ช่างเครื่องในคาฟคา
ช่างเครื่อง (Der Heizer), Franz Kafka, แปล: ถนอมนวล โอเจริญ, จากเล่ม โยเซฟิเนอ นักร้องสาวหรือประชากรหนู และเรื่องคัดสรรอื่นๆ, สำนักพิมพ์ไลบรารี่ เฮ้าส์, 2560


เช่นเดียวกับนิยายเรื่อง ปราสาท (Das Schloss, 1926) ตัวละครของคาฟคามักมีพื้นที่อันถูกร้อยรัดจำกัดอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง เรามักหาได้รู้รูปโฉมทางกายภาพตัวละครเท่าใดนัก แม้กระทั่งชีวประวัติพื้นหลังตัวละครก็แทบจะเลือนราง ทรงจำและความชอบ ปมทางจิต พื้นที่ของตัวละครในการแสดงเรื่องเหล่านี้ถูกจำกัดอย่างน่าอึดอัด ทว่ากลับทำให้ตัวละครมีความลึกพอๆ กับตัวละครในนิยายอันมีพื้นที่การแสดงสิ่งเหล่านี้ออกมาอย่างเต็มเปี่ยม โดยนิยายเรื่องนี้และเรื่องสั้นอันจะกล่าวถึงนั้น จัดอยู่ในเรื่องแต่งประเภท Anti-plot ในความหมายของการปฏิเสธพล๊อตนี้หาใช่ไร้พล๊อตแต่อย่างใด หากคือหาใช่เป็นเรื่องที่มีพล๊อตตามขนบเรื่องแต่งตามปรกติ เรื่องสั้น ช่างเครื่อง นี้เป็นต้นร่างของนิยายที่เขียนไม่จบของคาฟคา: Amerika

ในส่วนเรื่องสั้น เรารู้เพียงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของตัวละครตอนเปิดเรื่อง นั่นคือ คาร์ล รอสมันน์ เด็กหนุ่มสิบหกปีผู้ถูกพ่อแม่ส่งตัวมาอเมริกา เพราะโดนสาวใช้ปลุกปล้ำจนนางตั้งท้อง เรื่องสั้นขนาด 30 หน้านี้เล่าเหตุการณ์ไม่ถึงหนึ่งวัน เป็นฉากอยู่บนเรือที่เข้าเทียบท่ามหานครนิวยอร์ก แน่นอน เรื่องราวไม่ออกไปไหนนอกจากอยู่บนเรือ ทั้งๆ ที่จะได้ออกจากเรือเสียที แต่ก็ไม่ได้ออกเพราะลืมร่มไว้ในเรือ นี่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งในเรื่องนี้ และทำให้เรารู้สึกได้ถึงความกังวลบางอย่างที่คาอยู่ในลิ้นแต่พูดไม่ออก ประมาณว่า บ้านไฟไหม้แล้วต้องรีบไปดับไฟ แต่วาบคิดอะไรได้บางอย่างแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ก็เลยต้องหยุดคิดให้ได้ว่ามันคืออะไร โดยที่บ้านยังไฟไหม้อยู่ ซึ่งบรรยากาศจะเป็นเช่นนี้ตลอดทั้งเรื่อง นั่นคือ เมื่อคาร์ล รอสมันน์ลืมร่มไว้ในเรือ เขาจึงวิ่งไปขอร้องเพื่อนให้ช่วยเฝ้ากระเป๋าเดินทางของเขา (ซึ่งเราจะเจอตัวละคร ‘เพื่อน’ นี้ครั้งเดียว) แหละนี่เป็นสาเหตุต่อมาเมื่อกลับลงไปในเรือ เขาดันหลงทางจนบังเอิญเจอช่างเครื่องประจำเรือในห้องๆ หนึ่ง จากนั้นก็คุยกันยาว (บ้างก็ไม่เข้าประเด็นอะไรเลย) แน่นอน ทำให้เสียเวลาไปเรื่อยๆ อันก่อเกิดความกังวลเรื่องกระเป๋าที่ฝากไว้ข้างบนเรือขึ้นอีก กระทั่งคุยจนถึงปัญหาชีวิตของช่างเครื่องประจำเรือที่ตำแหน่งของเขาจะว่างในอีกไม่ช้า แล้วอยู่ดีๆ ตัวเอกก็ต้องมาติดพันกับเรื่องราวนี้ คือการเข้าไปห้องการเงินกับช่างเครื่องเพื่อร้องเรียนความไม่เป็นธรรม จากนั้นบทสนทนายืดยาดก็เกิดขึ้นราวกับเป็นเหตุการณ์ไต่สวนอันน่าเบื่อ ทว่ามีอีกตัวละครที่ชื่อ ยาคอบ ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาเข้ามาในห้อง ขณะเดียวกันที่ตัวเอกบอกชื่อของตัวเอง (คาร์ล รอสมันน์) ยาคอบก็ทำท่ายินดีและบอกว่าเป็นลุงของตัวเอก ซึ่งมาเจอกันโดยบังเอิญ ปรากฏว่ากัปตันและเจ้าหน้าที่ในเรือมีอาการเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และลุงผู้นี้เองได้เข้ามาทำให้เรื่องเดินต่อไป โดยผลสุดท้ายช่างเครื่องก็อาจต้องยอมรับชะตากรรม ขณะที่อยู่บนเรือเล็กเพื่อขึ้นฝั่ง มีเหตุการณ์คนชุลมุนในห้องการเงินอย่างหนาแน่น และเรื่องก็จบลงบนเรือเล็กกลางคลื่นที่มุ่งเข้าฝั่งอเมริกา

นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส Gilles Deleuze กล่าวถึงในแง่ประจักษ์นิยมไว้ประมาณว่า สภาวะสิ่งๆ หนึ่งไม่สามารถใช้มโนทัศน์ (concept) มามองรวบยอดสรุปความได้ เช่นเดียวกัน ผู้เขียนเห็นว่า ชีวิตๆ หนึ่งไม่สามารถเอากรอบมโนทัศน์ หรือคิดผ่านมโนทัศน์อย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่เป็นการคิดและเป็นชีวิตที่ผ่านการเผชิญหน้า (encounter) กับสรรพสิ่งซึ่งบังคับให้เราต้องคิด เช่นเดียวกันกับการเขียนของคาฟคา เรื่องราวชีวิตของตัวละครอันต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่สืบเนื่องเป็นกระแส เหมือนร่อนเร่ตามการตัดข้ามไปมาของเหตุการณ์ ในปัจจุบันทันด่วนนี้ควรทำอะไร เลือกจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แล้วอย่างนี้ตัวละครจะแบนและไม่มีจิตใจหรือไม่ ผู้เขียนขอตอบในเชิงปฏิเสธ เพราะมองอย่างนั้นยังติดอยู่ในกรอบของสัจนิยมเชิงจิตวิทยา (psychological realism) ที่เป็นขนบว่า นักเขียนต้องแสดงข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครให้มากที่สุด วิธีการพูด รูปลักษณ์กายภาพ พฤติกรรม นักเขียนต้องให้ผู้อ่านรู้อดีตตัวละครเพราะทำให้ทราบถึงแรงจูงใจในปัจจุบันของตัวละคร และตัวละครต้องมีอิสระอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือเป็นเอกเทศจากดุลพินิจของผู้เขียน ถ้าอย่างนั้น The Man Without Quality ของ Robert Musil ก็มีตัวละครที่ไร้ชีวิตจิตใจ แห้งแล้ง และดูฉลาดเป็นอย่างมาก เพราะเราแทบไม่รู้รูปลักษณ์ทางกายภาพของตัวละครเท่าไหร่นัก และการเขียนออกจะเป็นเหมือนบทความเสียด้วยซ้ำ นี่ก็เพราะว่า ตัวละครไม่ใช่การลอกเลียนแบบชีวิตที่ดำรงอยู่จริง มันเป็นชีวิตในจินตนาการ เป็นการทดลอง แต่ก็สามารถมีชีวิตจิตใจในความทรงจำของผู้อ่านได้ เช่นเดียวกัน ตัวละครของคาฟคานั้น มีชีวิตและดำรงอยู่ในระดับผิวหน้า (surface) ที่เชื่อมต่อกับความมากมายหลากหลายของเหตุการณ์ ไม่มีเบื้องลึกแต่เป็นลักษณะที่แผ่กว้าง ไม่มีอะไรที่จะอ้างอิงนอกเหนือ (transcendence) จากสภาพเหตุการณ์ที่อยู่ในโลก (immanence) และมีตรรกะในโลกเรื่องแต่งของมันเอง

งานของคาฟคาจึงเป็นงานเขียนที่มุ่งท้าทายอภิปรัชญา และการเขียนแบบสัจนิยมเชิงจิตวิทยา
SHARE

Comments