เรื่องราวของคลาสโปรด ในการมาแลกเปลี่ยน
ฮัลโหล ฮัลเหลเย่โย่ !!!!!
กลับมาอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน วันนี้กลับมาพร้อมกลับเรื่องเราใหม่อีกหนึ่งเรื่อง แต่ไม่ได้เกี่ยวกับ IG ละเด้อ แต่ๆๆ เรื่องนี้ก็ยังไม่หลุดธีมการสื่อสารนะเออ เรื่องมันเกี่ยวกับประสบการณ์ของเราเอง ในการมาแลกเปลี่ยน5555 

เกริ่นกันก่อน สำหรับใครที่ไม่รู้จักข้าเปนการส่วนตัว เรื่องสั้นๆก็คือ ข้าพเจ้ามาแลกเปลี่ยนที่ Uni of Leeds, UK เป็นเวลาหนึ่งภาคเรียนในคณะ Media and Communication ซึ่งก็ใกล้เวลากลับเต็มที คิดถึงปลาร้าสุดตัว 

มา! เรื่องก็คือ การมาแลกเปลี่ยนที่นี่จะลงเรียนได้ 3 คลาส สิริรวมเป็นจำนวน 60 หน่วยกิต ซึ่งเอาตรงๆ ก็พยายามเลือกเรียนอะไรที่ดูไม่ยากและอยู่ในความสนใจของตัวเอง บังเอิ้ญญญญญ ไปเจอคลาสนึงเข้าชื่อ Ethnography of Speaking ที่ไม่มีสอบปลายภาค แต่มีความให้ Deliver Speech 5 นาที แทน ซึ่งก็แบบ เอาวะ!! ชอบพูดอยู่ละ แล้วก็จะได้เอาเวลาไปเที่ยวด้วย จึงได้ตัดสินใจลงเรียนไปอย่างมิลังเลใจ 

คลาสแรกมาก็เจอเลย Professor มีความขลัง อารมณ์ แฮกริดเบาๆ นางก็นั่งโต๊ะกลม บรรยาย ไม่มีสื่อใดๆทั้งสิ้น นั่งแล้วพูด ทุกคนก็ฟัง คลาสนั้นพูดถึงเรื่อง miscommunication ในชีวิตประจำวัน โดยอาจารย์ ยกเคส "Let hm have it" มาให้คลาสเถียงกัน เรื่องสั้นๆก็คือ นายA มีความไปปล้นอะไรสักอย่าง แล้วตำรวจไปจับได้ นางก็เลยจ่อปืนใส่ตำรวจ ก่อนที่นางจะยิง นายB ก็พูดกับนายA ว่า 
LET HIM HAVE ITหลังจากนั้นนางก็ยิงตำรวจตาย ประเด็นมันมีอยู่ว่า นายA อ่ะผิดแน่ๆ เพราะเป็นคนยิง แต่นายB อ่ะ ผิดหรือเปล่า เพราะประโยคนั้น it สามารถหมายถึง ปืน ก็คือ ส่งปืนคืนให้ตำรวจซะ หรือออออ หมายถึงกระสุนก็ได้ ก็คือ ฆ่าแม่งงงงง ซึ่งเคสจริงก็คือ นายB โดนประหารด้วยจ้า เหมือนแบบร่วมกันฆ่าไรงี้..... แต่ที่พีคกว่าคือ คลาสลุกเป็นไฟจ้า ทุกคนถกเถียงจริงจัง ราวกับเป็นคณะลูกขุนในศาล ใช้เวลาทั้งสิ้น สามชั่วโมง O.o น้องงงมาก งงไปหมด คือเอาจริงๆเรื่องราวมันดีมาก เพราะมันกำกวมจริงๆ ตีความได้หมด แต่แบบ คุณพระ สามชั่วโมงนานไป น้องไม่ชิน 55555  

