เรื่องของคนลืมฝัน

บางครั้งฉันก็อยู่กับความเป็นจริงมาก...

...จนเกือบลืมความฝันของตัวเอง


 
เมื่อไรกันนะ


ตั้งแต่เมื่อไรที่ฉันรู้สึกว่าฉันเกิดมาเพื่ออะไร

ตั้งแต่เมื่อไรที่ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่ฉันทำอยู่ มันไม่มีความสุขเอาซะเลย

ตั้งแต่เมื่อไรที่ฉันรู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง

ตั้งแต่เมื่อไร...


...ที่ฉันลืมที่จะ “ฝัน”





ช่วงสายของวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันที่สุดแสนจะปกติ กลับกลายเป็นไม่ปกติขึ้นมาเมื่อแม่ของฉันพูดกับฉันเรื่องการเรียนต่อและอาชีพในอนาคต

การนั่งดื่มกาแฟสบาย ๆ พร้อมเล็มขนมปังผักโขมชิ้นโปรด ช่างเป็นอะไรที่วิเศษ อีกทั้งบรรยากาศสบายๆของเช้าวันอาทิตย์แสนสดใส แมกไม้นานพันธุ์ในสวนทำให้บ้านดูร่มรื่น ลมเย็น ๆ พัดเข้ามาทางหน้าต่างที่อยู่หลังโซฟาพากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกพุดสีขาวเข้ามาในบ้านจนอบอวล ทำให้จิตใจของฉันรู้สึกสงบ


อา ทุกสิ่งทุกอย่างช่างลงตัว


หญิงสาววัยกลางคน หญิงสาวที่ฉันเรียกว่า แม่ เดินเข้ามานั่งข้างตัวฉันก่อนพูดถึงการเรียนและอาชีพ


...ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเดิมๆ


แต่มันดันไม่เดิมเหมือนที่ฉันคิด เมื่อแม่พูดถึงอาชีพในฝันของฉัน 

“หนูอยากจะเป็นนักเขียน แม่ก็ไม่ว่า แต่แม่ว่าอาชีพนี้มันควรเป็นอาชีพเสริม ไม่เหมาะกับการเป็นอาชีพหลัก ไม่งั้นหนูต้องดังมากๆและมีนิตยสารหรือสำนักพิมพ์ที่รองรับงานเขียนของหนูรออยู่”




‘นักเขียน’




คำคำเดียวทำฉันนิ่งอึ้ง



นั่นสินะ...


‘นี่ฉันลืมความฝันของตัวเองไปได้ยังไง’


คำเพียงสองพยางค์นี้ทำให้ฉันนึกถึงเมื่อ 3-4 ปีก่อน ตอนที่ฉันยังอยู่มัธยมต้น ตอนนั้นฉันสนุกสนานกับการเนรมิตสิ่งต่างๆผ่านปลายปากกา(และแป้นคีย์บอร์ด)ออกมาเป็นตัวหนังสือ ออกมาเป็นเรื่องราวให้นักอ่านติดตาม

ฉันสนุกกับการสลับกันเขียนสลับกันอ่านของฉันกับเพื่อน ฉันจำได้ว่าเราเคยแต่งนิยายร่วมกัน เคยแข่งกันเขียนนิยายให้จบ(ถึงจะไปไม่รอดก็ตามที) เคยอ่านและวิจารณ์งานเขียนซึ่งกันและกัน เคยทำอะไรหลายๆอย่างที่ถึงแม้ว่าจะออกมาดูไม่ดี

...แต่มันก็ทำให้ฉันมีความสุข


คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของแม่ทำให้ฉันคิดอะไรหลายๆอย่าง




จบการแทะเล็มขนมปังชิ้นโปรด ฉันเก็บจานไปล้าง ระหว่างนั้นก็คิดอะไรหลายอย่างไปด้วย และสิ่งที่ฉันคิดเท่าไรก็คิดไม่ตกก็คือ


‘ทำไมฉันถึงลืมความฝันของตัวเองไปได้นะ’


ฉันคิดเรื่องนี้ตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มล้างจนล้างจานเสร็จก็ยังคิดไม่ออก งานบ้านที่ต้องทำก็มีอีกเยอะ ถ้าฉันเลิกคิดแล้วไปทำงาน ฉันต้องลืมและไม่ได้คำตอบแน่ๆ ฉันจึงไม่รีรอที่จะวิ่งขึ้นห้องนอนตัวเองเพื่อบันทึกลงกระดาษ

ฉันจำได้ว่าฉันเคยซื้อสมุดสีชมพูลายการ์ตูนมาเล่มหนึ่ง ยังไม่เคยใช้เขียนอะไรเลย และคงเป็นการดีถ้าฉันจะประเดิมสมุดเล่มนี้ด้วยเรื่องราวของความฝัน

จำได้ว่าเก็บสมุดเล่มนั้นไว้ในลิ้นชักของโต๊ะเขียนหนังสือสีเหลืองตัวใหญ่ข้างตู้เสื้อผ้า แต่เมื่อฉันไปค้น ฉันกลับไม่เจอมัน


หายไปไหนนะ?


