เด็กดีในห้องขัง

พวกเด็กหลังห้องน่ะโง่ วันๆคิดแต่จะโดดเรียน ไม่เข้้าใจเลยว่าแค่ตั้งใจเรียนเป็นเด็กดีมันยากตรงไหน

ตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมัธยมต้น ขณะที่เพื่อนวางแผนว่าจะใช้สิทธิ์ขาดเรียนสามครั้งไปเที่ยวไหนดี ฉันกลับไม่สนใจการใช้สิทธิ์เหล่านั้นราวกับจะเก็บเอาไว้ชิงโชค

'เราเป็นเด็กนักเรียนก็ต้องตั้งใจเรียนสิ พวกที่คิดแต่เรื่องโดดเรียนน่ะเป็นคนเลว พวกที่ดื้อกับคุณครูก็เหมือนกัน ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่าการนั่งนิ่งๆและเชื่อฟังที่ครูสอนทำไมมันถึงยากสำหรับคนพวกนั้นจังนะ คงเพราะเขามีความอดทนต่ำ ควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนอย่างฉันแน่เลย ฉันน่ะเป็นเด็กดี นั่งหน้าห้องและจดตามครูทุกอย่าง คุณครูทุกคนปลื้มฉัน พวกที่หลบๆซ่อนๆนั่งกับพื้นอยู่หลังห้องมันก็แค่พวกขี้ขลาด
ฉันเป็นชนชั้นสูง ส่วนพวกนั้นคือชนชั้นต่ำ'

จนกระทั่งมาถึงวันที่ฉันโดดเรียนเป็นครั้งแรกในชีวิต

ตอนนั้นมีการบ้านวิชาสังคมศึกษาที่ต้องทำคลิปวิดีโอกันเป็นกลุ่ม จำนวนงานและกำหนดส่งที่กระชั้นชิดทำให้กลุ่มเราตัดสินใจโดดเรียนวิชาภาษาไทยเพื่อที่จะมาถ่ายวิดีโองานชิ้นนี้ เพื่อนแต่ละคนดูไม่ได้เดือดร้อนอะไรเพราะอยากโดดอยู่แล้ว

แต่ตัวฉันตอนนั้นรู้สึกผิดอย่างกับไปฆ่าใครตาย

พวกเราเลือกระเบียงฝั่งขวาของตึกชั้นบนสุดในการถ่ายทำ เพราะส่วนนั้นเป็นห้องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ค่อยมีคนผ่านไปมาและยากต่อการถูกจับได้ มันเป็นสถานที่ที่เงียบสงบจริงๆ แต่ฉันก็ยังรู้สึกกังวลตลอดเวลา มันเป็นความหน่วงในจิตใจที่บอกว่าตอนนี้ฉันกำลังทำสิ่งที่ผิด ฉันกำลังแหกกฎอยู่นะ แต่ว่าคงไม่เป็นอะไรมากหรอกใช่ไหม เราโดดเพื่อมาทำงานนี่นา คงไม่เป็นไรหรอก ขอแค่อย่าถูกจับได้ก็พอ

แล้วคุณครูสอนคอมพิวเตอร์ก็โผล่ออกมาจากหัวมุมตึก
หัวใจฉันหล่นตุ้บไปอยู่ที่ตาตุ่ม

ช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่ครูเดินตรงมาทางพวกเราช่างยาวนานราวกับเวลาที่เพชฌฆาตลงขวานไปที่ศีรษะนักโทษ ฉันใจเต้นรัวด้วยความกลัวพลางจินตนาการถึงคำด่าและบทลงโทษหลายอย่างที่พวกเรากำลังจะได้รับ