หลังจากนั้นคลาสก็ดำเนินในรูปแบบนั้น สลับกับการ workshop ต่อมาเรื่อยๆ จนคลาสสุดท้ายมาถึง......  ตื่นเต้นมาก เพราะต้องพูดต่อหน้าเจ้าของภาษากว่าห้าสิบคนในคลาสเป็นเวลาห้านาที และหัวข้อที่ข้าพเจ้าได้รับคือ....... "Moving and Standing"....... ห้ะ? ใช่ นี่ห้ะแรงมาก คือไรวะ การเคลื่อนที่ กับการยืนเฉยๆ 5 นาที คือออออ คือออ คืออ ต้องการอารายจากกรูวววววววววว 

หลังจากรวบรวมมันสมองที่มีทั้งหมด ปลาทุกตัว นมทุกหยด ข้าวทุกเม็ดที่แม่ป้อนเข้าปาก กลั่นโอเมก้าสาม ออกมาเป็นความคิด ก็เริ่มได้โครงเรื่องคร่าวๆว่า ไหนๆก็เป็นคนไทยคนเดียวในห้อง เลยอยากจะพูดอะไรเกี่ยวกับความเป็นไทย แต่ แต่ แต่ มีอะไรที่เค้ายังไม่รู้เกี่ยวกับบ้านเราบ้างวะะะะ คิดไปคิดมาเลยไปตกอยู่ที่เรื่อง 'การเมือง' ใช่! การเมือง อยากรู้ล่ะสิ่ว่าจะแถยังไง เอ้ย เล่ายังไง 
อะไปค่ะคุณ

หากจะมองประเทศผ่านคำสองคำ คือ Moving and Standing  ทิศทางเดียวที่เราอยากจะเห็นประเทศเราเคลื่อนที่ไปสู่ ก็คงจะเป็นการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า (Moving Forward) แต่นั่นคงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเสมอไป บางครั้งเราก็ต้องขยับซ้ายนิด เคลื่อนขวาหน่อย หรือบางครั้ง เราแค่อาจจะต้องหยุดอยู่นิ่งๆ ก็เป็นได้............................................... 


ประเทศไทยในทางการเมืองก็ดูเหมือนจะมีช่วงเวลาที่เราเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอยู่บ้าง   เช่นในครั้งที่เรามีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกจากการเลือกตั้ง ประเทศดูเหมือนจะถูกขับเคลื่อนจากพลังเสียงของคนส่วนมาก แต่อย่างไรก็ตาม หญิงแกร่งของเราก็ยังมีรอยด่าง  เมื่อเธอถูกกล่าวหาว่าเป็นหุ่นเชิดให้พี่ชายของเธอเอง และการบริหารงาน ออกกฏหมายต่างๆ ที่ดูเหมือนจะมีวาระซ่อนเร้น ทำให้ประชาชนลุกฮือ ออกมามากมาย บนท้องถนน ในตอนนั้น ผมยังคิดว่าการประท้วงต่างๆมันจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะขับเคลื่อนประเทศของเราไปข้างหน้า เพราะเราจะมีประชาธิปไตยและเสรีภาพที่แข่งแรง โปร่งใสขึ้น          


แต่วันแล้ววันเล่า ความตึงเครียดก็ไม่มีท่าทีจะลดลง ประเทศไทยค่อยๆ ถอยหลังจากความเสียหายของการประท้วง ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว และความคล่องตัวทางเศรษฐกิจที่ถูกทำลาย ในตอนนั้นประเทศไทย กำลังถอยหลัง ถอยหลัง และถอยหลังเพียงอย่างเดียว...........................


จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่ผมเปิดทีวีขึ้นมาแล้วเจอแต่ภาพทหารและเพลงคืนความสุข ประชาธิปไตยและเสรีภาพของเราถูกฉีกชั่วข้ามคืน แต่อย่างน้อยๆ การเดินถอยหลังของไทยเริ่มชะลอลง แล้วมาหยุดยืนนิ่งๆ ผมไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าผมเห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่ผมก็รู้สึกดีใจไม่น้อยที่สุดท้ายความไม่สงบในบ้านเมืองสิ้นสุดลง        ประเทศไทยได้หยุดยืนอยู่นิ่งๆ มาเป็นเวลากว่าสองปีแล้ว เราสูญเสียหลายสิ่งจากการยืนเฉยๆไม่เคลื่อนที่ แต่เราเพียงแค่ต้องการทำให้มั่นใจได้ว่า ก้าวต่อไปที่เรามี จะเป็นการก้าวไปข้างหน้า และนั่นจะเป็นทิศทางเดียวที่เราจะก้าวไป                                    


เพื่อนๆครับ, ตอนนี้ประเทศไทยก็ยังคงยืนอยู่นิ่งๆ การเลือกตั้งครั้งหน้าก็ยังคงไม่มีกำหนด พวกเราไม่โชคดีเหมือนพวกคุณ ที่จะได้ใช้เสียงเลือกรัฐบาลชุดใหม่มาขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ผมอิจฉาพวกคุณมาก ที่มีโอกาสนั้น และผมหวังว่าคุณจะใช้โอกาสนั้นอย่างไม่เสียเปล่า ... 

โอ้โห สิ้นเสียงคำสุดท้ายก็มีความโล่ง เพื่อนๆก็ทำหน้ายิ้มๆ อาจารย์ก็ดูจะชอบ(มั้ง) หลังจากจบคลาส อาจารย์ก็ทำการเลี้ยงเบียร์พวกเราคนละแก้วจ้าา น่ารักมาก สามวันถัดมาคะแนนก็ออก ข้าพเจ้าได้ A- คือดีใจมากกกกกก เพราะมันเป็นอะไรที่เติมเต็มมาก ท้าทายไปอีก  

จริงๆเรื่องข้างบนมีความย้อนแย้งสูงมากและไม่ได้สะท้อนอุดมการทางการเมืองของเราทั้งหมด แต่ภายใน 5 นาที กับผู้ฟังที่ไม่มี  background นี่คือสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดแหละ จริงๆหลายคนเถียงได้ว่าแบบ เอ้อ ทหารมาก้ถอยหลังไง ถอยไปเปนคอมมิวนิสต์เลย แต่ก็แบบนั่นแหละ argument นี้ทำ analogy structure ของเรื่องพังเลยไม่สามารถใส่เข้าไปได้ ... 

อันที่จริงของเพื่อนอีกคนที่ได้หัวข้อนี้ก็ดีมากนะครับ ชีพูดถึงเรื่องสึนามิ ที่ชีอยู่ในเหตุการณ์ที่ 
ศรีลังกา มันทำชีกลัวทะเลไปหลายปี จนกระทั่งชีตัดสินใจกลับไปที่เดิมแล้วเผชิญกับความกลัวของตัวเอง ชีสรุปว่า Sometimes we need to go back, in order to move forward ซึ่งฟินนาเล่มากกกกกก 

นั่นแหละครับคุณผู้โช้มมมมมมมมม  เรื่องราวมันก็ประมาณนี้ จริงๆมีเรื่องเล่าอื่นๆอีกยเอะมากระหว่างหนึ่งภาคเรียนนี้ เดี๋ยวจะทะยอยมาเขียนเด้อออออออ ชอบไม่ชอบยังไง เม้นได้ติได้เจ้าา

จอบอ,
ตก 
13/05/17 
SHARE
Writer
TGTG
Passion Seeker
An ordinary student with strong passion

Comments

Smylee
2 years ago
Great job indeed 
Reply
madcat
5 months ago
สนุกมาก ๆ ค่ะ เห็นแล้วอยากเรียนเลย เสียดายเข้ามาอ่านช้าไปหน่อย , _ ,
Reply