การกลับบ้านครั้งสุดท้าย
เรามีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า มาตา–– ซึ่งถูกเขียนโดย ฟร็องซัวส์ โมริยัค ในเรื่องเป็นเรื่องราวที่เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่าง แม่กับลูก ในคฤหาสน์ อ่านไปถึงกลางๆเล่ม แล้วรู้สึกว่า เหมือนจะมีกลุ่มควันสีขาวจากหน้าใครคนหนึ่งค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวลอยละล่องฟุ้งฝันอยู่บนอากาศภายในห้องนอนที่ไร้แสง

หน้านั้นคือ... แม่

1
เรายังจำได้เมื่อสมัยที่เรียนอยู่มหาลัยปีสุดท้าย แม่คาดหวังว่าชีวิตเราจะง่ายเสมอถ้าทำตามอุดมคติของแม่ แต่แม่ก็มีความคิดเป็นของแม่ ส่วนเราก็มีความคิดเป็นของเรา และยิ่งพอโตขึ้นเลื่อยๆ ระยะบางระยะจะขยับขยายออกไปจนความห่างไกลได้สร้างปัญหาที่อีกฝั่งหนึ่งอาจมองไม่เห็น ราวกับมันมีชีวิตและกำลังรอคอยตะครุบเข้าใส่ในเวลาที่เราไม่ทันได้เตรียมตัว

เรามีปัญหากับแม่
แม่มีปัญหากับเรา
พวกเรามีปัญหากัน

ในครั้งนั้น เรารู้สึกว่าการอธิบายอะไรบางอย่างกับคนที่ไม่อยากฟังมันเหนื่อยเกินไปเหมือนกันกับความรู้สึกที่ต้องเสีย เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเรา หากใครจะถูกหรือผิดมันก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของตนเองในขณะนั้นเท่านั้น จนในที่สุดมันก็จะจบลงแบบเดิมทุกครั้งเสมอ 
นั่นก็คือ, พวกเราจะทำตามใจตัวเอง 
เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว

เราจึงไม่กลับบ้าน
แม่จึงไม่ให้เงิน

2
แม่คงเชื่อเสมอว่าเด็กที่เรียนมหาลัยที่อยู่ต่างบ้านออกไป ต้องใช้เงินเผาพลาญชีวิตตนเองไปกับการกินดื่มเที่ยวเล่น ทำตัวหยำเปแหลวแหลกทุกคืนวัน เราไม่รู้จะห้ามแม่ไม่ให้เชื่อแบบนั้นได้อย่างไรกัน เพราะแม่ก็เข้าใจถูก 
ซึ่งเราเองเป็นแบบนั้น
เพียงแต่ว่า, เงินเหล่านั้นเป็นเงินที่เราหามาเอง เรามีสิทธิ์ที่จะใช้กับอะไรก็ได้ และแม่ก็คงคิดถึงเงินที่ตัวเองหามาได้ด้วยเหตุผลเดียวกัน แต่ส่วนตัวเราว่ามันจะมามองเหมือนกันไม่ได้ เพราะตอนนี้แม่มีลูกออกมาแล้ว ยิ่งยังอยู่ในสภาวะที่ควบคุมชีวิตของตนเองไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง มันเป็นหน้าที่ของแม่ที่ต้องส่งเรียนให้จบ ส่วนเงินที่เราหามาเองนั้นคือผลกำไรในชีวิตกับสิ่งที่อยากทำที่เงินแม่ทำให้ไม่ได้ เราจึงค่อนข้างแยกเรื่องเงินอย่างชัดเจน แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนี้มันจะมีวินัยมากพอในการยืนยันกับความเชื่อใจของแม่ได้หรือไม่ ว่าเราไม่โกหก เราจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อทำงานจบจริงๆ และยังคงกลับบ้านไม่ได้ตอนนี้ ทั้งงานนอกที่รับค้างไว้ อีกทั้งงานในหมาลัยที่ยังเครียไม่เสร็จ 

ในฐานะของคนชอบเล่าชอบอธิบายเราจึงส่งข้อความไปเพราะเชื่อว่ามันจะส่งสารไปครบและคนอ่านสามารถย้อนกลับมาทวนอะไรบางอย่างได้โดยไม่ตกหล่นกว่าคำพูด ในข้อความเหล่านั้นไม่ได้มีอารมณ์มาปนเกี่ยวมีแต่เจตนาเดียวคือเพื่อหวังว่าเราจะเข้าใจกันมากขึ้น มันจึงไม่มีคำดุดันหรือเสียดแทงใส่ลงไปเพราะกลัวว่าคำเหล่านั้นจะไปกระทบถึงความกตัญญูที่เราเฝ้าบูชา 