'อ้าว มาทำอะไรกันเนี่ย'
'อ่อ มาถ่ายวิดีโอวิชาสังคมค่ะมาสเซอร์' เพื่อนของฉันตอบด้วยท่าทีสบายๆ
แล้วมาสเซอร์(คุณครู)ที่สอนคอมพิวเตอร์ก็พยักหน้าก่อนจะเดินผ่านพวกเราเข้าห้องคอมพิวเตอร์ไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จิตใจของฉันอ้าปากค้าง ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมาสเซอร์ถึงไม่ด่าพวกเรา เขารู้ว่าเราโดดเรียนกันแน่อยู่แล้ว พวกเรากำลังทำสิ่งที่ผิดนะ มาสเซอร์ควรจะเอาเรื่องนี้ไปบอกครูฝ่ายปกครอง แล้วครูฝ่ายปกครองก็จะทำโทษเรา ใช่แล้ว นั่นคือสิ่งที่มันควรจะเป็นไม่ใช่เหรอ

ถ้าธรรมชาติของเด็กคือความดื้อรั้นและคติประจำใจคือกฎมีไว้แหก ฉันก็คงจะเป็นเด็กผิดธรรมชาติ

หลังจากเหตุการณ์โดดเรียนครั้งแรกของฉันก็มีสถานการณ์บีบคั้นอีกหลายครั้งที่ทำให้ฉันต้องโดดเรียนอีก อย่างที่เขาพูดกันว่ามีครั้งที่สองก็ต้องมีครั้งที่สาม
ตอนนั้นพวกเราอยู่มัธยมปลายกันแล้ว แต่ละคนต่างหาช่องทางโดดเรียนให้ได้มากที่สุดเพื่อเอาเวลามาอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยแทน แน่นอนว่าวิชาไหนที่พวกเรามองว่าไม่มีความสำคัญต่อการสอบเข้าก็จะถูกเมินจนหลายครั้งไม่มีใครเข้าเรียนเลย วิชาที่น่าสงสารที่สุดคือวิชาศูนย์ภาษา

วิชานี้ต้องเดินลงไปเรียนชั้นล่าง เรียนกับคุณครูชาวต่างชาติที่ส่วนใหญ่จะใจดี ฉันเข้าเรียนทุกครั้งแม้ว่าจะมีเพื่อนที่เข้าเรียนด้วยแค่สามสี่คน ฉันชอบภาษาและค่อนข้างสนิทกับคุณครูต่างชาติ การได้ถกเถียงประเด็นต่างๆเป็นภาษาอังกฤษทำให้ฉันสนุกและคิดว่าอย่างน้อยวิชานี้ก็ช่วยผ่อนคลายฉันจากการอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้าได้บ้าง แต่ด้วยความที่เนื้อหาเป็นเรื่องทั่วๆไป ไม่มีการติวสอบให้ แถมคุณครูยังใจดี ไม่เคยขึ้นมาตามนักเรียนให้ไปเรียน มีคนเข้าเรียนแค่ไหนก็แค่นั้น จึงไม่แปลกใจที่มันกลายเป็นวิชาที่เพื่อนโดดเรียนกันมากที่สุด

วันนั้นฉันโดดเรียนศูนย์ภาษาเป็นครั้งแรก

ฉันกำลังติดลมกับการอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัย บวกกับเพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่งไม่มาเรียน จึงเป็นเหตุผลที่มากพอให้ฉันนั่งอยู่บนห้องเรียนกับเพื่อนคนอื่นๆที่โดดจนเป็นนิสัย
'เราเป็นเด็กดีมาตลอด ไม่เคยโดดเลยสักครั้ง วันนี้โดดแค่ครั้งเดียวคงไม่เป็นไรหรอก' ฉันคิด

เวลาล่วงเลยไปประมาณครึ่งชั่วโมง อยู่ๆก็มีเพื่อนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง
'ครูมา!'
เพื่อนรอบตัวฉันทิ้งหนังสือในมือแล้วมุดเข้าไปหลบใต้โต๊ะเรียน ฉันทำตามโดยอัตโนมัติ
มันตลกตรงที่ครูก็มองเห็นเราอยู่ดี ทุกคนค่อยๆโงหัวขึ้นมามองหน้าครูชาวต่างชาติด้วยรอยยิ้มเจื่อน

