What the 'Reasons' Taught us?
ถ้าพูดถึงกระแส 13 Reasons Why คงแทบจะไม่มีใครไม่รู้จัก ในเมื่อใครต่อใครต่างก็อัพตัสว่ากำลังชมซีรี่ย์เรื่องนี้กันอยู่ แต่วันนี้เราไม่ได้จะมารีวิวซีรี่ย์หรือกล่าวชมเชยมันแต่อย่างไร เราแค่อยากยกเอาซีรี่ย์เรื่องนี้มาเป็นตัวอย่างเฉยๆ

พอดีวันนี้เราไปเจอข่าวนี้มา

“ราชวงศ์อังกฤษรุ่นใหม่กับภารกิจช่วยสังคมตระหนักถึงปัญหาสุขภาพจิต”

‘…ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสมาชิกรุ่นใหม่ของราชวงศ์อังกฤษอย่าง ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ตลอดจนเจ้าชายแฮร์รี่ ทรงดำเนินโครงการเพื่อรณรงค์ให้ชาวอังกฤษได้ตระหนักถึงปัญหาสุขภาพจิตที่สังคมยังมองว่าเป็นเรื่องน่าอับอายและต้องปิดบังไว้ โดยเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี่ทรงแบ่งปันประสบการณ์ส่วนพระองค์ที่ทรงเผชิญหลังจากสูญเสียพระมารดาไปตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ด้วยหวังที่จะทรงเป็นตัวอย่างให้ผู้คนกล้าเปิดใจพูดคุยเรื่องนี้กันมากขึ้น…’ (BBC News, 2017)

เราเห็นแล้วเรารู้สึกดีมากเลยนะ

เราเชื่อว่าทุกๆคนบนโลกพอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้วเราจะเจอมรสุมที่โหมกระหน่ำใส่เรานับไม่ถ้วน เราเจอแรงกดดันอะไรต่างๆมากมาย แต่ว่า หลายๆครั้ง เราเลือกที่จะ “ไม่พูด” มันออกมา ยิ่งในสังคมไทยที่เราถูกสอนให้อดทน มุ่งมานะ ก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมตามบาปกรรมเหมือนที่หลักพระพุทธศาสนาสอนไว้ บางปัญหาที่เราคิดว่าเรามองข้ามมันได้ บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องที่ใหญ่มากๆก็ได้

เรามีเรื่องจะเล่าให้ฟัง 
เราเคยเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เราเศร้าหนักมาก เรียกได้ว่าเจ็บหนักที่สุด ไม่ใช่ในเชิงกายภาพแต่จิตใจเรียกได้ว่าย่ำแย่ เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่หนักที่สุดสำหรับเรา ก็คือการอกหัก คือก่อนหน้านั้นก็เคยเจอมาก่อนที่คราวนี้เลวร้ายสุด เราเก็บตัวอยู่ในห้อง นอนฟังเพลงของเราไป เราไม่ได้คุยกับเพื่อนของเราเลย แล้วความรู้สึกของเราคือมันแย่มาก มันแย่แบบโครตๆ พอยิ่งอยู่คนเดียวมันยิ่งแย่ เราเลยบอกกับตัวเองว่า เฮ้ย ไม่ได้แล้วนะ เราต้องหาทางออก

