จดหมายจากยะลา (Dear Pemika)
เราเชื่อว่าสมัยมัธยม
ทุกคนจะต้องเคยมีความรัก
ไม่ว่าจะรักแบบแฟน แอบรักเพื่อน 
แอบรักครูฝึกสอน หรือว่าแอบรักข้างเดียว
ความรักวัยรุ่นเป็นสิ่งที่งดงามเสมอ

ผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง
เธอชื่อว่า "เปมิกา"
เป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาตอนม.5
เธอเป็นสาวเชียงใหม่ อู้คำเมืองมาแต่ไกล

ผมสนิทกับเธอเพราะผมนั่งหลังห้อง
แล้วข้างๆผมเป็นเก้าอี้ว่างเพราะเพื่อนโดนไล่ออกไป
ครูจึงให้เธอมานั่งใกล้ผม เราเลยสนิทกัน

เปมิกา เป็นคนเงียบๆ นิสัยใจเย็นนุ่มลึก
ผิวขาวซีด ไว้ผมหน้าม้าปรกหน้าผาก
นัยน์ตาหยี จมูกโด่ง แก้มแดงระเรื่อ
มีลักยิ้มและใส่เหล็กจัดฟันสีแดง
ใครๆต่างก็ชอบเธอเพราะเธอน่ารัก

โรงเรียนของผมอยู่ในชนบท
หลังโรงเรียนเป็นสวนยางและทุ่งนาแห้งๆ
การย้ายเข้ามาของ เปมิกา
สาวเหนือจากจังหวัดเชียงใหม่
ทำให้ผู้ชายในโรงเรียนจ้องตากันเป็นมัน

พวกผู้หญิงไม่ค่อยชอบเธอเท่าไหร่
อาจเป็นเพราะความน่ารักและจริตของเธอ ที่ไม่เหมือนกับผู้หญิงท้องถิ่น
เลยทำให้เธอไม่มีเพื่อนผู้หญิง
เธอจึงสนิทกับผมและเพื่อนในกลุ่มมากกว่า

เวลาไปกินข้าวเธอก็ไปพวกผมเสมอ
นานวันเข้าพวกผู้ชายในห้องก็มองเธอเป็นแค่เพื่อนคนหนึ่ง ไม่ได้แทะโลมหรือหว่านคำหวานจีบเหมือนเมื่อก่อน
และผมก็สนิทใจที่จะเป็นเพื่อนกับเธอ

แรกๆเราไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่
แม้จะนั่งข้างกัน เพราะผมเอาแต่อ่านหนังสือ ไม่ใช่หนังสือเรียนหรอก
แต่เป็นหนังสือวรรณกรรม หรือรวมเรื่องสั้น ผมชอบอ่านแล้วจินตนาการว่าได้ออกเดินทาง ชอบความงามของภาษา
อ่านแล้วเกิดจินตภาพ ผมเลยใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องจมกับหนังสือ และไม่ได้คุยกับเธอมากนัก

ส่วนเวลาว่างเธอชอบถ่ายรูป
เธอจะมีกล้องฟิล์มสีดำอันเล็กๆเท่ากล่องบุหรี่ เวลาจะถ่ายก็ใส่ม้วนฟิล์มเข้าไป
และถ่ายได้แค่ 30 กว่ารูป
ถ่ายเสร็จก็เอาไปล้างรูป แล้วก็จะได้รูปออกมา

"ทำไมยุ่งยากจัง กว่าจะได้รูป"
ผมถามพลางดูดน้ำอัดลม

"กล้องฟิล์มมันสอนให้เราใจเย็น
การถ่ายภาพได้จำกัดจะทำให้เราโฟกัสแต่สิ่งที่สำคัญ และอีกอย่าง ภาพจากฟิล์มสวยมากเลยล่ะ"
เธอตอบพลางใส่ม้วนฟิล์มในกล้องถ่ายรูป

"อ่ะ ยิ้มหน่อยสิ เดี๋ยวถ่ายรูปให้
นี่ถ่ายให้ฟรีๆเลยนา"
เธอพูดพร้อมหันกล้องมาทางผม

"อย่าเลย เปลืองฟิล์ม"
ผมตอบพร้อมเบือนหน้าหนี

แต่สักพักก็ได้ยินเสียง "แชะ" 
เธอกดถ่ายแล้วก็อมยิ้ม พรุ่งนี้รอดูรูปนะ
เธอบอกพร้อมชวนกันกลับบ้าน
เรานั่งรถประจำทางกลับบ้านพร้อมกันเสมอ เพราะกลับเส้นทางเดียวกัน

วันรุ่งขึ้นเธอเอารูปถ่ายมาให้ผม
อัดใส่กระดาษขาวแผ่นเล็กๆ
ผมรับมาแล้วนั่งดูรูปที่เธอถ่าย
ภาพจากฟิล์มก็สวยดีนะ ผมคิดในใจ

วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนถึงวันสุดท้ายของการเรียนชั้นม.6
รู้สึกใจหายนะ อยู่โรงเรียนนี้มา 6 ปีเต็มๆ
จะต้องแยกย้ายกันตามหาความฝัน

เพื่อนในห้องต่างเอาปากกาเมจิค
มาเขียนเสื้อกัน เขียนอวยพร เขียนชื่อพ่อแม่ เขียนหยอกล้อ เขียนกลอน อยากเขียนอะไรก็เขียน บ้างมอบดอกไม้
ขนม ลูกอม ของที่ระลึกให้แก่กัน

