เชียงใหม่ที่ไปไม่ถึง (Lost in ChiangMai)
สถานีรถไฟบางซื่อ ยามบ่าย
อากาศร้อนจนเหงื่อไหลเลอะแว่นตา
ผู้คนบนชานชลาบางตา ไม่พลุกพล่านนัก
ผมกำลังตีตั๋วไปเชียงใหม่คนเดียว 
และเป็นการไปภาคเหนือครั้งแรกในชีวิต

รถไฟออกตอนบ่ายโมงพอดี
ผมเลือกใช้บริการรถไฟชั้นสาม
นั่งริมหน้าต่าง ลมเย็นๆพัดโชยมา
ภายในตู้ขบวนอากาศร้อนชื้น แต่ไม่ถึงกับร้อนจัด

การเดินทางครั้งนี้ผมไม่มีจุดหมายมากนัก
รู้แค่ว่าอยากไปเชียงใหม่ ยังไม่ได้คิดว่าจะไปไหนบ้าง
ถึงเชียงใหม่ค่อยว่ากัน ผมคิดในใจ
เป็นการเดินทางที่ปราศจากแผนที่ เข็มทิศ และสิ่งดลใจต่างๆ

ผมไม่ได้ไปเชียงใหม่เผื่อจดจำ ผมไปเพื่ออยากลืม
ลืมใครสักคน คนที่ผมเคยมี
ลืมเธอคนนั้น ที่วันนี้ไม่มีอยู่ข้างกายแล้ว
ใช่ครับ ผมอกหัก ผมโดนทิ้ง

อาจจะเป็นเหตุผลโง่ๆ ที่เลิกกัน
เราคบกันตั้งแต่มัธยมปลาย และเข้ามหาลัยก็ยังคบกันอยู่
ระยะห่างระหว่างกรุงเทพกับหาดใหญ่ คงห่างกันเกินไป
ระยะทางของความรักของเราจึงต้องจบลง
ระยะทางของรางรถไฟยังอีกยาวไกล
แต่ระยะทางของความรักในใจได้จบสิ้นแล้ว

ผมไม่ได้เสียใจมากนัก ผมทำใจไว้แล้วประมาณนึง
เราบอกเลิกกันอย่างเรียบง่ายทางโทรศัพท์มือถือ
หลังจากคืนนั้น มือถือของผมก็ไปอยู่ในก้นลึกของคลองแสนแสบ
ผมไม่ได้ติดต่อกับเธออีกเลย นับตั้งแต่วันนั้น

รถไฟแล่นมาเรื่อยๆ ออกจากกรุงเทพ
บนรถไฟมีของขายเยอะแยะ น้ำดื่ม ข้าวกะเพราไก่ ขนม น้ำอัดลม
ผมยัดหูฟังเข้าที่หู เปิดเพลงวงโปรดที่โหลดไว้ในไอพอด
หยิบหนังสือ " อุทกภัยในดวงตา" ของ ปราบดา หยุ่น ขึ้่นมาอ่าน
แล้วรถไฟก็เล่นไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางของมัน

ยามพลบค่ำ เวลาโพล้เพล้
แสงทองยามเย็นสาดส่องกระทบหน้าต่าง
ริ้วเมฆสีขาวลอยค้างเติ่งอยู่บนท้องฟ้า
อากาศยามเย็นช่างสดชื่น นอกหน้าต่างเป็นทุ่งนาสุดลูกหูลูกตา

รถไฟถึงจังหวัดสุโขทัย อีกสักพักคงจะถึงเชียงใหม่
ตามตั๋วรถไฟบอกไว้ว่าจะถึงเชียงใหม่ตอนตี 4
แต่นี่เป็นรถไฟไทย เผื่อใจไว้เลยว่าจะถึงหกโมงเช้าก็เป็นได้
ผมเลยเผลอหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า

ผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงประกาศจากสถานีรถไฟ
รถไฟถึงพิจิตรแล้ว อากาศกลางคืนค่อนข้างหนาว
ลมเย็นพัดโชยมา ผมกระชับผ้าห่มในแน่นขึ้น
สักพักมีพระภิกษุรูปหนึ่ง มานั่งตรงข้ามผม

ผมไม่ได้ทักทายอะไร แค่ยิ้มให้
แล้วทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง
รถไฟจอดเพื่อเติมน้ำและตรวจเช็คความเรียบร้อย
ก่อนออกเดินทางสู่เชียงใหม่ต่อไป

"ไปเที่ยวเชียงใหม่หรอโยม" หลวงพี่ทักขึ้น

"ครับ ผมไปเพื่อลืมใครบ้างคน" ผมตอบพร้อมถอนหายใจ

"แล้วทำไมโยมถึงต้องลืมละ ทำไมไม่เลือกที่จดจำ" หลวงพี่ถาม

"มันเป็นสิ่งที่เจ็บปวด ผมเลยเลือกที่จะลืมมัน" ผมตอบพร้อมจุดบุหรี่ขึ้นสูบ

เปลวไฟสีแดงวาบผุดขึ้น ควันบุหรี่สีเทาลอยอ้อยอิ่งนอกหน้าต่าง

"ทุกสิ่งมันอยู่ที่ใจของโยม ขึ้นอยู่ว่าโยมจะรับมือกับความเจ็บปวดได้แค่ไหน" หลวงพี่บอก

"หลวงพี่เอาบุหรี่สักมวนมั้ย" ผมถามพร้อมผุดรอยยิ้มขึ้น

"อาตมาไม่สูบหรอก บุหรี่ก็เป็นการทำร้ายตัวเองอีกอย่างหนึ่ง"
หลวงพี่ตอบพร้อมกับสายตาที่แข็งกร้าวและมองดูผมเหมือนคนที่ทำความผิด
ผมจึงดับบุหรี่ และโยนออกนอกหน้าต่าง
รถไฟยังคงแล่นไปเรื่อยๆ แสงของไฟตามเสาไฟผ่านสายตาไปทีละดวง
ดึกมากแล้วคืนนี้ แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกง่วงเท่าไหร่

"หลวงพี่จะไปไหนหรอ ?" ผมถามขึ้น

"อาตมาจะไปธุดงค์ ที่ดอยขุนตาล" อาตมาตอบ

"ทำไมต้องไปที่นั่น มีอะไรดีหรอ" ผมถามด้วยความสงสัย

"มันเป็นกิจของสงฆ์ ที่นั่นมีป่าเขาสูง อากาศดี เหมาะแก่การเจริญพระธรรม" อาตมาตอบ

"โยมไปด้วยกันสิ อาตมากำลังขาดเด็กวัดพอดี" หลวงพี่ชักชวนด้วยรอยยิ้ม

"แต่ผมต้องไปเชียงใหม่" ผมตอบ

"โยมไปเพื่อลืมไม่ใช่หรอ อยู่ที่ไหนก็ลืมได้ มันอยู่ที่ใจของโยม
อีกอย่าง ลงจากดอยขุนตาลก็ต่อรถไฟไปเชียงใหม่ได้ ค่าตั๋ว 40 บาท" หลวงพี่ตอบ

"โอเค ผมจะเป็นเด็กวัดให้ ถ้ามันช่วยให้ผมลืม" ผมตอบพร้อมหยิบผ้าห่มมาคลุมโปง และเผลอหลับไป

"โยม ตื่นได้แล้ว ถึงเวลาต้องลงแล้ว" เสียงหลวงพี่เรียก
ผมขยี้ตา ลุกขึ้นเก็บผ้าห่มใส่กระเป๋า และเดินลงรถไฟตามหลวงพี่
เวลาตีสอง เบื้องหน้าผมเป็นอุโมงค์ขุนตาน
หลวงพี่เล่าว่าเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ก่อสร้างสมัยรัชกาลที่ 5