บางครั้งฉันก็เกลียดนิสัยขี้ลืมของตัวเอง สองสามวันก่อนก็วุ่นจากการหายางรัดผมตอนเช้าจนไปเรียนพิเศษสายทั้งที่ฉันเป็นคนถอดและวางไว้ข้างที่นอน

ฉันค้นหาทุกซอกทุกมุมของลิ้นชักแต่ก็เจอเพียงปากกาหมึกแห้ง(แห้งจนเขียนไม่ออก)หลายแท่ง ดินสอไม้และดินสอกดเก่าๆ กระเป๋าสตางค์เยินๆที่เคยใช้เมื่อ2-3ปีที่แล้ว และเศษกระดาษที่ฉันใช้และยัดเก็บไว้มากมาย(พระเจ้า! นี่ลิ้นชักหรือถังขยะ) แต่ก็ไร้วี่แววของสมุดสีชมพู



เอามือตบแก้มตัวเองดังแป๊ะเพื่อเรียกสติให้กลับมา



อา ฉันเก็บมันไว้ที่ไหนนะ

อยู่ไหนนะ อยู่ไหนนะ วางไว้ที่ไหนนะ วางไว้ที่ไหนนะ

ข้างที่นอน ให้หมอน ใต้ผ้าห่ม ใต้ฟูก ตู้หนังสือ ตู้เสื้อผ้า ตามกองหนังสือที่วางระเกะระกะอยู่ที่พื้นห้อง


...ก็ยังไร้วี่แววของมัน

ฉันนั่งลงไปกองกับพื้นข้างหนังสือเรียนกองใหญ่ที่ฉันเพิ่งคุ้ยเสร็จด้วยความเมื่อล้าก่อนเหลือบมองมันอย่างเบื่อหน่าย

..

หนังสือเรียน...!?


ความรู้สึกบางอย่างแว้บเข้ามาในหัวโดยไม่ได้ตั้งใจ

ฉันนึกออกแล้วว่าทำไมฉันถึงลืมความฝันของตัวเอง!


...เพราะฉันอยู่กับความจริงมากไปยังไงล่ะ!! 

คิดได้ดังนี้ ความทรงจำบางอย่างในลิ้นชักก็เริ่มไหลออกมาให้ฉันเห็น

หลังจากจบชั้นมัธยมต้น ก็เข้าศึกษาต่อที่มัธยมปลายที่โรงเรียนอื่น หรือพูดง่ายๆก็คือย้ายโรงเรียนนั่นล่ะ

สถานที่แปลกตา...

เพื่อนใหม่ที่ไม่คุ้นเคย...


จำได้ว่าตอนนั้นฉันหลงระเริงกับความฝันจนเรียกได้ว่า ‘ไร้เพื่อน’ เลยล่ะ

ทั้งติดเพื่อนเก่าที่มีความชอบเหมือนกัน ทั้งสังคมใหม่ที่ยังปรับตัวไม่ได้ ทั้งความสนุกที่ยังตราตรึงจากตอนม.ต้น ทำให้ฉันไม่อยากจะหาเพื่อนใหม่


แต่มันก็ทำไม่ได้


ฉันรู้สึกเหงาจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก


สังคมใหม่ สถานที่ใหม่ เพื่อนใหม่ ครูใหม่ ทุกอย่างใหม่จนฉันคิดว่าถ้าฉันไม่ทำอะไรสักอย่าง ฉันคงได้เฉาตายเพราะขาดเพื่อนสักวันเป็นแน่ บวกกับช่วงม.ปลายซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต การตั้งใจเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ตอนนั้นฉันบอกกับตัวเองว่าจะหยุดเพ้อฝันและเผชิญกับความเป็นจริงให้มากขึ้น

ช่วงแรกมันทรมานแทบบ้ากับการนั่งหลังคดหลังแข็งอ่านหนังสือทบทวนหลังเรียน ด้วยความที่โรงเรียนใหม่ของฉันเป็นโรงเรียนสองภาษา ทว่าฉันนั้นไม่เก่งภาษาอังกฤษเอาซะเลย ฉันจึงต้องพยายามมากเป็นพิเศษ