ครูลงมาตามเพราะวันนี้นักเรียนขาดเยอะผิดปกติ เขาไม่เข้าใจเลยว่านักเรียนหายไปไหนกันหมด เราเดินลงไปเรียนอย่างจำใจ เวลาที่เหลือน้อยทำให้เราได้แต่ทำแบบฝึกหัดนิดหน่อยและขึ้นมาเรียนวิชาต่อไป คุณครูต่างชาติคงจะผิดหวังในตัวฉันมาก ว่าทำไมคนที่ไม่เคยขาดเรียนอย่างฉันถึงไม่เข้าเรียน ส่วนฉันตอนนั้นได้แต่คิดว่าทำไมเขาต้องขึ้นมาตามวันที่ฉันโดด วันอื่นที่ฉันเข้าเรียนไม่ขึ้นมาตามคนอื่นบ้าง วันนั้นฉันได้เรียนรู้ว่า

ฉันทำเลวไม่ขึ้นว่ะ

ฉันเป็นเด็กเรียนดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร สอบได้ลำดับที่ไม่เคยเกิน 10 มีความประพฤติดี เรียกได้ว่าเป็นเด็กเรียบร้อย ฉันเคยได้รางวัลกุลสตรีด้วย บางทีฉันก็อยากจะบอกคนอื่นว่าการที่ฉันเป็นคนนิ่งๆและไม่ค่อยพูดไม่ได้หมายความว่าฉันเรียบร้อย ช่วงมัธยมปลายเป็นต้นมาฉันเริ่มทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เหมาะสม ฉันเริ่มขัดขืนกฎที่ตัวเองเชื่อมั่นมาตลอด แล้วก็ได้แต่รู้สึกผิดอยู่ในใจ

ตอนนั้นมีองค์กรหนึ่งจัดการประกวดเขียนการ์ตูน ฉันสนใจมาก การเขียนการ์ตูนคือสิ่งที่ฉันรัก มันคือความฝันตั้งแต่เด็ก ฉันจะต้องเขียนการ์ตูนส่งประกวดงานนี้ให้ได้

ฉันย้ายที่นั่งจากแถวหน้าสุดไปอยู่แถวหลังสุดกับเพื่อนที่ไม่เรียน แล้วเขียนการ์ตูนอย่างบ้าคลั่ง

'เอ่อ มีอะไรให้เราช่วยไหม' เพื่อนที่ไม่เรียนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆมองฉันที่จมไปในการ์ตูนแล้วถามอย่างหวาดๆแต่จริงใจ ฉันให้เขาช่วยลบเส้นดินสอนิดหน่อยและขอบคุณในความหวังดีของเขา บางทีท่าทางหวาดๆนั้นคงมาจากความอึ้งที่ไม่นึกว่าเด็กเรียนอย่างฉันอยู่ๆจะมานั่งวาดรูปอยู่หลังห้องแบบนี้

ฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกัน

ฉันรู้แค่ว่าถ้าไม่รีบเขียนการ์ตูนตอนนี้จะไม่ทันวันหมดเขตส่งประกวด เนื้อหาแบบฝึกหัดที่เรียนในคาบยังตามจดทีหลังได้ แต่โอกาสทำตามฝันถ้าไม่ทำตอนนี้อาจจะไม่มีโอกาสได้ทำอีกเลย

ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดได้ขนาดนี้หรอก ก็แค่อยากเขียนการ์ตูนประกวดเท่านั้น ความหน่วงในใจยังไม่ได้หายไป ฉันหลบสายตาคุณครูคณิตศาสตร์ตลอดสามชั่วโมงนั้น ครูต้องเห็นว่าฉันไม่เรียนแน่อยู่แล้ว แม้จะไม่โดนว่าแต่ฉันรู้ว่าเขาคงผิดหวังในตัวฉันอยู่ลึกๆและคิดว่า เกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้กันนะ

หนูขอโทษนะคะที่ไม่สนใจเรียนวิชาครูตอนนั้น ครูไม่ได้ผิดอะไรเลย
หนูแค่เลือกทำตามหัวใจมากกว่าหน้าที่เท่านั้นเอง