"ใช่อุโมงค์ที่มีคนบอกว่า ถ้ากลั้นหายใจแล้วเดินไปสุดอุโมงค์อีกฝั่ง จะพบรักกับสาวเหนือใช่มั้ย" ผมถามขึ้น พร้อมยิ้มอย่างมีเลศนัย

"โยมเชื่อเรื่องแบบนี้ด้วยหรอ ไปกันเถอะ เราต้องเดินขึ้นเขาไปข้างบนอุทยาน" หลวงพี่ตอบแล้วเดินจากไป

ระยะทางจากอุโมงค์รถไฟขึ้นไปข้างบนประมาณ 5 กิโลเมตร
ทางเดินที่เป็นป่าทึบ สลับกับป่าไผ่ ดินเหนียวที่เฉอะแฉะสีแดงขุ่น
บรรยากาศสลัวๆ ชวนให้หวาดกลัว เสียงจิ้งหรีดกรีดร้องระงม
เรามากับพระนี่หว่า จะกลัวผีไปทำไม ผมคิดในใจ

เดินมาถึงที่ทำการอุทยานตอนรุ่งเช้าพอดี
แสงอาทิตย์ยามเช้า ไอแดดสีทองอุ่นๆ
ทะเลหมอกตรงจุดชมวิวของอุทยานลอยเป็นคลื่น สีขาวนวล
ลมหนาวอุณหภูมิติดลบเย็นยะเยือก
ลมหายใจชื้น
ผมกับหลวงพี่ยืนมองทะเลหมอก ก่อนที่จะพบเจ้าหน้าที่อุทยาน และหาพื้นที่กางเต้นท์

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล เป็นรอยต่อระหว่างจังหวัด ลำพูน - ลำปาง
 มีจุดชมวิว 4 ระดับ เรียกว่า ยอ
ที่ผมยืนอยู่เป็นยอ.1 ที่ทำการอุทยาน มีร้านค้า โรงครัว ห้องน้ำไว้บริการ
ยอ.2 เป็นป่าสนเขาหนาแน่น และลานกางเต้นท์รับลมหนาว
ยอ.3 เป็นป่าดิบเขา มีนกป่าหลากหลายชนิด 
ยอ.4 เป็นยอดเขาสูงสุดในดอยขุนตาล เรียกว่า "ม่อนส่องกล้อง"
เพราะสามารถมองเห็นทัศนียภาพตัวเมืองลำปางได้อย่างชัดเจน

ที่ผมได้อธิบายได้อย่างชัดเจนแบบนี้ ไม่ใช่ว่าผมเก่งหรอกครับ
เพียงแต่เจ้าหน้าที่อุทยานได้แจกใบปลิว ผมเลยนั่งอ่านรอฆ่าเวลา
ในระหว่างที่หลวงพี่กำลังเตรียมตัวที่จะขึ้นสู่ยอดเขาสูงสุดในดอยขุนตาล
อากาศหนาวเหน็บ เช้านี้ผมได้มาม่าร้อนๆจากเจ้าหน้าที่อุทยาน พอให้คลายความหนาว

พอเริ่มสาย ผมกับหลวงพี่ก็ออกเดินทาง
ระยะทางประมาณยี่สิบกิโล ทางลัดเลาะยอดเขาและป่ารกทึบ
ผมเดินไปเรื่อยๆ ด้วยความเหนื่อยล้า
เหงื่อไหลท่วมทั้งๆที่ยังอากาศหนาว
หลวงพี่ทิ้งห่างผมไปไกลพอสมควร
ผมทรุดตัวลงนั่งด้วยความเหนื่อยอ่อน พิงต้นสนที่ยืนต้นตาย