เราก็เลยใช้เวลาอยู่กับเพื่อนมากขึ้น แต่พอกลับมาอยู่ห้องคนเดียวมันก็แย่ เราก็เลยเริ่มเล่าให้เพื่อนฟัง แบบไม่ได้หวังว่าต้องการคำปรึกษาหรือหาทางแก้อะไร เราแค่อยากระบาย เราเป็นหนักมากจนเราได้ลากเราไปดูหนัง จำได้ว่าดู The Amazing Spider-Man 2 แล้วตอนจบคือเกวนตายแล้วปีเตอร์ก็ไปเฝ้าหลุมศพเกวนทุกวัน แล้วป้าเมย์ก็บอกให้ปีเตอร์ปล่อยวาง ค่อยๆปล่อยมันไป พอนั่งจบเราร้องไห้ ร้องแบบสะอื้นแล้วร้องหนักมาก คือโครตอ่อนแอ จนเพื่อนเราสติแตกไปเลยเพราะเราไม่เคยร้องหนักขนาดนี้ต่อหน้าเพื่อนมาก่อน ซึ่งเพื่อนเราก็รู้ว่าเราเป็นอะไร แล้วเราก็เคยคุยกันเรื่อยเปื่อยหรือในกระทั่งคุยเรื่องนี้ในวงเหล้า เราเคยเล่าตั้งร้านเหล้าปิดยันตีห้า ก็เหี้ยอยู่ อันที่จริงเพื่อนๆมันก็บ่นกันนะแต่ก็ไม่มีใครลุกไปไหน เราโชคดีมากที่เวลาเราเล่าเรื่องในให้เพื่อนเราฟังทุกคนไม่เคยบอกว่าเราเป็นบ้าหรืออะไร เราโชคดีมากที่เพื่อนทุกคนเข้าใจเรา พอเราเริ่มดีขึ้น เราเริ่มได้กลับมาทำกิจกรรมของมหาลัย แล้วจิตใจเราก็อยู่แค่กับงานตรงหน้าไปเลย เราได้ออกมาเจอคนมากหน้าหลายตา ได้ทำความรู้จักกับผู้คนเพิ่มขึ้น มันก็ค่อยๆฮีลตัวเองจนเรารู้สึกว่าเราหายดี เราสามารถกลับไปเผชิญหน้าคนคนนั้นได้โดยที่ไม่ได้รู้สึกอะไร

หลายคนอาจจะรู้สึกว่า

เฮ้ย แค่อกหักมันจะหนักหนาอะไร

ก็ใช่สิ ไม่ใช่คุณที่รู้สึกนิ

เราเลยอยากให้ทุกคนที่ได้อ่านตรงนี้ เวลาคุณมีปัญหาที่มันหนักอก ระบายมันออกมาเถอะ เล่าให้เพื่อน ให้ครอบครัว ให้ใครฟังก็ได้ พอเราได้เล่าแล้วทุกอย่างมันจะง่ายขึ้น

อย่ากลัวที่จะบอกใครว่าเราไม่โอเค

อย่ากลัวที่จะบอกใครว่าเรามีปัญหา

อย่ากลัวที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่มันเลวร้ายมากสำหรับเราออกไป

อย่ากลัวที่จะบอกใครว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า
 

เราเข้าใจนะว่าทำไมหลายๆคนถึงกลัวที่จะบอก อย่างที่เราเคยกล่าวไปข้างต้นว่า ประเทศเราเป็นประเทศแห่งการอดทน แต่บางเรื่อง ถ้ามันอดทนมากๆแล้วมันเป็นแผลก็อย่าอดทนเลย รักษาแผลเราก่อนเถอะ หรือการไปหาจิตแพทย์มันเท่ากับว่าเราเป็นบ้า เอาจริงๆมั้ย โลกนี้ไม่มีใครที่ปกติดีสักคนหรอก เราไม่อยากให้มองว่าการไปหาจิตแพทย์เป็นเรื่องที่ผิด ที่บาดแผล โรคภัยไข้เจ็บยังมีคนรักษาได้ เรื่องจิตใจทำไมจะรักษาไม่ได้

มีวัยรุ่นมีผู้คนอีกหลายร้อยคนในแต่ล่ะปีที่ฆ่าตัวตาย

กว่า 90% ของการฆ่าตัวตายมาจากสภาวะซึมเศร้า 

เราเห็นข่าวแนวนี้ตลอด เราเห็นข่าวการกลั่นแกล้งคนคนหนึ่งจนคนคนนั้นถึงกับต้องฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา หรือการที่พวกเขาเป็นเพศที่สามแล้วโดนย่ำยี หลายๆครั้งที่กลุ่มคนเหล่านั้นพยายามส่งเสียง ไปให้ถึงผู้ปกครอง คุณครูหรือเพื่อนๆของพวกเขา แต่กลับไม่มีใครเคยได้ยินเสียงของพวกเขาเลย จนกระทั่งเสียงของพวกเขาเงียบลง ทุกคนถึงได้รู้ว่ามันสายไปแล้ว