นอกจากทบทวนบทเรียนด้วยตัวเองแล้ว การเรียนพิเศษเพิ่มเติมเองก็สำคัญไม่แพ้กัน

ฉันทุ่มเทเวลาเกือบทั้งหมดให้กับการเรียน มีวอกแวกเปิดคอมเล่นเกมเล่นเน็ตบ้าง แต่มันก็ไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนของฉัน


กว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง เวลาก็ผ่านไปแล้วกว่าปีครึ่ง


ฉันได้สิ่งที่ต้องการมา ทั้งเพื่อน ความรู้ที่ต้องใช้ในการสอบ เกรดดีๆที่จะใช้ยื่นเข้ามหาวิทยาลัย สังคมที่ฉันต้องการ ฉันได้มันมาทั้งหมด


...แต่ทุกอย่างมีได้และมีเสีย


เพื่อนใหม่ของฉัน ไม่มีใครชอบเหมือนที่ฉันชอบเลย


สิ่งที่ฉันคิดตอนนั้นคือ ถ้าฉันไม่อยากเสียเพื่อน ฉันต้องปรับระบบชีวิตของตัวเองใหม่ทั้งหมด

ฉันหยุดดูอนิเมที่รัก อ่านหนังสือการ์ตูนให้น้อยลง ลดการวาดรูป ละการเขียนนิยาย ฉัน... หยุดทุกสิ่งที่ฉันรักเพื่อใช้เวลากับเพื่อนให้เต็มที่




...แต่ดูท่าฉันจะหยุดมานานเกินไป



ทำให้ชีวิตของฉันตอนนี้ไม่มีความสุขเท่าที่ควร


ทั้งที่ฉันไม่ได้หยุดความเป็นตัวเอง แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายไป


ทั้งที่ฉันหัวเราะอยู่กับเพื่อน แต่ฉันกลับรู้สึกว่าหัวเราะได้ไม่เต็มที่


ทั้งที่ฉันก็ยังคุยยังบ้าๆบอๆกับเพื่อนเก่า แต่ฉันก็รู้สึกว่ายังไม่พอ


...นั่นคงเป็นเพราะฉันอยู่กับความจริงมากไปสินะ



บอกตามตรง ฉันไม่คิดจะโทษคนอื่น ไม่โทษเพื่อนที่ทำให้ฉันต้องแบ่งเวลาให้จนไม่ได้สานความฝันต่อ ไม่โทษสังคมที่ย้ายมาจนทำให้ต้องปรับตัวจนลืมฝัน ไม่โทษการศึกษาเพระมันคือสิ่งที่ฉันต้องทำ ไม่โทษพ่อกับแม่ที่ให้ฉันเรียนหนักๆจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง


...ก็มันเพื่ออนาคตของฉันนี่นา



ทั้งหมดนี่ ฉันไม่คิดจะโทษอะไรเลย เพราะฉันเป็นคนตัดสินใจที่จะทำมันเองทั้งหมด


แต่สิ่งที่ฉันจะโทษมีอยู่อย่างเดียว

...คือตัวฉันเองที่แบ่งเวลาไม่เป็น 

ตอนแรกฉันหลงระเริงกับความฝันจนลืมว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนความจริง

ต่อมา ฉันเผชิญกับความจริงจนลืมความฝันของตัวเอง

ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วล่ะ

ฉันรู้แล้วว่าฉันควรจะทำยังกับความฝันและทำยังไงกับความจริงที่ยืนอยู่


อย่างน้อยที่สุด...



...ฉันก็รู้ว่าควรแบ่งเวลาให้ดีเพื่อความจริงที่เราต้องเจอและเพื่อที่จะไม่ปล่อยมือจากสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ความฝัน’




ตอนนี้...เริ่มต้นใหม่ก็คงไม่สายเนอะ



SHARE
Written in this book
เรื่องของเขา
เรื่องของเขา เรื่องของเรา เรื่องของใคร
Writer
LittleMatchGirl
นักอยากเขียน
• Little chubby girl and her little big dreams

Comments

Dancerintherain
3 years ago
*HUG*
Reply
loongchat
3 years ago
 ดีจัง เริ่มต้นใหม่  ไม่ลืมฝัน
Reply
Artixano
3 years ago
เหมือนได้อ่านเรื่องของตัวเองเลยค่ะ
หลังจากทุกอย่างเข้าที่ เริ่มทำตามฝันตอนนี้ก็ยังไม่สาย
เราเชื่ออย่างนั้นนะ 😊😊
Reply