"เหนื่อยหรอโยม พักดื่มน้ำหน่อยมั้ย" หลวงพี่ถามด้วยความห่วงใย

"เหนื่อยมากครับ ผมไม่เคยเดินไกลขนาดนี้มาก่อน ไม่แน่ใจว่าจะตายก่อนถึงยอดเขามั้ย" ผมตอบพร้อมยกน้ำขึ้นดื่มอย่างกระหาย

"ปลายทางมันไกลก็จริง แค่โยมกำหนดลมหายใจ มองสิ่งที่อยู่ข้างหน้าไปทีละก้าว" เดี๋ยวก็ถึง

เดินกันไปเรื่อยๆจนถึง ยอ.3
ป่าดิบเขาและต้นไม้แห้งๆ ลมหนาวพัดใบไม้พลิ้วไหวตามสายลม
ผมทอดสายตาออกไปเบื้องหน้า ทัศนียภาพช่างงดงาม ต้นไม้สลับทิวเขาโอบล้อมเมืองเอาไว้
"ยิ่งสูงยิ่งหนาว และยิ่งสวยงาม" หลวงพี่บอกกับผมและพักทานข้าวกัน
ผมนั่งทานข้าวกันใต้ต้นสน ข้างหลังเป็นลำธารไหลเอื่อยๆเสียงดังซ่า

ข้าวห่อเป็นข้าวห่อใบตอง เป็นอาหารเหนือ
น้ำพริกอ่อง แคปหมู กับข้าวเหนียวร้อนๆ
ผมไม่เคยกินอาหารเหนือมาก่อน
น้ำพริกเผ็ดๆกินกับแคปหมูทอดกรอบร้อนๆ กับข้าวเหนียว
อาหารเหนือบนดอยสูง อากาศหนาวช่วยทำให้อาหารมื้อนี้อร่อยยิ่งขึ้น

หลวงพี่มองผมทานข้าวด้วยความหิวโหย แล้วเอ่ยขึ้น
"เป็นไงโยม อาหารเหนือสู้อาหารใต้ได้มั้ย"

"ก็ดีครับหลวงพี่ น้ำพริกอร่อยดี" ผมตอบพร้อมเคี้ยวแคปหมู

"แล้วที่ว่าไปเชียงใหม่เพื่อลืม โยมจะลืมอะไร" หลวงพี่ถาม

ผมสะอึก แล้วยกน้ำขึ้นดื่ม

"ลืมใครบ้างคน คนที่ทำให้ผมเสียใจ" ผมตอบพลางม้วนห่อข้าวใบตองเอาไปทิ้ง

"ทำไมต้องเป็นเชียงใหม่" หลวงพี่ถามขึ้น

"รถไฟสายเหนือสุดสายที่นี่ ผมเลยอยากไปให้ไกลที่สุด" ผมตอบ

"ถ้าโยมไม่เลือกที่จะจดจำ ถ้าต้องการจะลืม สักวันโยมก็ลืมได้ ไม่วันนี้ก็วันข้างหน้า"
หลวงพี่พูดพร้อมเดินทางต่อ ผมลงไปล้างมือในลำธารแล้วเดินตามหลังหลวงพี่ต่อไป

ในที่สุดก็เดินทางมาถึง ยอ.4 จุดสูงสุดของดอยขุนตาล
เบื้องหน้าเป็นริ้วเมฆสีขาว ยามเย็นแดดเร้นหลบใต้เงาไม้
ภูเขาและต้นไม้เขียวสดโอบล้อมบ้านเรือน เงาภูเขาสลับซับซ้อนสวยงาม
อากาศหนาวยามเย็นลดระดับลง ความกดอากาศต่ำด้านบนชื้นสูงขึ้น

ผมสูดหายใจเข้าปอดอย่างเต็มแรง พลางหยิบกล้องมาถ่ายรูปเก็บไว้
หลวงพี่ยืนชมบรรยากาศเบื้องหน้า พลางยื่นน้ำดื่มให้ผม
"โครตชิลล์เลยหลวงพี่ข้างบนนี้ ผมลืมเชียงใหม่ไปเลย"