เราอยากให้ทุกคนบนโลกตั้งใจฟังกันมากกว่านี้ 
เราอยากให้ทำใจให้กว้าง อย่าเพิ่งตัดสิน ฟังอย่างเป็นกลาง เราไม่ใช่คนคนนั้นเราไม่มีทางรู้หรอกว่ามันเป็นยังไง เราพยายามที่จะช่วยเหลือคนในส่วนที่เราสามารถช่วยได้และไม่เกินกำลังเราจนเกินไป เราเคยผ่านปัญหาตรงนั้นมาแล้ว เราเข้าใจว่ามันดีแค่ไหนเวลาที่มีใครรับฟังปัญหาของเรา

ฮันน่าห์ ที่หลายๆคนมองว่าปัญหาของเธอมันช่างเล็กน้อยหรือบางทีเราก็รู้สึกว่าฮันน่าห์เป็นคนคิดมากไป ลองเปิดใจให้กว้างแล้วจะรู้ว่าสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่มัยเลวร้ายมากสำหรับเธอ ไม่ใช่ทุกคนจะก้าวข้ามเรื่องบางเรื่องไปได้ง่ายๆ หรืออย่างเคลย์ที่หลายๆคนบอกว่าลำไย คนเรามีหลายรูปแบบนะ บางคนอาจจะรู้สึกรำคาญ เราเองก็แอบรำคาญเหมือนกันแต่เราก็เข้าใจว่าจริงๆแล้วเคลย์เป็นคนที่มีคาแรคเตอร์ตัวละครประเภทเก็บตัว (Introvert) ตลอดเวลาเราจะเห็นตัวละครอื่นๆต้องกระตุ้นเขาตลอดเวลา เขาเข้าสังคมไม่เก่ง แล้วยิ่งฮันน่าห์เสียชีวิตเพราะฆ่าตัวตายอีก คิดดูดิว่าเคลย์จะเจ็บปวดแค่ไหน การที่เคลย์กลัวที่จะฟังเทปที่มีเสียงของคนที่เขารักแต่จะไม่มีวันได้ยินมันอีกมันแย่นะ

ในเมื่อ ’13 Reasons Why’ เป็นสื่อที่เข้าถึงทุกคนที่สุดตอนนี้ เราอยากให้ทุกคนดูซีรี่ย์เรื่องนี้อย่างตั้งใจและเก็บมาคิด อย่าดูแค่เอาสนุก อย่าดูแค่เอาให้ได้ด่า ดูแบบใจกว้างๆแล้วเราเชื่อว่าทุกคนจะได้อะไรจากซีรี่ย์เรื่องนี้ไปเยอะมากๆ

บทสรุปสุดท้ายในเทปที่ 13 เมื่อทุกคนได้รับบทเรียนแล้ว ทุกคนจึงหันมาพูดคุยกันและปรึกษากันมากขึ้น โชคร้ายที่ฮันน่าห์ไม่มีโอกาสได้เห็นภาพเหล่านี้ โชคร้ายที่เธอด่วนตัดสินใจจากโลกนี้ไปเสียก่อน

 
การที่เรามีโรคเกี่ยวกับสุขภาพจิตไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นโรคจิต

Having Mental illness doesn’t always mean that you’re psychopath 
 


เราเคยผ่านตรงนั้นมาแล้ว เราเข้าใจดีว่ามันยาก แต่ผ่านมันไปให้ได้นะ เราเป็นกำลังใจให้ :) 



SHARE
Writer
FatBoyNextDoor
writer
ชีวิตและสิ่งที่เจอ

Comments