แม่อ่านมัน
มันขึ้นว่าอ่านแล้ว
แต่แม่เงียบไป
เรารู้ความหมายของมันดี
นั่นหมายความว่า 
แม่ไม่ยอม

รู้อะไรไหม, สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมันทำให้เราอดรู้สึกไม่ได้ว่าในแง่นึงของความรัก มันมักเดินทางมาพร้อมกับสัญลักษณ์ของธุรกิจทางอารมณ์ ถ้าบริหารไม่เป็น หรือให้ในสิ่งที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการไม่ได้ อีกฝ่ายก็จะไม่ได้รับผลตอบแทน ผลนั้นอาจจะเป็นวัตถุ เงิน  หรือแม้กระทั่ง ความผูกพันธ์ใกล้ชิด 

3
หลังจากนั้นความคิด ความโกรธเคืองก็กระจายตัวและแผ่ขยายออกไปเท่าๆกับความความเงียบ พวกเราไม่คุยกัน ความสัมพันธ์ที่ก่อนนั้นเคยเหนียวแน่นบ้าง หลวมแหว่งบ้าง ตอนนี้กลับกลายเป็นแหลกสะบั้นเหมือนเศษกระจกที่รอวันสมาน

มันจะมีความรักไหนหรือไม่ที่เมื่อรักแล้วจะไม่ทำร้ายกัน
มันจะมีความรักไหนหรือไม่ที่รักได้โดยไม่หวังผลตอบแทน
ความรักของแม่ในทางหนึ่ง, ก็เพื่อหวังให้เราพ่ายแพ้และกลับบ้านมาหาตนซึ่งมันคือการทำโทษและทำร้ายกันทางใจโดยไม่สนเหตุผลของอีกฝ่าย

มันเลยทำให้เราร้ายๆคืนใส่กลับไปบ้าง
โดยทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตรงตามใจแม่
รู้เสมอว่าที่ทำมันผิด
แต่จะสนใจอะไรได้เล่า ก็ในเมื่อปัญหาของคนแต่ละคนมันจะมากน้อยแค่ไหนนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับการตีความจากประสบการณ์และมุมมองต่อโลกของคนคนนั้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น พวกเราตีความได้ไม่เท่ากัน แม่ไม่พยายามที่จะเข้าใจใคร ซึ่งการรอคอยให้เรากลับเข้าไปหาเพื่อเข้าใจแต่แม่ฝ่ายเดียวเหมือนทุกๆครั้งนั้นมันก็ไม่มีวันเกิดขึ้น

ไม่มีใครอยากทำให้แม่เจ็บปวด แต่หากมัวแบกแต่ความกตัญญูในมุมของแม่ฝ่ายเดียว
เราคงไม่มีวันเข้มแข็ง

4
แต่วันหนึ่ง
เราก็กลับมาบ้าน 
ในเช้าวันนั้น มีสายลมอ่อนของต้นฤดูฝนโชยมาสัมผัสที่ลำตัว ผิวหน้าและริมฝีปาก ต้นคูนข้างรั้วหน้าบ้านยังออกดอกเหลืองสะพรั่งเสมอในเวลานี้ เมื่อเราเจอหน้าแม่ พวกเราต่างส่งยิ้มทักทายให้กันและกันเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น คล้ายกับว่าสายลมก่อนหน้าเปลี่ยนฤดูกาลนี้ไม่ได้แค่หอบเอาความร้อนระอุออกไปเท่านั้น แต่ยังหอบเอาเรื่องค้างคาใจของพวกเราออกไปได้อย่างปลิดทิ้งด้วย

วันวันหนึ่งมันอาจยาวนานหรือแสนสั้นก็ได้ เราสงสัยในขณะที่แปปเดียวแสงสีส้มแดงแห่งยามเย็นก็ปกคลุมทั่วบ้านทั้งหลัง ตอนนั้นเราแอบมองผ่านประตูกระจกเข้าไปในครัวเพื่อจะได้เห็นแม่ได้ชัดขึ้น แม่ดูความสุขเป็นพิเศษขณะกินข้าวกับพี่สาวและตา ผู้ซึ่งคอยมาปลุกเราตอนเช้าให้ตื่นทุกๆวัน ในช่วงสมัยหนึ่งที่เหนื่อยล้าจนนอนตื่นสาย ตอนนั้นเรารู้ได้ทันทีเลยว่าไม่มีแม่คนไหนไม่อยากเจอหน้าลูก คนเป็นแม่เฝ้าคอยลูกกลับบ้านมาทุกเย็นวันเหมือนเด็กอนุบาลในโลกของผู้ใหญ่ที่ไม่มีวันโต 
เราหน่ะไม่เคยหยุดรักแม่
แต่พวกเรามีปัญหากัน
เราจึงคิดว่ามันคนละเรื่อง