"ทุกสิ่งสวยงามเสมอ อยู่ที่เราจะเลือกมอง" หลวงพี่ตอบแล้วยิ้มให้

คืนนี้เราค้างคืนกันบนนี้ หลวงพี่กางมุ้งที่หิ้วมา
ส่วนผมผูกเปลยางกับต้นสนนอนในคืนนี้
อากาศกลางคืนช่างหนาวเหน็บ ผมก่อกองไฟคลายความหนาว
เสียงจิ้งหรีดกรีดร้องส่งเสียงไปทั่วทั้งอุทยาน
ผมนั่งอยู่ลำพังตรงหน้ากองไฟ พลางคิดถึงใครบางคน
คนที่ทำให้ผมเดินทางไกลมาถึงที่แห่งนี้ 

ผมเปิดเบียร์ขึ้นดื่ม เบียร์ที่ซื้อมาจากกรุงเทพ
จุดบุหรี่สูบ เพื่อผ่อนคลายความหนาว
ผมนั่งผิงไฟไปเรื่อยๆ คืนนี้ดวงดาวพราวเต็มท้องฟ้า
เธอเป็นอย่างไรบ้างนะ ผมคิดในใจ
คืนนี้ก็ดึกมากแล้ว หลวงพี่คงจำวัดไปแล้ว
ผมดับบุหรี่ตัวสุดท้าย แล้วมุดเข้าเปลยาง
พรุ่งนี้ผมจะเดินไปที่ไหนอีก ค่อยว่ากัน

วันนี้หลวงพี่ปลุกผมแต่เช้าตรู่
เพราะวันนี้มีการตักบาตรประจำปีของอุทยาน
ผมล้างหน้าล้างตา แล้วรับย่ามจากหลวงพี่มาถือไว้

"เอาขวดเบียร์รอบกองไฟไปทิ้งด้วย แล้วเดินตามมา" หลวงพี่พูดพร้อมตำหนิ

ผมรีบเดินตามหลวงพี่มา วันนี้มีชาวบ้านในละแวกอุทยานมาตักบาตรกันเยอะ
หญิงสาวสวมชุดม่อฮ่อมสีน้ำเงินเข้ม ทัดผมด้วยดอกไม้สด
นี่สินะสาวเหนือ ที่เขาร่ำลือกันว่าน่ารักนักหนา
ผมก็ว่าน่ารักดี แต่ตอนนี้ใจผมควรหยุดพักสักระยะ

กับข้าวที่ใส่ส่วนใหญ่เป็นน้ำพริก มีผักบ้าง ข้าวเหนียวนึ่ง และแคปหมูเป็นหลัก
ผมปันอาหารส่วนหนึ่งให้กับเจ้าหน้าที่อุทยาน และทานอาหารพร้อมหลวงพี่
ผมเริ่มคุ้นชินกับอาหารเหนือ ลืมรสแกงส้ม แกงไตปลา ชั่วคราว
ผมยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะกลับไปเมื่อไหร่ ผมรู้แค่ว่ายังไม่อยากกลับไป

ตอนบ่ายหลวงพี่ชวนผมไปนั่งสมาธิ เจริญสติในป่า
ริมแม่น้ำไหลเอื่อยๆ อากาศเย็นชื้นสบาย
หลวงพี่นั่งสมาธิ และชวนผมนั่งด้วย จะได้มีสมาธิ หลวงพี่บอกกับผม
แต่ผมนั่งได้แค่สิบนาที แล้วก็ลืมตาด้วยความเบื่อหน่าย
ผมเลยลุกหนีมานั่งริมแม่น้ำ หยิบสมุดบันทึกและเขียนอะไรสักอย่าง
อาจเป็นบทกวี จดหมาย เรื่องสั้น อาจเขียนถึงใครสักคนหรือเขียนถึงตัวเอง
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเขียนไปทำไม ผมแค่อยากเขียน

