5 : The Green Mile ระหว่างทางสู่แดนประหาร
และแล้วฉันก็ได้ดูเรื่องนี้อีกครั้งโดยบังเอิญ ความตราตรึงของหนังเลยทำให้ฉันจำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น Tom Hanks ในชุดพัสดี.. 

Green Miles ไม่ใช่ชื่อของแดนประหาร แต่เป็นทางเดินสีเขียวที่นักโทษใช้เป็นทางเดินออกจากห้องขังไปสู่เก้าอี้ไฟฟ้า ทำไมต้องใช้สีเขียว? คงเพราะเป็นสะท้อนถึงธรรมชาติที่มนุษย์อยู่แล้วจิตใจสงบ แต่แน่นอนว่าระหว่างทางต้องพบเจอกับบททดสอบหลายอย่างในชีวิต สิ่งไหนถูกผิดไม่มีใครล่วงรู้ได้ คงจะมีแต่พระเจ้าเท่านั้น..ที่รู้!  

เรื่องราวเป็นไปในช่วงปี 1935 ภายหลังการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ ช่วง ค.ศ.1930 (Great depression) ถึงแม้ว่าในช่วงดังกล่าวอเมริกาจะมีการเลิกทาสมานานแล้ว แต่คนผิวสีก็ยังไม่ได้รับการยอมรับในสังคม และมักถูกปรักปรำจากสังคมอยู่ดี ซึ่งในเรื่องแสดงให้เห็นผ่าน John Coffey ชายนักโทษผิวดำ รูปร่างใหญ่โตผิดปกติ แต่กลับไม่มีใครทราบถึงลักษณะนิสัยที่ขี้กลัว ขี้ตกใจ และชอบร้องไห้คนเดียว อีกทั้งยังมีสิ่งมหัศจรรย์ที่อาจจะเป็นพระเจ้าที่บันดาลมาให้เขา...คือเขาสามารถรักษาคนได้ และสามารถมองเห็นอดีตได้ 

เมื่อความดีความชั่วเป็นเส้นบาง ๆ ที่ยากจะแบ่งแยก และคนผิวสีก็ไม่ได้หมายความว่าเขามีแนวโน้มที่จะกระทำผิดเสมอไป ในสมัยนั้นคนผิวสีมักตกเป็นจำเลยของสังคมอเมริกาในการกระทำความผิดต่าง ๆ ซึ่งหากดูสถิติของนักโทษชายในช่วงดังกล่าวกลับกลายเป็นอัตราของนักโทษชายผิวขาวเสียอีกที่มีมากกว่า แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อคณะลูกขุนเป็นผู้ตัดสินว่าผู้ต้องหาถูกหรือผิด เฉกเช่น การตัดสิน John Coffey จากมโนสำนึก คำพูด และภาพที่ศพของเด็กอยู่ในอ้อมกอดของเขาเท่านั้น...  

พัสดี Paul (Tom Hanks) ที่รับ John Coffey มาคุมขังในห้องขังชักไม่มั่นใจว่า John Coffey เป็นผู้ก่อเหตุอุกฉกรรจ์จริง จนกระทั่งได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นและพบเจอหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ปักใจเชื่อว่า John Coffey เป็นผู้บริสุทธิ์ แน่นอนว่าคนเราบางครั้งก็ตัดสินจากบุคลิกภายนอกก่อน และเราก็ถูกปลูกฝังกันมาอย่างนั้น ส่งผลให้บางครั้งเราต้องตัดสินความผิดถูก ทั้ง ๆ ที่ปัจจัยที่ใช้ตัดสินเรายังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ก็ตาม

ถึงแม้ว่าการใช้ชีวิตในห้องขังจะพรากอิสรภาพจากเราไป ตัดขาดเราจากโลกภายนอก ทว่า ในแดนขังแห่งนี้ไม่ได้หดหู่เสมอไป เพราะ Mr.Jingle ช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับนักโทษในแดนนี้หลาย ๆ คน  ช่วยให้นักโทษประหารบางคนมีความหวัง และการช่วยเหลือของ John Coffey ทำให้ความห่วงใยในฐานะเพื่อนมนุษย์ในสายตาของพัสดี Paul ที่มีต่อนักโทษโดยเฉพาะ John เปลี่ยนไป แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถช่วยให้ John รอดพ้นจากการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าตัวนั้นได้ 
คงไม่มีใครเถียงว่าเราหนีความตายไม่ได้ แต่เรื่องนี้ก็ทำให้สงสัยว่า...
ความตายของเราอยู่ในกำมือของใครกัน?

เราเอง..คงไม่ใช่..แต่เป็นธรรมชาติ หรือว่าสังคม กันแน่!!  
นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ยังพยายามให้แง่คิดในเรื่องของจิตใจของมนุษย์ ซึ่งสะท้อนผ่านพัศดีหนุ่มโรคจิตรายใหม่นามว่า Percy ที่เข้ามาในเรือนจำแห่งนี้โดยความช่วยเหลือของคนใหญ่คนโต ทว่า เขากลับมองนักโทษว่าเป็นคนผิด ชอบข่มขู่และปฏิิบัติกับนักโทษเหมือนตนอยู่สูงกว่า ครั้งหนึ่งที่เขาจงใจไม่ชุบน้ำที่ฟองน้ำสำหรับการช๊อตไฟฟ้าอันเป็นการประหารนักโทษ แน่นอนว่านักโทษรายนั้นต้องตายอย่างทรมาน แต่ถึงกระนั้น Percy ก็ได้รับผลกรรมจากการกระทำของตัวเอง

ในตอนท้ายของหนัง Paul ที่เคยได้รับการช่วยเหลือจาก John มีอายุยืนยาวถึง 108 ปี แน่นอนว่าการมีอายุยืนยาวย่อมเป็นเรื่องที่ลูกหลานเห็นว่าดี แต่มันดีจริงหรือที่ต้องคนที่เรารักจากไปคนแล้วคนเล่า..และคนที่จะให้คำตอบได้ก็คงจะมีแต่พระเจ้าเท่านั้น...ที่รู้.
SHARE
Written in this book
เปิดโลกผ่านหนัง
บันทึก ตกผลึกความทรงจำเกี่ยวกับภาพยนตร์
Writer
Maithira
Sister
ฉันคิดว่าการเดินทาง 🚶และการดูหนัง 🎥 เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉันไปแล้ว

Comments

Kwantean
2 years ago
ดูเรื่องนี้จบผมต้องดู shawshank redemption ต่อทันทีเลยฮะ555
Reply
Maithira
2 years ago
ขอบคุณที่เข้ามาคอมเม้นท์นะคะ :) จริงๆ แล้วชอบทั้งสองเรื่องเลยค่ะ แต่พอดีตอนนั้นอยากเขียนเรื่องนี้