนใจมาเรียนมันก็เป็นทางเลือกของหนู หนูว่าหนูเลือกมาดีแล้วค่ะ" ใจจริงเราอยากจะพูดไปตรงๆ ด้วยซ้ำ ว่าถ้าเกิดหนูติดคณะที่อาจารย์เลือกให้ขึ้นมา พอหนูเรียน หนูไม่ชอบ เรียนไม่ไหว อนาคตไม่ดี โรงเรียนจะรับผิดชอบไหมคะ? 

เราโมโหนะ แต่เราก็เข้าใจระบบดีว่าโรงเรียนเองก็ต้องการชื่อเสียงเพื่อการอยู่รอดในโลกแห่งการแข่งขัน แต่ทั้งนี้เราเองก็มีหน้าที่ที่จะรักตัวเองเหมือนกันไม่ใช่หรือ?



5.

"มึงแม่ง independent เกินไปว่ะ" เพื่อนสนิทของเราคอมเม้นต์หลังจากที่เราเล่าอาการตัวเองให้ฟัง (คิดอยู่นานว่าจะเล่าดีไหม สุดท้ายก็เล่า)

"กูก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วป่าววะ ชีวิตกูก็มีความสุขดี"

"มึงก็หัดอยู่กับเพื่อนบ้างดิ"

"มึงก็รู้ว่ากูทำไม่ได้ ถ้าอยู่เป็นครั้งเป็นคราวก็พอไหว แต่ให้แฮงค์เอ้าท์บ่อยๆ แบบที่มึงชอบไปกูว่าไม่ไหวว่ะ ไม่ใช่แนวเลย"

"ละมึงจะทำยังไง"

"ไม่รู้ดิ เดี๋ยวมันก็มีทางออกแหล่ะ"

"เออ ดูแลตัวเองนะเว้ย"

"ขอบใจ"



6.

ชีวิตมหาลัยสำหรับเราเองไม่ได้หนักหนาอะไรมากมาย เราเรียนคณะที่คิดว่าชอบหลังจากย้ายมาจากสายธุรกิิิจ ชีวิตดำเนินตามแพทเทิร์นซ้ำๆ มีสีสันเล็กน้อยไม่ให้หม่นหมองเกินไป จนกระทั่งความซึมเศร้ามาเยือนโดยไม่ได้นัดหมาย 

เรามีความคิดที่ว่า ชีวิตของเรามันไร้เป้าหมาย เราไม่รู้ว่าเราควรจะทำอะไรกันแน่ และเรามองไม่เห็นอนาตตตัวเอง ฟังๆ แล้วก็ดูเป็นปัญหาดาษดื่นที่ใครๆ ต่างก็พบในช่วงหนึ่งของชีวิต แต่ไม่่่่รู้ทำไมเราถึงได้รู้สึกสลดได้ขนาดนี้

เราอยากจะปาทุกอย่างทิ้ง ย้อนเวลากลับไปเริ่มต้นใหม่ กลับไปสู่จุดที่เรายังมี Passion สำหรับการใช้ชีวิต ตอนนี้เราทำมันหลุดมือไปแล้วทั้งๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร แค่รู้ว่าชีวิตที่ดำเนินอยู่ทุกวันนี้มันช่างไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน

เราไม่ชอบระบายความรู้สึกผ่านคำพูดเท่าไหร่ สุดท้ายก็ลงเอยที่การเขียนๆ จิ้มๆ ลง storylog และหวังว่าจะมีใครสักคนผ่านมาอ่านบ้าง ไม่ให้โลกของเราเงียบเหงาจนเกินไป

ความจริงเราก็สบายดีนะ

จะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ

มันไม่ได้สลักสำคัญอะไรขนาดนั้นหรอก.


























SHARE
Written in this book
When I feel like shit.
เราว่าเราสบายดีนะ อืม โกหกนั่นแหล่ะ.
Writer
Viridian
TIME TRAVELER
หญิงสาวผู้ขายวิญญาณให้กับขนมปัง, เป็นสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวติดมากับอุกาบาตเมื่อสี่พันล้านปีก่อน เเละชอบคุยกับตัวเองอยู่เป็นนิจ บางทีชอบมโนอะไรมาจากความว่างเปล่า

Comments

IDEAcreateME
8 days ago
ไอน์สไตน์เคยบอกว่าถ้าเหงาให้เลี้ยงสัตว์
เพราะมันจะทำให้เรารู้ว่า...เราไม่ได้อยู่คนเดียว
Reply
IDEAcreateME
8 days ago
ไอน์สไตน์เคยบอกว่าถ้าเหงาให้เลี้ยงสัตว์
เพราะมันจะทำให้เรารู้ว่า...เราไม่ได้อยู่คนเดียว
Reply
rosegold91k
8 days ago
เราเข้าใจนะเข้าใจมากๆเลย อย่างน้อยก็ยังมีคนที่คิดและรู้สึกเหมือนเราอยู่ จะติดตามนะคะ เป็นกำลังใจให้เด้อ
Reply
Skfn
8 days ago
สู้ๆนะ เราเป็นเหมือนกัน
Reply
nattapan
8 days ago
มีหลายครั้งที่คิดอยากจะไปจากโลกนี้ แต่ก็กลัว .....สู้ๆ นะคะ

Reply