หลังความตาย
    ผมกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดที่เชียงรายหลังจากที่ไม่ได้มาที่นี่เป็นเวลานาน ที่บ้านเคยขายอุปกรณ์ทำครัวต่างๆ เช่น มีด กระทะ หม้อ เตาแก๊ส แต่ปิดกิจการลงหลังจากพ่อเสีย

ตั้งแต่นั้นที่บ้านก็กลายเป็นความรู้สึกหนึ่งที่ต่างจากเมื่อก่อน มันผสมปนเปจนยากที่จะอธิบาย ผมตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่ต่างประเทศทันทีหลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย 

สภาพอากาศกำลังชื้นและท้องฟ้ากำลังเปลี่ยนจากสีน้ำเงินกลายเป็นเทาหม่นๆ ละอองน้ำในอากาศทำให้ไม่สบายผิว น้องสาวผมเตือนว่าฝนกำลังจะตกไม่ควรออกไปไหน แต่ถึงอย่างไรผมก็มุ่งหน้าไปที่ห้องเก็บของเพื่อหาจักรยานพับคันสีขาวที่เคยใช้มันเป็นประจำในสมัยมัธยม ผุพังไปบ้าง แต่ยังสามารถใช้งานได้

ร้านขายของชำที่เคยมีอยู่ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยร้านสะดวกซื้อที่เปิดขายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ดูเงียบเหงา มากกว่าครึกครื้น อีกไม่นานมันอาจจะต้องปิดตัวเพราะนี่เป็นเพียงแค่ตำบลเล็กๆแม้ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวก็ตาม

คนสวมเสื้อสีขาวลายขวางสีเขียวกำลังยืนจัดของอยู่ที่ชั้นวาง ผิวสีแทนที่ทำให้เขาดูเหมือนคนภาคอื่นมากกว่าเหนือ เขาเงยหน้าขึ้นมามองผมหลังจากเสียงฝีเท้าที่กำลังจะเข้าประชิด

“ได้ยินว่าไปอยู่เมืองนอก นึกว่าจะไม่กลับมาแล้ว” เสียงกล่าวทักทายดังขึ้น

“กลับมาโอนกรรมสิทธ์บ้านให้น้องสาว” ผมตอบ

“เสียใจด้วยนะ…” เขาเว้นววรค “เรื่องพ่ออะ”

“สามปีแล้ว ตั้งแต่จบมหาลัย กลับมารอบนั้นไม่เห็นนายที่งาน” ผมพูดพร้อมกับกำลังมองหาน้ำสักขวดจากชั้นวาง

“เห็นกำลังเสียใจอยู่เลยไม่ได้เข้าไปทัก กลัวจะกวนใจ”

“ไม่หรอก”ผมส่ายหน้า “ตอนนั้นในงานก็แทบจะไม่มีใครมา”

“งั้นหรอ” คนจัดของตอบ

“เดี๋ยวต้องรีบไปแล้วกลัวฝนจะตก” ผมหยิบน้ำขึ้นมาหนึ่งขวดแล้วโบกมือลา



2

เนินเขาเล็กๆที่ห่างจากร้านสะดวกซื้อนั้นเพียงแค่ห้านาที เสียงลมที่พัดผ่านใบไม้และต้องตัวทำให้จิตใจสงบลง ทั้งที่ภายใต้ท้องฟ้า ก้อนเมฆสีดำกำลังส่งเสียงดังครืนคราง อากาศเริ่มชื้นมากและสายฝนกำลังจะร่วงหล่นลงมาในไม่ช้า

“วิวยังสวยเหมือนเดิม ว่าไหม” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากด้านหลัง ผมเหลียวกลับไปมองแล้วพบว่าพนักงานร้านสะดวกซื้อที่เจอเมื่อสักครู่กำลังยืนอยู่

“น่าเสียดายที่ฝนกำลังจะตก” ผมเปิดขวดน้ำที่ซื้อมาจากร้าน

คนมาทีหลังเดินมายืนข้างๆ 

"แล้วทำไมนายถึงไม่อยู่บ้าน"เขาถาม

"ไม่ได้มาที่นี่นาน คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ" 

"ฉันอยู่แถวนี้ทุกวัน เดินเพียงแค่สิบนาทีถึง" เขาละสายตาจากผม "จากร้านสะดวกซื้อน่ะ"

"ไหนเคยบอกอยากเป็นไกด์ จะได้พาคนมาเที่ยวที่เนินเขานี่เยอะๆ" ผมถามถึงความฝันในวัยเด็กที่เราเคยแบ่งปันให้กันฟัง

