"เพื่อน" ในมิตรภาพแห่งความทรงจำ ตอนที่ 1 บ้านนอกคอกนา
     ฉันเกิดในครอบครัวชาวนา อาศัยในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของจังหวัดในภาคกลางตอนบน พอจำความได้ก็เห็นแต่พ่อแม่พี่น้องและครอบครัวของตากับยาย พ่อกับแม่สร้างบ้านหลังเล็กๆ ข้างๆ บ้านตา เป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูงมีใต้ถุน ฝาบ้านใช้ไม้ไผ่ทุบกั้นกันลมกันฝน ส่วนบ้านตาเป็นบ้านหลังใหญ่มั่นคงแข็งแรง ใต้ถุนบ้านทำเป็นคอกให้วัวอยู่ ฉันจึงมีพื้นที่เล็กๆ ไว้วิ่งเล่นแค่บริเวณใต้ถุนบ้านของตัวเองบางครั้งขอตามพ่อไปท้องนาบ้างก็จะมีสนามวิ่งเล่นเป็นลานกว้าง เพื่อนก็มีแค่สามพี่น้องของฉันกับลูกชายของน้า ของเล่นส่วนใหญ่พ่อจะทำให้ ทำจากกะลามะพร้าวบ้าง ไม้ไผ่บ้าง แต่มันก็คือสิ่งวิเศษที่สุดในตอนนั้น 
ฉันและพี่สาวชอบเดินกุบกับที่ทำจากกะลามะพร้าว พ่อของฉันใช้เชือกร้อยรูตรงกลางของกะลาหาไม้แข็งแรงผูกเป็นปมยึดเชือกไว้ เวลาก้าวเดินต้องใช้มือดึงเชือกให้ตึง ส่วนไม้ไผ่พ่อต้องเลือกลำที่มีก้านแข็งแรงยื่นออกมาพอที่จะรับน้ำหนักตัวเด็กๆ ได้ พ่อจะเหลาหนามส่วนที่ไม่ต้องการจนเกลี้ยง ลนไฟให้หนามหรือเสี้ยนออกหมด ฉันชอบการเดินบนไม้ไผ่เพราะทำให้ตัวเองดูสูงกว่าผู้ใหญ่ สองเท้าของฉันก้าวขึ้นไปยืนมีไม้ไผ่แทนขาสองข้าง บังคับก้าวเดินแข่งกันใครจะเดินบนไม้ไผ่ได้ไกลกว่า นานกว่าจะเป็นผู้ชนะ
     หลังจากแม่เสียพ่อหอบลูกๆ มาอยู่ที่บ้านย่า เป็นหมู่บ้านที่มีชุมชนใหญ่ขึ้นปลูกบ้านชายคาเกือบชนกัน ในละแวกใกล้เคียงเป็นญาติพี่น้องกัน ครอบครัวของฉันย้ายกลับมาอาศัยกับป้าคนรอง ซึ่งเลี้ยงดูปู่กับย่าในวัยชรามาก สามีของป้าเสีย ป้ากับพ่อของฉันมีภาระในการเลี้ยงลูกกำพร้าคนละสามคน โดยมีครอบครัวของป้าคนโตที่มีครอบครัวสมบูรณ์แบบอยู่ใกล้ๆ ป้าคนโตเป็นครอบครัวใหญ่มีลูกชายลูกสาวรวมแปดคน คนโตๆ เริ่มเรียนจบและไปรับราชการบ้างแล้ว คนที่ไม่เรียนก็เลี้ยงวัวแบบไล่ทุ่งไป เย็นก็ไล่กลับเข้าคอกใต้ถุนบ้าน วัวเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากในตอนนั้น เมื่อขัดสนเงินทองป้าก็ขายวัวไป
วัวเป็นสินทรัพย์มีชีวิต บางคนได้เรียนต่อจนจบมีงานทำ ก็เพราะพ่อแม่ขายวัวส่งเรียน  ตัวฉันเองก็เหมือนกัน