ยามเย็นย่ำ หลวงพี่ยังนั่งสมาธิอยู่ และลืมตาขึ้นเมื่อผมไปถึง
"เขียนอะไรหรอโยม" หลวงพี่ถามขึ้น
"ผมเขียนถึงใครสักคน เขียนอะไรบางอย่าง" ผมตอบ
"ยังอยากไปเชียงใหม่อยู่มั้ย" หลวงพี่ถาม
"ผมไม่รู้ ผมสับสน พรุ่งนี้ผมอาจกลับบ้าน" ผมตอบ
"อยู่กับความเป็นจริง แล้วโยมจะอยู่ที่ไหนก็ได้อย่างมีความสุข" หลวงพี่บอกผม พร้อมบอกให้กางเต้นท์นอนคืนนี้

คืนนี้ผมไม่ได้ก่อกองไฟ เพราะได้เต้นท์จากเจ้าหน้าที่อุทยาน
เต้นท์ช่วยกันความหนาวเหน็บได้พอสมควร ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว
ผมเขียนจดหมายสองสามฉบับ เขียนหาแม่ เขียนถึงเธอคนนั้น เขียนถึงตัวเอง
ผมอาจจะส่งจดหมายที่ตู้ไปรษณีย์ด้านล่าง หรืออาจกลับบ้านไปยื่นจดหมายด้วยตัวเอง

รุ่งเช้าผมตื่นแต่เช้า จุดบุหรี่ขึ้นสูบ
ทะเลหมอกยามเช้าม้วนเกลียวเป็นคลื่นสีขาว
อากาศหนาวยามเช้า แสงแดดยามเช้าปลุกให้ตื่น
หลวงพี่กลับมาจากแม่น้ำ พร้อมชวนผมลงไปข้างล่าง
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ออกธุดงค์ หลวงพี่จะออกเดินทางไปเชียงใหม่ต่อ

เราลงมาถึงสถานีรถไฟขุนตาล
"โยมยังอยากจะไปเชียงใหม่อีกมั้ย" หลวงพี่ถามย้ำ

"ผมจะกลับบ้าน ถึงเวลาแล้ว" ผมตอบพร้อมจดหมายที่ถืออยู่ในมือ

"สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมมีเหตุและผลเสมอ" หลวงพี่พูดขึ้นพร้อมขึ้นรถไฟไปเชียงใหม่

ผมโบกมือลาหลวงพี่ และกล่าวขอบคุณในใจ
รถไฟแล่นผ่านหน้าผมไป เสียงหวูดรถไฟดังกังวาน
รถไฟขบวนนี้ไปเชียงใหม่ จุดหมายปลายทางของผมที่วางไว้
บางครั้งจุดหมายปลายทางอาจไม่สำคัญ เท่ากับระหว่างทาง

ผมซื้อตั๋วรถไฟกลับกรุงเทพ และต่อรถไฟกลับภาคใต้
การเดินทางครั้งนี้สอนอะไรผมหลายๆอย่าง
ผมจากมาเพื่อลืม แต่ส่วนลึกของหัวใจยังจำได้อยู่
การกลับบ้านครั้งนี้ผมจึงไม่ได้ไปเพื่อลืม แต่ผมไปเพื่อจดจำ
"ผมกลับบ้านไปเพื่อยอมรับความจริง"




  


SHARE
Writer
Pratchawitdax
Reader&Writer
Writing Express

Comments

PatomChanok
2 years ago
ชอบค่ะ... สงสัยนิดนึง..คุณโบกมือลาพระจริงๆ หรือคะ
Reply
Pratchawitdax
2 years ago
ขอบคุณมากครับผม ใช่ครับพอรถไฟออก นึกขึ้นได้เลยโบกมือลาหลวงพี่ครับ