"ทำงานร้านขายของก็ได้มาที่นี่บ่อยๆเหมือนกัน ไม่ต่างอะไร" มือคนข้างๆยื่นมาหยิบขวดน้ำจากมือผม

เรามองออกไปยังป่าที่ทอดยาวไปสุดขอบฟ้าที่มีแม่น้ำสายหนึ่งตัดผ่านตรงกลาง เสียงดนตรีเริ่มเล็ดลอดออกมาจากหูฟังที่มันถูกพาดไว้บนบ่า

“เวลาทำงานเปิดเพลงเสียงดังได้ด้วยหรอ” ผมแซวออกแนวตลก

“ได้ แค่ได้ยินเวลาลูกค้าเรียกก็พอ”เขาพูดพร้อมกับเอามือถูคิ้วไปมา

“ถ้าให้เดามันคือเพลง The way ของ Montonn Hanna”

“เก่งนิ” เจ้าของเพลงเร่งเสียงขึ้นจนมันดังมากพอทีจะทำให้คนสองคนได้ยิน

“เห็นฟังอยู่เพลงเดียว ตั้งแต่ไหน แต่ไร” ผมยักคิ้ว

"ก็ฟังตามนาย เดี๋ยวนี้ยังชอบมันอยู่ไหม" เขาถาม

"ฟังได้ แต่เหมือนไม่รู้สึกดีเหมือนเมื่อก่อน"

“มีเรื่องเกิดขึ้นที่นี่เยอะมาก ตอนที่นายไม่อยู่” คนข้างๆเหลือบมามอง “น้องสาวนายได้เล่าให้ฟังบ้างไหม”

“ใช่เรื่องคนตาย อะไรทำนองนั้นไหม” ผมถาม

“เห็นนายปกติดี ไม่คิดว่ารู้ น้องคงเล่าให้ฟังแล้วใช่ไหม” เขาทำสีหน้าแปลกใจพร้อมถอนหายใจออกมา

“อ่านจากข่าว รู้แค่ว่านักท่องเที่ยวโดนข่มขู่เลยจับนับท่องเที่ยวคนอื่นเป็นตัวประกัน แต่ก็คงพลาดอะไรสักอย่าง เลยทำให้ตัวประกันตาย คงเป็นเรื่องอุบัติเหตุล่ะมั้ง”

“ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงดี” คนรู้เรื่องส่งเสียงประหลาดในลำคอ

“นายอยากฟังความจริงไหม”

“ความจริงจะเป็นยังไงอยู่ที่ใครเป็นคนเล่าใช่ไหม”

“คงงั้น” เขายิ้มก่อนจะเริ่มต้น“ความจริงคือ มีคนในหมู่บ้านเมากัญชา ไม่รู้เหมือนกันว่าได้มาจากที่ไหน เพราะพวกเรารู้ดีว่าจะไม่ขายมันให้คนในหมู่บ้านหรือคนทั่วไปซึ่งหมายถึงนักท่องเที่ยวเพราะเราปลูกเอาไว้ใช้ผลิตยาเท่านั้น อยู่ๆมันก็ได้กัญชาไปแล้วนึกคลั่งใช้มีดที่หยิบมาตั้งแต่ต้น เชือดคอคนที่เดินผ่านไปมาทีละคนโดยไม่พูดอะไร คนที่อยู่แถวนั้นวิ่งหนีตายกันอลหม่าน และหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายก็คือฉันเอง”

“นึกไว้แล้ว ฉันสังเกตเห็นแผลนาย แต่ไม่กล้าถาม” คนฟังพูดด้วยน้ำเสียงกังวลใจ “แล้วรอดมาได้ยังไง”

คนโชคร้ายถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนจะเล่าต่อ “ตำรวจที่อยู่ในพื้นที่ยิงสกัด ก่อนที่มันจะลงมือสำเร็จ”

“เขาถูกยิงที่ไหน” ผมถาม

“ที่หัว ด้านซ้ายหนึ่งนัด” ท้องฟ้าเริ่มมืดขึ้นเรื่อยๆ คนข้างๆหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด และยื่นมันมาให้ผม

“เหมือนพ่อฉันเลยแต่เขาฆ่าตัวตาย” ผมรู้สึกเศร้าลงเล็กน้อยแม้ว่าเวลาจะผ่านมาถึงสามปีแล้วก็ตาม “ญาติคงเสียใจน่าดู”