          เพื่อนของฉันที่เป็นเพื่อนเล่นในวัยเด็กทึ่สนิทและใกล้ชิดที่สุดที่นี่ คือ จินดาและมานะวัยเราใกล้กัน ทั้งสองคนเป็นเพื่อนและเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน สถานที่ของเรา คือ ยุ้งฉางเก็บข้าวหน้าบ้านป้านี่เอง เมื่อยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยวยุ้งฉางจะมีพื้นที่ว่างให้เราเล่นหม้อข้าวหม้อแกง เล่นซ่อนแอบ ภาษาของเราในตอนนั้น คือ แอ๊ดตะพาย โอลาน้อยออกใครแพ้เป็นก่อน นับ 1 ถึง 20 หรือนับทีละ 5 ถึง 100 เพื่อนๆ พากันหาที่ซ่อนตัว พอนับเสร็จก็เดินหาเพื่อนที่ซ่อน ระหว่างนั้นคนที่ซ่อนต้องเคลื่อนตัวเตรียมช่วยเพื่อน สมมติว่าเจอจินดาที่ซ่อนอบู่ เพื่อนต้องร้องบอกว่า "แอ๊ดตะพายจินดา" พร้อมกับแตะที่ตัวจินดา มานะที่สะกดรอยมาช่วยเพื่อนต้องรีบแตะตัวเพื่อนและบอกว่า "ป๊อก" จบเกมส์คนเป็นต้องไปนับต่อ
         ของเล่นล้วนเอามาจากธรรมชาติทั้งสิ้น อยากเล่นโป่งวิทยาศาสตร์ก็ต้องไปเด็ดยอดต้นสบู่ให้น้ำยางของมันไหลออกมาหาแก้วเล็กๆ รองไว้ ใช้หลอดกาแฟตัดให้สั้นจิ้มไปในฟองสบู่เป่าให้เป็นลูกโป่งใส  อีกอย่างที่เราสามคนโปรดปราน คือ ใบลำโพง เราสามคนพากันเด็ดใบลำโพงแก่ๆ มาวางบนมือกำมือหลวมๆ ให้เป็นรูแล้วใช้มืออีกข้างตีลงไปเสียงจะดังเหมือนการจุดประทัดใบลำโพงก็จะแตก

         พอหน้าร้อนเราชวนกันไปเล่นน้ำในแม่น้ำป่าสัก ระยะทางจากบ้านไปแม่น้ำประมาณสองกิโลเมตร เราสามคนและเพื่อนๆ บ้านใกล้เรือนเคียง บ้างก็เดิน บ้างก็ขี่จักรยาน สลับกันปั่น สลับกันซ้อนท้าย สลับกันเดิน พอถึงแม่น้ำที่นี่คือสวรรค์ของพวกเรา ผู้ชายถอดเสื้อกระโดดลงน้ำทันทีมีมานะเป็นหัวโจก ส่วนฉันกับจินดาและเพื่อนผู้หญิงพากันเดินลงในน้ำไปตรงจุดที่มีน้ำไหลเบาๆ เราพากันว่ายน้ำในท่าแบบของเรา และดำน้ำเก็บหอยกาบตัวใหญ่ๆ ไปฝากป้ากับพ่อสำหรับมื้อเย็น ที่นี่หอยกาบและหอยตลับเยอะมาก ผู้ชายจะข้ามฝั่งขึ้นไปเก็บมะม่วงของสวนที่ติดกับแม่น้ำป่าสัก มะม่วงทั้งสุกและดิบที่ร่วงหล่นเพราะแรงลม เราเล่นน้ำกันจนพอใจแล้วพากันเดินตัวเปียกกลับบ้าน พอถึงบ้านตัวดำเป็นเหนียง เสื้อผ้าจากที่เปียกก็แห้งพอดี โดนป้ากับพ่ออบรมไปตามระเบียบ เพราะแกกลัวพากันไปเล่นน้ำลึกจะจมน้ำตายไม่มีใครรู้ แต่เราก็แอบพากันไปเล่นบ่อยๆ จนเรียนจบชั้นประถม
พอขึ้นมัธยมานะเรียนก่อนด้วยใจรักและมุ่งมั่นในการเรียน ส่วนฉันตอนนั้นพ่อปลูกบ้านแยกจากป้า ยุ้งฉางถูกรื้อออก พ่อต้องหาเงินเลี้ยงลูกสามคนพี่สาวรับจ้างบ้าง เธอไม่มีสิทธิคิดเรื่องเรียนต่อ จบ ป. 4 เธอก็มีหน้าที่ต้องดูแลน้อง ๆ  ส่วนฉันจบ ป.6 ขอพ่อเรียนต่อพ่อไม่ให้เรียนเพราะกลัวส่งเรียนไม่ไหว พ่อไม่มีเงิน ฉันนอนร้องไห้สามวันจนวันสุดท้ายของการรับสมัครพ่อตัดสินใจให้เรียนต่อ ฉันรีบล้างหน้าล้างตาแต่งตัวกระโดดซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซด์คันเก่าๆ ของพ่อไปสมัครเรียนโรงเรียนมัธยมต้นในหมู่บ้าน ส่วนจินดาหลังจากจบ ป.6 เธอไม่ได้เรียนต่อ เหตุผลของป้าคงไม่ต่างจากพ่อ ป้าต้องหาเงินเลี้ยงลูกกำพร้าพ่อเพียงลำพัง
          เราสามคนแยกกันเดินตามเส้นทางชีวิตมานะเรียนจบมัธยมต้นก่อน และไปเรียนต่อวิทยาลัยในตัวจังหวัดจนสอบบรรจุครูได้ไปบรรจุในภาคอีสาน ส่วนฉันเรียนจบมัธยมต้นได้โควต้าไปเรียนต่อในวิทยาลัยสายภาษาคณิต แต่ฉันต้องการเรียนวิทย์คณิต ชีวิตหักเหฉันตามเพื่อนไปสอบเรียนต่อในวิทยาลัยสายอาชีพโดยไม่บอกพ่อก่อน 
          ส่วนจินดาเธอแต่งงานกับผู้ชายในหมู่บ้าน ปัจจุบันเธอริ้อบ้านหลังเก่าออกไปสร้างใหม่นอกชุมชน เธอมีลูกชายสองคน
          มานะปัจจุบันสอบเลื่อนชั้นจนเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนในภาคอีสาน เค้าแต่งงานกับครูด้วยกันมีลูกสาวและลูกชายที่น่ารัก
      

