เต่าหลงทาง
ฉันรู้สึกได้ถึงความเป็นไทครั้งใหญ่หลังจากมือฉันได้สัมผัสกับโน๊ตบุ๊คอีกครั้ง เลือดฉันสูบฉีด หายความสับสนกังวลใจเมื่อได้นั่งพิมพ์ข้อความลงบนนั้น ฉันเลิกรู้สึกอยากจดข้อความผ่านปากกาลงกระดาษสมุดไปแล้ว ฉันไม่รู้สนุกไปกับมันอีกแล้ว

แต่ก่อนฉันเคยชอบมาก เมื่อสามสี่ปีที่แล้วที่ฉันเริ่มเขียนบันทึกลงสมุด ฉันติดมัน พกมันไปทุกที่ แต่สองปีหลังฉันประสบกับปัญหาในชีวิตที่ฉันปรับตัวไม่ได้ จนใจฉันพังยับเยิน ใช่ นั่นแหละ พังมาโดยตลอด ไม่เคยมีเวลาพักให้เยียวยา ใจฉันโดนพังทลายมาสองปี จนปีนี้เข้าปีที่สาม มันจบลงแล้ว แต่ฉันยังปรับตัวหวนกลับเข้าสู่สภาวะปกติไม่ได้ ฉันหาทางกลับบ้านไม่เจอ ที่จริงฉันควรจะรู้สึกปลอดภัยได้แล้ว ควรจะรู้สึกสงบและเป็นสุขเสียที 

แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ฉันรู้สึกเหมือนถูกทิ้งเอาไว้กลางทาง มีปิศาจลากฉันมา ฉันไม่เต็มใจ ฉันพยายามต้านทานแรงของมันแต่ก็ต้านไม่ไหว มันดึงขาฉัน ลากตัวฉันไปในที่ที่ฉันไม่รู้จัก กายฉันถลอกไปกับพื้นถนน คราบเลือดอาบเต็มตัว และการลงทัณฑ์ในตัวฉันก็สิ้นสุดลง 

ใช่ ฉันเป็นไท แต่ฉันอยู่กลางถนนอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างเช่นนี้ จะสามารถเรียกได้ว่าอิสระ-ถูกแน่หรือ

ท่ามกลางความเหน็บหนาว ฉันเลือกลงนอนข้างถนน มีเพียงใบไม้ที่ร่วงโรยยามค่ำคืนหล่นลงมาปกคลุมบนตัวฉัน คืนนั้นฉันฝันว่า ฉันอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย เป็นสังคมที่ฉันคุ้นเคย แต่ในความเป็นจริงฉันไม่รู้จักพวกเขา พวกเขาไม่มีตัวตนอยู่จริงในโลกความเป็นจริงของฉัน พวกเขามาอยู่แค่ในความฝัน มีชายคนหนึ่งอยู่กับฉันตลอดเวลา ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่เราอยู่ด้วยกันตลอด ในฝันฉันไม่แน่ใจว่าฉันยิ้มด้วยหรือเปล่า หรือมีความสุขไหมเวลาอยู่กับเขา แต่ตื่นขึ้นมาฉันรู้สึกว่า ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาเลย เขาทื่อและน่าเบื่อ ไม่มีแรงดึงดูดจากเขาส่งมายังตัวฉัน ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ฉันว่าเราคงไม่ได้พบกันอีก

ความสงสัยฉันโผล่มาแว๊บเดียว “หรือว่าฉันจะไม่ชอบผู้ชาย?”-ฉันไม่รู้ ฉันแค่รู้สึกว่าผู้ชายทุกคนดูเงอะงะ และขี้เกียจ ไม่ๆ ยกเว้นนักเขียนที่ฉันชอบ เขาดูอบอุ่น มีพลัง เขาหัวเราะและยิ้มให้ฉัน เขาฟังเรื่องที่ฉันเล่า ติดตาม และตาก็เป็นประกายไปกับมัน-ฉันยังจำสีหน้าความตื่นเต้นของเขาได้ดี 