ใบหน้าของคนสูบบุหรี่เปลี่ยนเป็นสีแดงจากประกายไฟที่ปลายมวน

“หลังจากข่าวแพร่กระจายออกไป ไม่นานนักท่องเที่ยวก็เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ อีกไม่นานอาจไม่มีใครมาเที่ยวที่นี่อีก” เขาจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบบ้าง “ตอนที่ฉันโดนเขาลากตัวไปและโดนมีดจ่อที่คอมันรู้สึกเหมือนว่าชีวิตที่เหลือต่อจากนี้มันกำลังจะหายไป ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่ว

“แต่นายก็ผ่านมันมาได้” ผมยื่นมือไปตบบ่าคนข้างๆเบาๆ “แล้วคนในหมู่บ้านคนนั้นเป็นใคร ฉันรู้จักไหม”


“ฉันชอบท่อนต่อไป” เขาพูดแทรกขึ้นมา

เรายืนเงียบกันอยู่สักพักเพื่อฟังท่อนที่เขาบอกว่าชอบจนกระทั่งเพลงจบลง

มันกำลังจะเริ่มเล่นใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

“อยากไปนั่งฟังเพลงที่ร้านเดิมไหม” เขาหยุดเล่าเรื่องนั้น แม้ว่าผมจะยังคงอยากฟังต่ออยู่ก็ตาม

“เฮียเปรียวยังอยู่ที่ร้านไหมล่ะ” ผมเดินนำหน้าไปที่จักรยาน

“ไม่รู้เหมือนกันไม่ได้ไปนานแล้ว”

“เมื่อก่อนเราไปด้วยกันออกจะบ่อย ทำไมอยู่ๆถึงเลิก”

“สถานที่บางที่ มันไม่มีความหมายเมื่อไม่มีนายอยู่ด้วย” เขาเดินตามมา


"ไปเร็วเดี๋ยวฝนตก" ผมตะโกน

เขาเดินมานั่งที่ท้ายจักรยาน แม้ทั้งสองจะน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากแต่จักรยานก็ยังคงรองรับน้ำหนักเอาไว้ได้

3
เรานั่งกันอยู่ที่โต๊ะด้านในสุดของร้าน ที่ประจำที่เคยอยู่เพราะต้องคอยหลบ กลัวว่าที่บ้านจะผ่านมาเห็นเข้า



‘It’s the way you say my name, make it sound like music. Oh I can’t resist your call.’



“ดีที่เฮียแกยังอยู่ เลยได้ฟังเพลงอยากฟังอยู่บ้าง” คนชวนยิ้มออกมา

“และเป็นเพลงโปรดซะด้วย” ผมหัวเราะเบาๆ

เขาพยักหน้าพร้อมชี้นิ้วมาที่ผมและยังถามต่ออีกว่าผมอยากดื่มอะไร

“ถ้าบอกว่า เอาเหมือนเดิม” ผมยิ้ม “ยังจำได้ไหม”

“เดี๋ยวมา” คนถามหายไปชั่วครู่ก่อนจะกลับมาพร้อมคอกเทลที่เราเคยดื่มด้วยกันประจำตอนสมัยอายุสิบห้า

“ตอนนี้นายอยู่ที่ประเทศไหน” เขาพูดหลังจากวางแก้วลง

“สามปีที่แล้วอยู่ที่ญี่ปุ่น ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่ไต้หวันแล้ว”

“คิดถึงที่นั่นบ้างหรือป่าว” เขาเลิกคิ้วขึ้น “หมายถึงที่ญี่ปุ่น” เขาพูดต่อ

มันเป็นความรู้สึกหลายอย่างที่ผสมปนเปกันไปหมด สำหรับผมมันยากที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจได้ “มีบ้างเป็นบางครั้ง พอไม่ได้อยู่ที่ไหนนานๆ เราก็จะลืมไปหมดว่าเคยทำอะไรที่นั่น มีความทรงจำอะไร หรือแม้แต่กระทั่งภาษาที่ค่อยๆเลือนหายไป” ผมหยิบเครื่องดื่มสีฟ้าขึ้นมาจิบ

“อีกไม่นานคงลืมภาษาที่นี่”

ผมหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะตอบไปว่า “ไม่มีทาง”

“แล้วเคยมีคนรักที่นั่นบ้างไหม” เขาถามหลังจากที่เราทั้งคู่หยุดหัวเราะ

“ไม่เคย” ผมตอบกลับสั้นๆ “แล้วนายเคยมีบ้างหรือเปล่า ถ้าไม่เคยไปไหนไกล เอาเป็นที่นี่ก็ได้” เขาชะงักกลับคำถามก่อนที่จะหยิบแก้วเครื่องดื่มขึ้นมาดื่มจนหมดแก้ว