วันเวลาผ่านไปนานแสนนาน แต่ฉันไม่เคยลืมสองคนนี้ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของฉัน ขอบคุณช่วงเวลาที่เราสร้างเสียงหัวเราะ ความสนุกในวัยเด็ก ขอบคุณที่ทำให้ชีวิตฉันมีเพื่อนที่ดี มานะเธอเป็นเพื่อนและเป็นพี่ที่ดีของฉัน คอยดูแลแนะนำและปลอบใจเมื่อฉันท้อถอยต่อชีวิต แม้ตอนนี้เราอาจเจอกันน้อยมาก แต่ฉันก็เฝ้าดูความสำเร็จของพวกเธออยู่ห่างๆ นะ ฉันรักเธอจินดา-มานะ


โปรดติดตาม "เพื่อน" ในมิตรภาพแห่งความทรงจำ ตอนที่ 2 

ปลายฟ้า
20 เมษายน 2560

SHARE
Written in this book
"เพื่อน" ในมิตรภาพแห่งความทรงจำ
บันทึกเรื่องราวของมิตรภาพในความเป็นเพื่อน ในวัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน และเพื่อนที่ต่างวัยในความทรงจำของฉันที่ไม่มีวันลืมพวกเค้าเหล่านั้น
Writer
plaifah
It' my life.
เศษเสี้ยวของชีวิตที่อยากเล่าให้ฟัง

Comments

loongchat
10 months ago
 ยุคสมัยนี้ ยังจะมีของเล่นเหล่านี้ หลงเหลือให้ลูกหลานได้เล่นกันอีกไหม
Reply
loongchat
10 months ago
รออ่านต่อนะครับ
plaifah
10 months ago
ขอบคุณที่รอติดตามนะคะ
ลูกของผู้เขียนยังได้เดินกะลากุบกับจากฝีมือคุณตา เวลากลับบ้านนอกค่ะ
MichaelLeahai
10 months ago
เป็นความทรงจำที่งดงามมากครับ ;)
Reply
chaiklang
10 months ago
ความทรงจำมีค่าเสมอครับ...ชีวิตบ้านนอก ก็เช่นกัน😊😊
Reply
konlungklong
10 months ago
เป็นความทรงจำเเละมิตรภาพที่น่ารักจัง 😍
Reply