ใจคนเรายากเย็นเกินไป
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนัก ฉันรีบจ้ำอ้าวเดินก้มหน้างุด ๆ เข้าไปยังร้านกาแฟที่อยู่ตรงหัวมุมถนน ฉันสะบัดผมและปัดละอองฝนตามเสื้อผ้า ก่อนที่จะเปิดประตูร้านเข้าไป อากาศข้างในรู้สึกอุ่น ฉันสั่งเครื่องดื่มและเลือกนั่งโต๊ะริมกระจก ทุกครั้งที่เห็นหยาดฝนกระทบกระจกบานใหญ่ เสียงบางเบาจากเม็ดฝนจะทำให้ฉันรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก ที่จริงฉันชอบฤดูฝนนะ ปกติจะไม่ค่อยวิ่งหลบฝนอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนี้ นอกเสียจากว่าช่วงหลังนี้ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ฉันเลยเลือกที่จะไม่เสี่ยงกับมันอีก
.
.
ระหว่างรอเครื่องดื่ม ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พลางเลื่อนนิ้วมือไปมาอย่างอัตโนมัติ ฉันหยุดการเคลื่อนไหว และจ้องหน้าจออย่างไม่ละสายตา . . . นี่ฉันเปิดหน้าโปรไฟล์ของเขาอีกแล้วเหรอเนี่ย!! รอบที่เท่าไหร่แล้วของวันนี้!! ฉันโมโหกับพฤติกรรมอันแสนน่าเบื่อหน่ายของตัวเอง เราเลิกกันไปเกือบสามเดือนแล้ว ทำไมฉันถึงไม่หยุด ฉันไม่เข้าใจและไม่เคยพยายามหาเหตุผลให้กับตัวเองสักครั้ง ได้แต่หงุดหงิด พร้อมกับสมเพชเวทนาให้กับพฤติกรรมของตัวเอง
.
.
โชคดีที่พนักงานเข้ามาเสริ์ฟเครื่องดื่ม ฉันจึงวางโทรศัพท์ลง และเลือกหยิบเมนูตรงหน้าขึ้นมาดื่ม ฉันภาวนาว่าตลอดทั้งบ่ายนี้ฉันจะไม่ต้องเข้าไปดูเฟสบุ๊กของเขาให้ปวดใจอีก . . . ฉันจ้องมองเม็ดฝนที่เคลื่อนตัวตามแรงโน้มถ่วง ไหลเรื่อยลงมาเป็นแนวยาว พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำไมความเจ็บปวดมักจะมาพร้อมกับสายฝน ฉันอดคิดไม่ได้ว่าเขาจะเป็นห่วงหรือกังวลว่าฉันจะเป็นอะไรไหม เขาจะยังคิดถึงฉันเหมือนที่ฉันคิดถึงเขาหรือเปล่า แต่ความกังวลใจเหล่านี้ มักจะมาพร้อมกับคำถามเสมอว่า “ถ้าเขาสนใจเขาคงติดต่อมานานแล้ว” ฉันถอนหายใจอีกเฮือก พร้อมกับวางเครื่องดื่มลง ในห้วงยามแห่งความสับสน ก่อนที่ฉันจะฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ ฉันจึงหยิบหนังสือออกจากกระเป๋า “ใจคนเรายากเย็นเกินไป – The Examined Life : How we lose and fine ourselves” ที่ถูกเขียนขึ้นโดยจิตแพทย์ Stephen Grosz “จิตวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจ ความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของมนุษย์” ฉันไล้อ่านตามตัวอักษรบนปก พลางคิดในใจว่าคิดยังไงถึงซื้อเล่มนี้มา แต่เอาเถอะ ไหน ๆ ช่วงนี้ก็ชอบมีพฤติกรรมแปลกที่คาดไม่ถึงอยู่บ่อย ๆ แล้ว ลองอ่านดูสักครั้งก็คงจะดีกว่าการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูรูปของเขาอีกครั้งละกัน



“ประสบการณ์สอนผมว่า ชีวิตวัยเด็กของเราจะทิ้งเรื่องราวบางอย่างไว้ในตัวเราแบบนี้ เรื่องราวที่เราไม่รู้จะบอกเล่าออกมาอย่างไร เพราะไม่มีใครช่วยเราค้นหาถ้อยคำ เมื่อเราไม่มีวิธีเล่าเรื่องราวของเรา เรื่องราวของเราจะเป็นฝ่ายเล่าเกี่ยวกับตัวเราเอง มันจะเล่าผ่านทางความฝัน ผ่านอาการทางกายและใจ หรือไม่เราก็จะพบว่าตัวเรามีพฤติกรรมการแสดงออกในแบบที่เราเองก็ไม่เข้าใจ”
.
.
เป็นฉันหรือเปล่านะ ที่ไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองได้ และพฤติกรรมที่อธิบายไม่ได้ของฉันตลอดสามเดือนที่ผ่านมา คล้ายเหมือนกับว่ามันพยายามจะส่งสัญญาณบอกอะไรฉันอยู่ . . . ฉันนั่งทบทวนถึงช่วงเวลาที่เราเลิกกันมันเป็นช่วงหน้าร้อน ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องของเราจะต้องเกิดขึ้นและจบลงในหน้าร้อนทุกครั้ง เราเจอกันช่วงเดือนที่ร้อนสุดของปี จากลากันในหน้าร้อนของปีถัดมา และก็จากไปอีกครั้งในหน้าร้อนของปีถัดมาอีก ฉันเกลียดหน้าร้อน!! และถึงแม้จะชอบฤดูฝน แต่มันกลับเป็นช่วงเวลาที่ฉันเจ็บปวดทรมานใจมากที่สุด วันนี้ก็เช่นกัน . . . ฉันรู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งเขาต้องไป เขาไม่ได้รักฉันเหมือนที่ฉันรักเขา ถึงฉันจะไม่รู้สถานะของตัวเอง ว่าเขาจับฉันไปวางไว้อยู่ตรงส่วนไหนของคำว่า “ความสัมพันธ์” แต่ฉันก็ยอมคบกับเขาแบบนี้มาตลอดสามปี มันช่างเป็นสามปีแห่งความโง่เง่า เป็นเรื่องที่ขลาดเขลาที่สุดที่ฉันเคยทำมา ทุกครั้งที่เขาทำให้ฉันเจ็บปวด ฉันพยายามไม่รับรู้ ฉันพยายามหลอกตัวเองมาตลอดว่าเขาอาจรักฉัน หลงอยู่กับความสุขเพียงเล็กน้อยที่เขามอบให้ และเลือกที่จะปิดหูปิดตา
.
.
“พวกเราล้วนมีบางส่วนเสี้ยวของความไม่สามารถรู้สึกถึงความเจ็บปวดทางอารมณ์อยู่ในตัวเราทุกคน ไม่ว่าช่วงใดก็ช่วงหนึ่ง เราทุกคนจะพยายามทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดเงียบหายไป แต่เมื่อเราประสบความสำเร็จในการไม่รู้สึกถึงอะไรเลย เรากลับกำลังสูญเสียวิธีเดียวที่จะช่วยให้เรารู้ว่าอะไรทำให้เราเจ็บปวด และทำไม”
.
.
ใช่!! ฉันกำลังสูญเสียวิธีเดียวที่จะช่วยให้ฉันรู้ว่าอะไรทำให้ฉันเจ็บปวด . . . ฉันพยายามกันตัวเองออกจากการปฏิเสธที่จะรับรู้ถึงความจริง เพื่อที่ยอมให้เขายังคงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ทั้ง ๆ ที่ฉันไม่ชอบอะไรที่มันคลุมเครือ แต่ฉันก็เลือกที่จะดำดิ่งลงไปในความสัมพันธ์บูดเบี้ยวกับเขานานนับปี
.
.
“การปฏิเสธ หรือสภาวะจิตใจที่บอกว่า “ไม่อยาก” นี้ คือ ความปรารถนาของเราที่จะหันหลังให้กับโลก และปฏิเสธความหวังที่เป็นเรื่องปกติทั่วไป เวลาที่เราตกอยู่ใต้อำนาจของการปฏิเสธ เรากำลังเสียความกระหายในความเชื่อมโยงกับมนุษย์”