“ตอนอายุสิบห้าเราไปที่เนินเขานั่น…”

“นายเปลี่ยนเรื่อง”ผมท้วงเพราะเขากำลังไม่ยอมตอบคำถาม

“ตอนอายุสิบห้า เราไปที่เนินเขานั่นเพราะที่บ้านฉันทะเลาะกัน ฉันไปรอที่นั่นก่อน ส่วนนายปั่นจักรยานตามมา เราสองคนยืนอยู่โดยที่ไม่มีใครพูดอะไร นายยื่นบุหรี่ให้ฉัน แต่ฉันปฏิเสธเพราะไม่เคยลอง นายจุดมันและทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ฉันรับมันจากมือนายและลองทำตามบ้าง”

“เราเคยทำเรื่องแบบนั้นด้วยหรอ” ผมหัวเราะ

“อยู่ๆ ฝนก็ตกลงมา” เขาเล่าต่อ “ไม่นานบุหรี่ที่ฉันพึ่งลองสูบก็ดับลง นายหยิบเสื้อกันฝนมาจากบ้าน ส่วนฉันไม่ นายสวมเสื้อกันฝนและบอกให้ฉันรีบขึ้นรถ ปกตินายไม่ชอบให้ใครซ้อนท้าย แต่วันนั้นนายอนุญาต บ้านของฉันอยู่ห่างจากเนินเขานั้นสองกิโลเมตรซึ่งต่างจากบ้านนายที่อยู่ใกล้เพียงแค่อึดใจเดียว นายทิ้งฉันไว้และรีบกลับบ้านได้ แต่นายไม่ 'รถกำลังจะลงเนินเขา ให้ระวังตก' นายพูด ฉันพยายามไม่แตะต้องตัวนาย และจับราวเบาะไว้ให้แน่นที่สุด 'จับฉันไว้ให้แน่นๆนะ' นายพูดพร้อมถอดเสื้อกันฝนส่งมาให้ ฉันถามว่าแล้วนายจะใส่อะไร นายยิ้มแล้วบอกว่าไม่เป็นไรไว้ค่อยใส่ขากลับก็ได้ อากาศมันหนาวเย็นเพราะฝนและลมพายุ ฉันจับเสื้อยืดของนายไว้แน่น สัมผัสได้ถึงลมหายใจที่หอบเหนื่อย 'ใกล้จะถึงบ้านแล้ว' นายพูด ฤดูร้อนกำลังจะผ่านพ้นไปและฤดูฝนจะนำความสงบมาอีกครั้ง เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ฉันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย”

“ฉันไม่เข้าใจที่นายพูด” ผมหยิบเครื่องดื่มขึ้นมาบ้าง

“หลายปีต่อมา นายย้ายเข้าไปเรียนมหาลัยที่กรุงเทพและไม่กลับมาอีกเลยตลอดสี่ปี เรายังคงติดต่อกันผ่านทางข้อความมือถือบ้างเป็นบางครั้ง ฉันถามว่าเมื่อไรจะกลับมาที่นี่บ้าง นายตอบกลับมาหาฉันว่า เราจะได้พบกันอีกก็ต่อเมื่อฉันไม่มีเรื่องอะไรจะเล่าอีกแล้ว ฉันไม่เข้าใจในสิ่งที่นายพูดเหมือนกัน แต่นั่นก็ทำให้ฉันรอว่าเมื่อไรนายจะหมดเรื่องที่จะเล่าให้ฉันฟังเสียที”

“ถึงตอนนี้ฉันก็หมดเรื่องจะเล่าให้ฟังแล้วจริงๆ”

“แต่ฉันมีเรื่องเล่าอีกมากมายที่นายควรได้ฟัง ตอนที่นายไม่ได้อยู่ที่นี่ โดยเฉพาะเรื่องทีฉันเกือบโดนฆ่าและเรื่องที่พ่อนายตายเพราะโดนปืนยิงที่ข้างซ้ายของขมับ” เขาหยุดพูดแล้วมองหน้าผมค้างไว้นิ่งๆ

“อีกสองวันก็จะถึงวันทำบุญให้พ่อ อยากให้นายมานะ” ผมพูด

เขานิ่งเงียบและยังคงจ้องหน้าผมค้างไว้ 

ผมยังคงรอคำตอบจากเขา

"เดี๋ยวก่อน" เขาพูดแทรกขึ้น “มันกำลังจะถึงท่อนที่ฉันชอบ”