เมื่อแสงแดดอาบแสงเต็มหลังคาบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนที่แม่อันเป็นที่รักและผู้ชนะจะทันรู้ตัว เราก็ก้าวเท้าออกจากบ้านและไม่เรียกร้องวิงวอนขออะไรอีกเลย เวลานี้เองที่เราตระหนักได้ว่าเวลานั้นช่างแสนสั้น

5
ความมุ่งมั่นบนการถางทางฟันฝ่าชีวิตเพื่อหางานทำที่จะได้เอามาเป็นหลักประกันถึงความหยิ่งผยอง พองขน ว่าตนเองนั้นอยู่ได้เมื่อไม่มีแม่
และอยู่ได้เมื่อไม่มีใคร
ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมถูกขับเคลื่อนไปด้วยไฟโกรธโดยมีถ่านฝืนของคืนวันคอยสุมไม่ให้สร่างอยู่เลื่อยๆ กับคำถามต่อความรักที่ไม่เคยสดับฟังเหตุผลในตัวผู้อื่นอย่างถี่ถ้วนของแม่ จนกระทั่งในวันหนึ่งวันของปลายฤดูร้อน เราจะได้กลับบ้านมาอีกครั้งก็ต่อเมื่อรับสายโทรศัพท์และรู้ว่า

ไม่มีเงินไหนที่จะสามารถยื้อลมหายใจที่ดับลงไปแล้วให้กลับมาหายใจต่อได้
ไม่มีเงินไหน, ที่จะเรียกวิญญาญที่หลุดลอยออกจากร่างไปแล้วให้กลับมาหาเราได้ในวันที่ว่างเปล่า

ไม่มีเลยแม้สักบาทเดียว

ทุกครั้ง, เราก็มักจะเป็นแบบนี้ใช่ไหม
กว่าจะรักหรือห่วงหาใครเป็นก็ต่อเมื่อมีใครจากไป

6
วันกำลังสิ้นสุดลง มันเป็นวันที่เราไม่อยากจะเอ่ยชื่อ ท้องฟ้าเป็นสีส้มป่นอมชมพูบานเย็น เหล่าฝูงนกพิราบกางปีกบินละล่องผ่านปล่องสีขาวที่รอเวลาให้ควันพวยพุ่ง เรายืนมองร่างที่นอนแน่นิ่งผ่านฝูงญาติและคนรู้จักที่มาแสดงความอาลัยรัก ทุกคนปลดเปลื้องความอ่อนแออย่างง่ายดายราวกับถอดเสื้อผ้า น้ำตาของทุกคนหลั่งไหลเพื่อเป็นพยานต่อความตายอันเจ็บปวดนี้ มีบ้างบางคนที่หันมามองหน้าเรา แต่เราแค่ยังรู้สึกว่ามันไม่ร้องไห้ เราจึงไม่ร้อง และอยู่ต่อให้จบเพื่อทำหน้าที่ของเราให้เสร็จ

ความเงียบที่รู้สึกได้เริ่มทะยอยออกไปจากงาน หลังจากที่เรานั่งถือรูปภาพขาวดำอยู่บนหลังรถกระบะ ข้างๆเป็นพี่สาวที่กำลังถือกระถางธูปอยู่หนึ่งดอก บนใบหน้ามีร่องรอยของความซีดเซียว เศร้าทุกข์ เหมือนกับเสื้อสีดำที่เธอใส่
พวกเราไม่ได้พูดอะไรกัน
ไม่นานรถกระบะขับเคลื่อนออกไปข้างหน้า
เพื่อพาเรากลับไปที่เก่า

นี่คงเป็นประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่งของบ้าน บ้านเรายังไม่เคยมีคนใกล้ชิดตายจากไป อีกทั้งการกลับไปอยู่ในที่ที่เค้าเคยอยู่ มันโหดร้ายมากสำหรับความรู้สึกต่อความทรงจำของมนุษย์

ร้านข้าวที่เคยไปกินด้วยกัน
นาฬิกาสีเงินที่คนในภาพถ่ายเคยซื้อให้
อ้อมกอดที่เคยประสานบนตัว
เสียงที่เคยเรียกปลุกให้ตื่น
หมอนที่เคยวางบนตักรอคอยเราหนุนหลับนอน

ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านั้นวิ่งสลับคละคลุ้งอยู่เป็นภาพในใจ จนเราแอบหลงเชื่อว่ามันยังอยู่จริงๆ และเพียงแค่ลงจากรถคันนี้ไป เราก็จะพบกับร่างกายนี้ยืนส่งยิ้มมาให้
เพื่อรอคอยเรากลับบ้านเช่นเคย

และนั่น, ก็เป็นช่วงเวลาของน้ำตาที่ก่อนหน้านี้เคยหล่นหายไป 
ได้หลั่งไหลออกมาทำงาน

7
ในชีวิตมันมีอีกมากมายหลายอย่างที่เรายังไม่เข้าใจ แต่สำหรับเรื่องนี้มันเป็นไปได้ที่ใครหลายคนอาจเข้าใจว่าการตายจากไปนั้นเป็นเรื่อง'น่าเศร้า' ที่สุดของชีวิตมนุษย์ ซึ่งอันที่จริงแล้ว ความตายเป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริง แต่มันยังไม่ใช่ที่สุด

'ความทรงจำที่เคยมีร่วมกัน' กับคนที่ยังอยู่ต่างหาก ที่จะพาเราล่มสลายได้บ่อยครั้งไร้จุดสุดสิ้น

แต่ถึงอย่างไรเสีย
มันก็คงเป็นเรื่องดีอยู่บ้าง
เพราะมันทำให้เรากลับมาร่วมตัวกันเพื่อรัก และเห็นความหมายของคนที่ยังอยู่มากขึ้น 
เรายืดหยุ่นขึ้นและถามถึงการใช้ชีวิตของกันในแต่ละวันมากขึ้น
ชีวิต, ที่ไม่ได้ถามแค่กินข้าวหรือยัง หรือจะกลับมาอีกวันไหน
แต่เป็นชีวิตที่ถามถึงตลอดลมหายใจที่เหลืออยู่นี้ว่า
เราจะอยู่กันยังไงไม่ให้ใครคนหนึ่งพังทลายหรือเจ็บปวด
เราจะอยู่กันยังไง
เพื่อให้อีกคนยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อ 

ความคิดถึง ภาพ กลิ่น เสียง ที่เคยมีร่วมกัน เมื่อเวลาผ่านไปกลับเป็นความทรงจำที่จับต้องไม่ได้และดูเหมือนมันจะแหลกสลายเมื่อยื่นมือออกไปสัมผัส เรารู้ดีถึงการแก้ไขอะไรกับเหตุการณ์ในอดีตไปคงไม่มีวันทำสำเร็จ

เพราะชีวิตที่มีอยู่นี้
เราไม่ได้มีไว้สำหรับเมื่อวาน 
แต่เรามีไว้สำหรับวันนี้และพรุ่งนี้เท่านั้น

โลกก็เป็นแบบนี้แหละจริงไหมเรากล้าใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะหวังว่าอะไรอะไรมันจะต้องดีขึ้นแน่ๆ สำหรับคนที่อายุยี่สิบสองในตอนนั้น ในวันนี้ได้หันกลับไปมองอดีตที่ผ่านมา
เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก
เราแค่ต้องพยายามเข้าใจ และยอมรับมันให้ได้ต่างหาก

หากเอาความรู้สึกจากใจมาพูดโดยไม่สนใจการตัดสินอย่างอื่น จุดเริ่มต้นของการเล่าเรื่องนี้คือหนังสือที่เราอ่านจบไปข้างต้น เราคงปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าชอบเนื้อหาของมันจนนึกถึงแม่ แต่เรายังคงมองว่า การยอมรับความจริงและพร้อมที่จะรับมือกับมันคือเรื่องหนึ่งที่ ฟร็องซัวส์ โมริยัค ไม่ได้ใส่ลงไปในบทของตัวละครที่มีชีวิตบนเส้นเรื่องที่อำมหิตลึกโรแมนติกล้ำ

แต่มันกลับถูกสร้างขึ้นกับเรา มนุษย์จริงๆที่มีชีวิตและเลือดเนื้อ อีกทั้งยังค้ำยันเราไม่ให้โศกเศร้าจนหม่นหมองมากเกินไปนัก เพราะมันเป็นไปได้มากว่า 

คนที่มีชีวิตอยู่อาจจะรักเราน้อยลงไปทุกๆวัน
แต่กลับคนที่จากไปนั้น
เค้าจะรักเราที่สุดนิรันดร์ตลอดกาล




























____________
ป.ล.เจ้าของลมหายใจที่จากไปในเรื่องนี้คือคำที่สองของชื่อหนังสือ 
ยังรักและรู้สึกถึงได้ในความทรงจำเสมอ
SHARE
Writer
SHN
somewho
Facebook Page : You found me

Comments