ครั้งที่เราเจอกัน เขาทำตัวดูมีพลังข้างใน มีความสดใส จนฉันแอบเอาไปคิดสงสัยว่าเขาจะเหนื่อยไหม แต่ความเป็นจริงแล้วเขาอาจจะมีนิสัย บุคลิกเป็นแบบนั้นก็ได้ ฉันไม่มีทางรู้ ฉันแค่ไม่เคยเจอใครแบบเขา ฉันเลยไม่อาจเข้าใจในตัวตนอีกด้านหนึ่งของเขาที่เป็นตัวเขาจริงๆไม่ใช่งานเขียน หลายครั้งที่งานเขียนกับตัวจริงคนเขียนไม่เหมือนกัน ลุงในความทรงจำคนหนึ่งของฉัน เขาเขียนการ์ตูนจิตๆ กำกับหนังเหนือธรรมชาติ งานเขาดูน่ากลัวถ้าไม่รู้จักเขาจริงๆฉันคงไม่กล้าคุยกับเขา-แต่อันที่จริง เขาเป็นคนตลกเฮฮา ชอบวิ่งและรักเด็ก เขาก็มีรอยยิ้มแต่รอยยิ้มไม่เหมือนกับนักเขียนคนนั้นที่รอยยิ้มเรียบง่ายเป็นเอกลักษณ์ อีกอย่างนักเขียนที่ฉันชอบเขายังมีนิสัยสมถะ ไม่ยึดติดวัตถุ วันนั้นฉันยังแอบกลัว ไม่มั่นใจว่ารอยยิ้มของเขาที่มีให้ฉันเป็นรอยยิ้มที่จริงใจจริงๆหรือเปล่าเพราะฉันกลัวรอยยิ้มจอมปลอม-รอยยิ้มที่ทำให้ฉันเจ็บมาก ฉันเจอเขาเพียงครั้งเดียวฉันจึงไม่อยากคิดอะไรให้มาก จึงพยายามคิดไปเพียงว่า การที่เขาแสดงปฏิกิริยาดีกับเราในการเจอกันครั้งแรกนั่นก็ถือว่าให้เกียรติเรา มันดีมากแล้ว

แต่รอยยิ้มของฉันเป็นรอยยิ้มจากข้างในจริงๆนะ :)

นักเขียนคนนั้นเขาอายุเท่าแม่ฉัน ฉันรู้สึกแปลกๆที่เรียกเขาไปว่าพี่ แต่ฉันก็นึกสรรพนามอื่นที่เหมาะสมกว่านี้ไม่ออก ฉันเด็กมาก ถ้ามองกลับกันคนละสายตา ที่เราคุยกันมันก็เหมือนเขาคุยกับลูกตัวเอง เขาเป็นพ่อที่อบอุ่น เข้าใจลูก เปิดใจและรับฟังลูกวัยรุ่นของเขา ฟังเรื่องเล่าแปลกประหลาดของเด็กๆ ให้คำแนะนำให้คำปรึกษา และเป็นคนประหยัด– เขาเป็นพ่อที่ดีนะ

เขาบอกกับฉันว่า “คนเราน่ะ สับสนอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ แต่ในความสับสนเราควรจะทำอะไรสักอย่าง”- ฉันฟังและคิดตามคำที่ผู้ใหญ่บอก

ที่จริงฉันก็ไม่ชอบผู้หญิงวัยฉันด้วย ฉันไม่ชอบใครเลยที่ฉันมองเห็นเป็นวัยเดียวกับฉัน ฉันว่าพวกเขาดูเด็กและเราคุยกันไม่รู้เรื่อง ฉันชอบคนอายุแปดสิบความคิดมากกว่าร้อยปีแต่หัวใจสิบขวบ-ฉันอยากให้หัวใจเขาสิบขวบเพราะฉันยังอยากให้เขารักการผจญภัยอยู่ แต่น่าเสียดาย นั่นก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะพวกเขาดีกว่านั้นมาก เขาไม่มีความอยากแล้ว เขาไม่ได้อยากรู้แล้วว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร เขาไม่ได้ทะเยอทะยานหาสิ่งไม่จำเป็นมาไว้ข้างตัวแล้ว และเขาไม่เหงาด้วย