‘It’s the way you keep me safe, oh we know I’m crazy. oh I almost lost it all , all my love all my love…’


4
ฝนกำลังตก น้องสาวผมนั่งรออยู่ที่หน้าบ้านพร้อมกางร่มให้ เราเดินเข้าบ้านพร้อมกับเสียงบ่นของเธอเรื่องที่ผมไม่ยอมเชื่อเธอเรื่องฝนตก

“วันนี้พี่เจอเพื่อนเก่า” ผมพูด

“คนไหนหรอ” เธอถาม

“คนที่ผิวคล้ำหน่อยๆ ที่พี่ชอบหนีไปกินเหล้ากับมัน”

“หรอ…เหรอคะ” คนกางร่มตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

“เหมือนเขาจะมาสารภาพความในใจอะไรทำนองนั้น”

“อืม เขาน่าจะคิดถึงพี่นะ ช่วงพี่ไปเรียนกรุงเทพเขาแวะมาถามข่าวบ่อยๆ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวลอะไรบางอย่างไว้

“ไม่รู้ว่าเขาจะมางานทำบุญพ่อเราหรือป่าว เหมือนเขาจะดูไม่ว่างอะไรทำนองนั้น” ผมพูดพร้อมกับถอนหายใจเล็กน้อยเพราะนึกว่าเขาจะตอบตกลงอย่างไม่ลังเล

“เขาคงไม่มาหรอกพี่”เธอตอบ

“ทำไมล่ะ”

“เขาไม่ได้บอกพี่หรอ” เธอหุบร่มและเดินเข้าบ้านทั้งที่ยังเดินไม่ถึงชายคา

“ไม่ได้บอกอะไรนะ” ผมฉงน “เขาบอกว่าเขามางานศพพ่อด้วยแต่ทำไมพี่ถึงไม่เจอเขา ทั้งๆที่ตอนนั้นพี่จำได้ว่าคนมางานน้อยมาก”

“พี่เขาอยู่โรงบาลเห็นว่าขับจักรยานและโดนลวดเกี่ยวที่คออะไรทำนองนั้น อาจจะมาหลังจากพี่กลับไปแล้ว”



สิ้นเสียงของเธอผมยืนนิ่ง ปล่อยให้สายฝนชโลมผ่านร่างกายราวกับว่ามันทำให้ผมซึมซับเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา 

...และผมรู้ดีว่าเขาไม่เคยขับจักรยาน

'It goes on and on...
Way you hold my hand
way you understand way you love my song.
So many reasons why, you never say goodbye'








SHARE
Written in this book
รักจากความทรงจำ
คนมีความทรงจำเกี่ยวกับความรักจากอดีตอันหอมหวานและแสนขมขื่น เราเก็บมันไว้ภายในใจทุกเรื่องราว บางครั้งมันอาจทำให้รู้สึกเศร้าเป็นเวลานานก่อนจะกลับกลายเป็นความสุขที่แสนสั้น 
Writer
Surachaii
Surachaii
แม้ประโยคสุดท้ายจากผู้บอกเล่าจะถูกขีดเขียนเสร็จสิ้นแต่เรื่องราวของตัวละครจะยังคงดำเนินต่อไป หากเพียงเรื่องเล่าไม่ได้ถูกเปิดเผย

Comments

CharlotteLamD
2 years ago
สำนวนภาษาดีมากค่ะ ทำให้นึกถึงนวนิยายเก่าๆ เลยค่ะ
Reply
Surachaii
2 years ago
ขอบคุณมากๆ ดีใจที่ชื่นชอบนะครับ
minna
2 years ago
พล็อตสุดยอด แอบหลอนด้วยค่ะ บรรยายเห็นภาพมากๆ
Reply
Surachaii
2 years ago
ขอบคุณมาก ดีใจที่ชอบนะครับ :)
My_A
2 years ago
อ่านแล้วเย็นๆเหงาๆ เหมือนได้ย้อนกลับไปอ่านนิยายเก่าๆเล่มเล็กๆที่พ่อแม่ซื้อเก็บไว้
Reply
Surachaii
2 years ago
ขอบคุณมากครับ :) ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า คนเขียนสำนวนเหมือนคนแก่หรือยังไง 5555
My_A
2 years ago
ชมว่าสำนวนดีค่ะ5555 พอดีชอบสำนวนแบบนี้มากๆเป็นทุนเดิมอยู่แล้วค่ะ😊
Surachaii
2 years ago
ขอบคุณมากเลยครับ ไว้รออ่านเรื่องถัดไปนะฮะ