วันนั้นเป็นวันที่เปมิกานำฟิล์มมาเยอะที่สุด เธอไล่ถ่ายรูปเพื่อนๆทุกคน 
ถ่ายโรงเรียน อาคารต่างๆ ที่แห่งความทรงจำ ถ่ายคุณครู ภารโรง แม่ค้าในโรงเรียน

เราเดินถ่ายภาพกันจนเย็นย่ำ
หลังโรงเรียนพลบค่ำใต้ต้นยางพารา
กลิ่นหอมข้าวแตกกอในทุ่งนาพัดโชยมา
ดอกยางพลิ้วไสวร่วงลงจากต้น
ผมกับเปมิกาเรายืนสบตากัน
ผมเป็นคนบอกเธอให้เป็นคนมาที่นี่
ในวันสุดท้ายของการเรียน
ผมมีอะไรจะบอกกับเธอ

"ว่าไง มีอะไรจะบอกเราหรอ" เปมิกาถาม

"คือ...เราชอบแกว่ะ เปมิกา"
ผมตอบและหลบสายตาเธอ

รับรู้ได้ถึงความเงียบงันและเสียงลมหายใจ
ดอกยางปลิดปลิวจากขั้วลงจากต้น
ใบไม้แห้งร่วงโรยจากกิ่งก้าน
เธอมองหน้าฉัน แล้วน้ำตาเริ่มเอ่อ

"ทำไมเพิ่งมาบอกตอนนี้"
"ที่ผ่านมาแกทำอะไรอยู่"
"แกรู้บ้างมั้ยว่าฉันรอคำนี้มานานแค่ไหน"
เธอพูดและน้ำตาไหลพราก

ผมเดินจากเธอมาโดยไม่หันหลังกลับ
อาจได้ยินเสียงเธอตะโกนว่ารักผมเหมือนกัน หรือเธอไม่เคยรู้สึกแบบนั้น
ผมสับสน และไม่แน่ใจ

ผมเดินไปเรื่อยๆ คล้ายหนีความรู้สึกบางอย่าง เดินผ่านหน้าโรงเรียน
ผ่านสถานีตำรวจ ผ่านตลาดนัด
และกว่าจะรู้ตัว ก็มาหยุดอยู่หน้าสถานีรถไฟ

ผมตีตั๋วรถไฟบัตเตอร์เวิร์ธ
กรุงเทพ-สุไหงโกลก
รถไฟออกพอดีตอนที่ผมขึ้นไปนั่ง
ผมยังไม่รู้ว่าจะไปไหน ผมแค่อยากออกเดินทาง ไปไกลจากที่ตรงนี้

เสียงหวูดรถไฟดังกังวาน
เสียงล้อเหล็กกระทบกับรางเป็นจังหวะ
สายลมพัดโปรยไล่ความอบอ้าวในรถไฟ
ตรงข้ามเป็นสาวมุสลิม คลุมฮิญาบ
นัยน์ตาคมเข้ม ทาปากสีส้มอ่อน
เธอสบตาผม แต่ผมหลบสายตาเธอ

"ไปไหนพี่บ่าว" เธอร้องทักขึ้น

ยังไม่โร้ เขรถไฟไปเรื่อยๆ แล้วน้องละไปไหนนั้น
(ยังไม่ทราบ นั่งรถไฟไปเรื่อยๆ แล้วเธอละไปไหน) ผมถามขึ้น

"หลบยะลา บ้านอยู่ที่นั่น"
(กลับยะลา บ้านอยู่ที่นั่น) เธอตอบ

"ไม่กลัวระเบิดเหอ เห็นคนตายกันลุย"
(ไม่กลัวระเบิดหรอ เห็นคนตายกันเยอะ)
ผมถามเธอด้วยความสงสัย

"บางครั้งสิ่งที่เห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่คิด
ลองมาเที่ยวยะลาดูสิ แล้วจะรู้"
เธอตอบพลางอมยิ้ม

ผมได้บอกความรู้สึกตลอดสองปี
กับเปมิกาหมดแล้ว ผมก็ไม่รู้จากนี้จะเป็นอย่างไร เราต่างแยกย้ายกันตามหาความฝัน ผมคงไม่ได้คุยกับเธอสักพัก
เธออาจตามหาผมหรือลงลืมกันไป

ยะลา อาจเยียวยาชีวิตผมได้
ผมอาจจะอยู่ยะลาสักพัก
และถ้าผมโชคดีไม่โดนระเบิดเสียก่อน
เราอาจจะได้เจอกันอีกครั้ง

ที่นั่นมีตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ไว้มีเวลาว่าง ผมจะเขียนจดหมายมาหา
ติดแสตมป์รูปลองกอง หรือเรือกอและ
หรือส่งโปสการ์ดรูปผังเมืองยะลาไปให้

ผมเชื่อว่ายะลาเยียวยาผมได้
ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ

ขอบคุณภาพ : Mary is happy



SHARE
Writer
Pratchawitdax
Reader&Writer
Writing Express

Comments

Aiming
2 years ago
อยากนั่งรถไฟไปเที่ยวยะลาเลยคะ
Reply
Pratchawitdax
2 years ago
ขอบคุณครับ ถ้ามีโอกาสต้องลองครับ ยะลาเป็นเมืองที่งดงามมากครับ