.
.
การที่ฉันไม่ยอมรับความจริง ปัดป่ายทุกความรู้สึกทิ้งออกไปนั้น นั่นหมายความว่า ฉันกำลังหลีกเลี่ยงการรับรู้ถึงความรู้สึกที่ฉันไม่สามารถทนได้? เพราะความจริงอันแสนเจ็บปวดก็คือ “เขาไม่ได้รักฉัน” การที่ฉันยังยอมให้เขาทิ้งขว้างอย่างไม่ใยดีครั้งแล้วครั้งเล่านั้น มันอาจจะดีกว่า การที่ฉันยอมรับว่าตัวเองถูกลืม
.
.
“ทุกคนมีความคิดหวาดระแวงได้ ซึ่งหมายความว่าทุกคนสามารถสร้างจินตนาการไร้เหตุผลว่าถูกทรยศ ถูกเยาะเย้ย ถูกหลอกใช้ หรือถูกทำร้าย แต่เรามีแนวโน้มว่าจะเป็นคนหวาดระแวงได้ง่าย ถ้าเรารู้สึกไม่มั่นคง ถูกตัดขาดหรือโดดเดี่ยว เหนืออื่นใดจินตนาการว่ามีคนจ้องทำร้ายคือปฏิกิริยาตอบสนองต่อความรู้สึกที่ว่าเรากำลังได้รับการปฏิบัติจากผู้อื่นด้วยท่าทีเฉยเมย
จินตนาการว่ามีการจ้องทำร้ายนั้นรบกวนใจเรา แต่มันก็เป็นเกราะป้องกันเราไปด้วย มันปกป้องเราจากสภาวะอารมณ์ที่ร้ายแรงมากกว่า เช่น ความรู้สึกว่าไม่มีใครห่วงใยเรา ไม่มีใครแคร์เรา ความคิดที่ว่า “คนนั้นคนนี้จะทรยศเรา” จะช่วยปกป้องเราจากความคิดอันเจ็บปวดมากกว่าที่ว่า “ไม่มีใครคิดถึงฉันเลย” ปรากฎว่าความรู้สึกทรยศให้ความเจ็บปวดน้อยกว่าความรู้สึกว่าถูกลืมเลือน”
.
.
“ยอมอยู่ในสถานะของการสูญเสียอะไรบางอย่าง ยังดีกว่าเป็นอะไรบางอย่างที่ใครบางคนลืมเลือน” ฉันกำลังสูญเสียตัวเองไป เพียงเพราะไม่อยากให้เขาหายไปจากชีวิต??
.
.
ถึงแม้ฉันจะพยายามปิดหู ปิดตา ไม่ยอมรับความจริงใด ๆ และต่อให้ทุ่มเทรักเขามากแค่ไหน มันก็เหมือนฉันพยายามทำให้เขาวิ่งหนีฉันสุดชีวิตเช่นกัน การยื้อเป็นอาการที่ใช้แรงใจเปลื้องมากกว่ารัก ทุกครั้งที่ฉันออกแรงดึง เขายิ่งหนีห่างออกไป
.
.
“เราเชื่อมั่นอย่างมากในมุมมองของเราที่มีต่อโลก และเรื่องราวของตัวเอง เราอยากรู้ว่าสิ่งใหม่ที่เรากำลังก้าวเข้าไปนั้นคืออะไรก่อนที่เราจะยอมก้าวออกจากสิ่งเก่า เราไม่ต้องการทางออก ถ้าเราไม่รู้ว่ามันจะพาเราไปไหน แม้กระทั่ง . . . หรือบางที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีฉุกเฉิน เราลังเลเมื่อเจอการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลง คือ การสูญเสีย แต่ถ้าเราไม่ยอมรับการสูญเสียบ้าง เราอาจต้องสูญเสียหมดทุกอย่าง”
.
.
ในที่สุดฉันก็ต้องปล่อยเขาไป ดีกว่าที่ฉันจะยอมสูญเสียตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อแลกกับความสุขเพียงเล็กน้อยที่เขามอบให้ แต่ต่อให้ฉันพยายามตัดเขาออกจากใจมากแค่ไหน ก็เหมือนกับฉันยังอยากจดจำเขาอยู่ตลอดไปเช่นเดียวกัน