การ์ตูนเรื่องที่ฉันเขียนได้รางวัลชนะเลิศพร้อมเงินรางวัลจำนวนหนึ่ง คุณครูและเพื่อนๆต่างแสดงความยินดีและมองฉันด้วยสายตาชื่นชม เสียงปรบมือดังไปทั่วห้อง ฉันเขินและภูมิใจในความสำเร็จเล็กๆของตัวเอง แต่คำถามในใจก็ยังไม่เคยหายไป

'ฉันแหกกฎเพื่อที่จะทำสิ่งที่ตัวเองรักแบบนี้ มันดีแล้วเหรอ'

แม้ว่าตอนนั้นฉันจะตามการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ได้ครบถ้วน ทำข้อสอบทุกวิชาได้ดีเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกผิดที่ว่าฉันโดดเรียนและไม่ตั้งใจเรียนก็ยังคงอยู่

ฉันมีความคิดแบบนี้มาตลอดแม้ในตอนที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว ฉันยังคงดูถูกเพื่อนที่ชอบโดดเรียน ไม่ว่าเขาจะโดดไปทำกิจกรรม ทำงานพิเศษ นอนอยู่ที่หอ ฉันมองว่ามันไม่ดีทั้งนั้น

แม้กระทั่งตอนที่ฉันได้รับรางวัลจากการเขียนการ์ตูนอีกครั้ง และต้องขาดเรียนเพื่อไปรับรางวัล ไม่มีใครมองว่ามันแย่เลย เพื่อนทุกคนบอกฉันว่าไปเหอะ แม้แต่อาจารย์ก็บอกว่าไปเลย แล้วแสดงความยินดีกับฉันยกใหญ่

ตอนนั้นจิตใจฉันงงเป็นไก่ตาแตก
ความดี ความชั่ว เหมาะสม ไม่เหมาะสม มันตีกันมั่วไปหมดมาตั้งนานแล้ว คงเป็นเพราะฉันถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่เคร่งวิชาการ เรื่องเรียนเป็นอันดับหนึ่ง มันเลยทำให้ฉันรู้สึกกลัวและไม่มั่นใจเวลาที่ทำอะไรนอกเหนือจากกรอบนั้น แต่แล้วฉันก็ตอบคำถามตัวเองได้เสียที

วันนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันโดดเรียนอย่างไม่รู้สึกผิด

ทุกปีคณะของเราจะจัดงานเทศกาลคอนเสิร์ต มีซุ้มเกม ซุ้มกิจกรรม และมีร้านขายสินค้าจากนักศึกษามากมาย ฉันเองก็เป็นหนึ่งในแม่ค้าที่ไปออกร้าน ฉันรับวาดภาพสดที่บูธพร้อมกับขายสินค้าทำมือเล็กๆน้อยๆ ลูกค้าเยอะขึ้นตามเวลาที่ล่วงเลยไป จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาปิดงาน มีอีกหลายภาพที่ฉันยังไม่ได้วาด จึงต้องบอกลูกค้าว่าจะส่งให้ทีหลัง

กว่างานจะเลิกและเก็บของเรียบร้อยก็เป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว พรุ่งนี้มีเรียนเช้า ฉันตัดสินใจบางอย่างก่อนจะเข้านอนอย่างอ่อนเพลีย
'อ้าว เพื่อนแกไม่มาเรียนเหรอ เหลือเชื่อเลยนะเนี่ย'

ฉันไม่มีโอกาสได้ฟังคำพูดนี้ด้วยตัวเอง เพราะตอนนั้นกำลังนั่งวาดภาพให้ลูกค้าอยู่ที่บ้านอย่างมีความสุขขณะที่เพื่อนๆนั่งเรียนคาบเช้ากันอยู่ที่มหาวิทยาลัย

ฉันโดดเรียนอีกแล้ว
แต่ทำไมคราวนี้ถึงไม่รู้สึกผิดกันนะ

หันหลังกลับไปก็พบว่ากำแพงความเชื่อที่เคยตั้งตระหง่านอยู่ในจิตใจมันพังทลายลงมาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้