ฉันคงไม่ชอบที่คนวัยเดียวกับฉันมาเหงาใส่ ฉันรู้สึกเหมือนเขาจะดึงดูดพลังงานจากฉันไปเสียทุกที พวกเขาทำให้ฉันปวดหัว ฉันไม่ชอบ มันวุ่นวาย ฉันไม่ชอบที่มาโดนน้อยใจ ฉันไม่ชอบที่มาโหวกเหวกเสียงดังใส่ อารมณ์ไม่เสถียร เพราะแค่ตัวฉันก็เสถียรไม่มากพออยู่แล้ว ฉันไม่ชอบที่โดนเรียกร้องกับความต้องการที่มีไม่สิ้นสุดของพวกเขา แต่กับคุณแปดสิบ ฉันนั่งซึมซับความสงบเงียบๆจากเขา โดยที่เขาไม่รู้สึกเหนื่อยกับการถ่ายเทพลังดีๆให้กับฉันเลย เขาถ่ายเทมาโดยไม่ต้องพยายามด้วยซ้ำ

เสียงน้ำไหลรินตกกระทบลงบนก้อนหินและนกคุยกันหลายตัว หูฟังที่ฉันพก เพลงที่โหลดเอาไว้ในมือถือแถบไม่มีความจำเป็นใดๆ…เขาเล่าว่า เมื่อตอนเขาอายุสี่สิบ เขายังรู้สึกว่าตัวเขาเองไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้เลย

เขายังรู้สึกเหมือนว่าเขาเป็นเด็กที่เพิ่งลืมตาดูโลก โลกเคลื่อนผ่านตัวเขาไปเร็วมาก เขาเหนื่อย วิ่งตามไม่ทัน เขายังรู้สึกว่าตัวเองเป็นวัยรุ่นที่ยังลองนู่นลองนี่ใหม่ไปเรื่อย เขายังรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ที่ก้มหน้าทำงานหนักและวิ่งตามหาอะไรก็ไม่รู้ เขาไม่รู้อะไรเลย เขาสี่สิบและเขายังไม่แก่ในความคิด เขาอยากแก่มากกว่านี้ เขายังรู้สึกแก่ไม่เต็มตัว ทั้งๆที่เปลือกนอกเขาร่วงโรยตามกาลเวลาแต่ข้างในเขาไม่รู้เลยว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ และเขาก็ไปเจอคนที่อายุแปดสิบบอกกับเขาว่า “ยังไม่ต้องรีบแก่หรอก ยังไม่ต้องพยายามที่จะแก่ ค่อยๆเรียนรู้ไปเรื่อยๆนั่นแหละ”

ฉันย้อนกลับมามองที่ตัวฉันเอง ฉันกระวนกระวายมาก ฉันพยายามขวักไขว่ เรียนรู้ ฉันอยากที่จะประสบความสำเร็จเร็วไว มันก็ไม่ต่างกับคนทั่วไปที่ใจร้อน อยากเจอทางลัด และใช้สูตรสำเร็จรูป ฉันอยากที่จะมีความคิดโตและแก่ ฉันพยายามข้ามวัยแท้ๆ ฉันเข้าใจที่เขาว่า ตอนแรกฉันว่าสี่สิบมันควรจะรีบทำอะไรสักอย่างได้แล้ว จะมามัวช้าได้อย่างไร แต่ว่า ถ้าหากการขึ้นไปสู่จุดสูงสุดบนยอดเขาคือเป้าหมาย นกปีกหักก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์สิบนาทีไปก็ได้ แต่ขึ้นไปได้แล้วยังไงต่อล่ะ ถ้าเราไม่ได้ความหมายของระหว่างทางกลับมา ที่เราต้องปีนเขา ก็เพื่อหาความหมายระหว่างปีนเขา บางคนก็ว่าการขึ้นไปถึงยอดเขานั่นแค่จุดเริ่มต้นเพราะเป้าหมายต่อไปคือการปีนลงมา…จุดสุดท้ายมันอยู่ตรงไหน มันไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำ เราจะหาทางลัด เราจะรีบเร่งเครื่องไปที่ไหนกันล่ะ?