.
.
“การเลิกเศร้า คือ ภาพฝันอันทรงพลังของการคร่ำครวญ มันเป็นภาพลวงว่าเราสามารถรัก สูญเสีย ทุกข์ทรมาน แล้วก็ทำอะไรบางอย่างเพื่อหยุดเศร้าเสียใจได้อย่างถาวร เราอยากเชื่อว่าเราเลิกเศร้าได้ขาด เพราะความเศร้าเสียใจ ทำให้เราไม่ทันตั้งตัวและกลายเป็นคนผิดปกติ แม้ว่าจะผ่านการสูญเสียนั้นมาหลายปีแล้วก็ตาม การเลิกเศร้าได้ตลอดไปเป็นความหลงผิด มันเป็นความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเราสามารถทำให้ความเศร้าเสียใจอันมีชีวิตนั้นตายลงได้”
.
.
ฉันปิดหนังสือลง และเลือกที่จะทบทวนเรื่องราวตลอดสามปีที่ผ่านมา มันเหมือนกับความป่วยไข้ ไม่ว่าจะพยายามเข้าใจ หรือไม่ว่าฉันจะคร่ำครวญ นึกโทษตัวเองต่าง ๆ นานา ทุกอย่างล้วนเป็นฝีมือของความป่วยไข้ทั้งนั้น ฉันทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากเผชิญหน้ากับมัน เศร้าบ้าง ปล่อยวางบ้าง ปล่อยให้ตัวเองพังราบคาบไปกับความรักบ้า ๆ บอ ๆ บ้าง แล้วยอมรับมันให้ได้ และเดินหน้าต่อไป
.
.
เป็นครั้งแรกที่ฉันตระหนักได้ว่าฉันต้องการอะไรจริง ๆ ความเศร้าโศกเสียใจและพฤติกรรมอันน่าเบื่อหน่ายในการตามติดเขาทุกช่องทางนั้น มันกำลังกีดกันฉันจากความรักของตัวเอง ความรักของเพื่อน ของครอบครัว ฉันรู้สึกแย่เพราะความเศร้าเสียใจเมื่อคิดถึงสิ่งที่ฉันได้สูญเสียไป รวมถึงการสูญเสียในความเคารพตัวเอง ฉันปล่อยให้อดีตมาควบคุมปัจจุบัน และยังรวมไปถึงความขยาดในสิ่งที่จะทำในอนาคต ฉันควรจะปล่อยทุกอย่างให้เป็นอดีต รอมชอมกับมัน ให้อภัยตัวเอง และรักตัวเองให้มากกว่าที่เป็นอยู่
.

.
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดปุ่ม Block ปิดหน้าจอ หย่อนมันลงกระเป๋า และหยิบเครื่องดื่มขึ้นมาจิบ สายฝนโปรยปรายลงมาอีกรอบ แปลกนะที่ฉันไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกแล้ว
.
.
.
.
รีวิวหนังสือ : The Examined Life – How we lose and find ourselves ใจคนเรายากเย็นเกินไป (และนี่คือเหตุผลว่าทำไม)
ผู้เขียน : Stephen Grosz
ผู้แปล : วรรธนา วงษ์ฉัตร


ติดตามต่อได้ใน http://bookster.blog

SHARE
Written in this book
Lovesick

Comments

khaikung
2 years ago
ว้าว ชาว bookster นี่เจ๋งมากฮะ :) 
Reply