ฉันเคยเชื่อว่าคนเราต้องทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดทุกอย่าง นั่นคือความดี
ฉันเคยเป็นเด็กที่อยู่ในกรอบจนไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง กดดันตัวเองให้เครียดทุกวันและมองว่าพวกที่แหกกฎนั้นโง่

บางทีคนที่โง่อาจเป็นตัวฉันเอง

ฉันเคยปล่อยให้หน้าที่และความคาดหวังของสังคมครอบงำจนปล่อยปละละเลยความต้องการของตัวเอง รู้ตัวอีกทีก็ทิ้งความฝันให้รอคอยอยู่เนิ่นนาน

ดีนะ ที่มันไม่หนีฉันไปไหนเสียก่อน

ฉันเห็นเพื่อนที่ชอบโดดเรียนหลายคนมีการงานที่ดีเพราะเขาใช้สิทธิ์การโดดเรียนไปหาประสบการณ์ เป็นอาสาสมัคร ทำงานพิเศษ
สิ่งที่การเรียนในห้องเรียนไม่สามารถให้เราได้

โตขึ้นจึงรู้ว่า กฎไม่ได้มีไว้แหก แต่มีไว้ให้เรารู้จักยืดหยุ่นให้เข้ากับความต้องการของหัวใจตัวเอง
โตขึ้นจึงรู้ว่า ไม่มีชนชั้นต่ำหรือชนชั้นสูง มีแต่หัวใจที่คับแคบไม่ยอมรับมุมที่แตกต่าง
โตขึ้นจึงรู้ว่า การเรียนในห้องเรียนไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต หลายครั้งประสบการณ์นอกห้องเรียนมีคุณค่ามากกว่าด้วยซ้ำ

โตขึ้นจึงรู้ว่า กรอบที่เราเทิดทูนบูชา แท้จริงแล้วคือกรงที่ขังเราให้หยุดอยู่กับที่

ออกมาเถอะ

ยังมีกรอบความเชื่อที่ผิดๆอีกมากมายที่รอให้เราพังทลายไปด้วยกันนะ


SHARE
Writer
Dancerintherain
Storyteller
Just an emotional woman waiting for a miracle

Comments

PorPozz
2 years ago
ขอบคุณค่ะ
Reply
PorPozz
2 years ago
ขอบคุณค่ะ
Reply
Dancerintherain
2 years ago
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านเช่นกันนะคะ :)
DearDream
2 years ago
มันดีมากเลย เป็นงานเขียนที่ซื่อสัตย์กับความรู้สึก และบรรยายให้เห็นสภาพสังคมอย่างกรายๆได้ด้วย ที่สำคัญมันให้ข้อคิดกับเด็กวัยรุ่นได้ดีมากๆ  เชื่อว่ามีเด็กหลายคนที่เป็นแบบคุณ ถ้าเขาได้อ่านงานเขียนชิ้นนี้ น่าจะทำให้เข้าใจโลกและตัวเองได้ดียิ่งขึ้น ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวนะคะ
Reply
Dancerintherain
2 years ago
ขอบคุณมากๆเช่นกันค่ะ มองย้อนไปเราก็ไม่อยากให้เด็กหลายคนโตมาแบบเรา การตั้งใจทำตามที่สังคมคาดหวังมันก็ดีในระดับหนึ่ง แต่มากเกินไปจนไม่เป็นตัวของตัวเองก็ไม่ดี ขอบคุณที่เข้ามาอ่านมากเลยนะคะ เราเพิ่งจะลองเขียนในนี้ไม่นาน

DearDream
2 years ago
มันดีมากเลย เป็นงานเขียนที่ซื่อสัตย์กับความรู้สึก และบรรยายให้เห็นสภาพสังคมอย่างกรายๆได้ด้วย ที่สำคัญมันให้ข้อคิดกับเด็กวัยรุ่นได้ดีมากๆ  เชื่อว่ามีเด็กหลายคนที่เป็นแบบคุณ ถ้าเขาได้อ่านงานเขียนชิ้นนี้ น่าจะทำให้เข้าใจโลกและตัวเองได้ดียิ่งขึ้น ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวนะคะ
Reply
Prajun
2 years ago
ขอบคุณนะ
Reply