"วัยแปดสิบ วัยสี่สิบ หรือไม่ว่าจะวัยไหน เราก็สามารถเป็นได้ทุกวัยได้ตลอดเวลานั่นแหละ ตอนนี้เราไม่ได้อายุเท่านี้จริงๆหรอก มันอยู่ที่ใจเรามากกว่าที่อยากจะให้ตัวเองอายุเท่าไหร่"
  
และฉันคิดว่าฉันควรจะเอามาใช้เสียบ้าง ฉันเคยไม่พอใจตัวเองที่บางครั้งอ่านหนังสือบางเล่มแล้วไม่เข้าใจ ฉันโทษตัวเอง ฉันโมโหไม่พอใจว่านี่ฉันยังไม่ฉลาดพอใช่ไหม ฉันอ่านหนังสือน้อยไป อ่านไม่มากพอหรือเปล่า ฉันประชดตัวเองด้วยการกลับไปนั่งอ่านหนังสือที่ง่ายที่สุด เป็นหนังสือที่ตอนเด็กๆฉันเคยอ่าน ฉันกลับไปอ่านหนังสือที่ตอนประถมฉันอ่าน เหอะ น่าขันสิ้นดี แต่พอฉันอ่านจบ ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันเพิ่งอ่านมันจบลงเป็นครั้งแรก เหมือนว่าฉันไม่เคยได้อ่านมัน ไม่ใช่ว่าฉันจำเนื้อหาไม่ได้แต่ว่ามันเป็นเพราะฉันไม่ใช่เด็กประถมในวันนั้น ดวงตาฉันเปลี่ยนไป ฉันตกตะกอนความคิดได้มากกว่าเก่า ฉันทำแบบที่ตอนฉันประถมทำไม่ได้ ฉันเข้าใจได้เองว่า มันก็แค่ยังไม่ถึงเวลา หนังสือที่ฉันโมโหแทบตายว่าอ่านไม่เข้าใจ ตอนฉันวัยสี่สิบฉันอาจจะหัวเราะเยาะมันและไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกแล้วก็ได้

แต่ฉันก็กลับไปไม่เข้าใจแบบตอนประถมไม่ได้ ฉันกลับไปนั่งสงสัยหนังสือเด็กๆเล่มนั้นแล้วจินตนาการแบบสายตาเด็กๆแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ฉันควรจะดีใจที่ไม่เข้าใจหนังสือเล่มที่อ่าน เพราะโตขึ้นฉันจะไม่เข้าใจแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
 
ฉันก็ยังคงอยู่ท่ามกลางความเหน็บหนาว ฉันลุกขึ้นมาจากการนอน สลัดคราบใบไม้ที่ร่วงเกาะอยู่บนตัวฉัน แผลตามตัวฉันยังไม่แห้ง ฉันลุกขึ้นเดินไม่ได้ แต่ฉันจะไม่ยอมนอนแข็งตายอยู่ที่ข้างถนนนี่ ฉันเริ่มที่จะคลานไปตามทาง ดวงอาทิตย์เริ่มขึ้นเผยให้เห็นวันใหม่ ฉันคิดว่าฉันคงได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตกเป็นเพื่อนฉันไปอีกนาน





SHARE
Writer
Tortoise
Thanker
You are what you love, not what loves you.

Comments