นครหลบกรุง
 
ผมไม่อาจบอกปีพ.ศ.ที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นได้ ไม่ใช่เพราะลืม แต่เพราะกลัวกฎหมายและคนที่เกี่ยวข้องกับการปกครองในยุคนั้น หวังว่าหมอหรือคนอื่นๆที่ได้อ่านเรื่องนี้จะพอใช้จินตนาการคาดเดาได้ นี่ไม่ใช่แค่รายงานทดสอบสติวิปลาสของผมว่าดีขึ้นหรือเลวลง แต่เป็นความจริงที่ต้องพูดเพื่อหมอหรือใครที่ได้อ่านจะมีโอกาสหยุดยั้งเรื่องนี้ หวังว่าหมอจะเก็บเป็นความลับไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐได้เห็น ไม่อย่างนั้นคงมีคำสั่งช๊อตสมองผมให้หายบ้าอีกเหมือนทุกครั้ง หากหมอรับปากผมก็จะเล่าทุกอย่างให้ฟัง 
ชีวิตผมต้องต่อสู้ดิ้นรนมาตั้งแต่เด็กเพราะไม่ได้ร่ำเรียนมาสูง บ้านอยู่ต่างจังหวัดทำสวนทำไร่รับจ้างเล็กๆน้อยๆ ผมทำทุกอย่างเท่าที่จะได้เงิน จากชีวิตอิสระในชนบทผมเข้ากรุงเพื่อหวังมีชีวิตที่ดีขึ้น ก็ขึ้นบ้างลงบ้างไปตามประสา จนถึงวันที่สังคมเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคแห่งความเจริญสูงส่ง ชีวิตผมกลับยิ่งยากลำบาก ความรู้และใบรับรองการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญจนแทบไม่เหลือทางให้คนอย่างพวกผม สังคมถูกจัดระบบระเบียบไว้หมด 

ผมว่างงานกว่าสามเดือนเพราะร้านอาหารที่เคยทำจำกัดคน แม้แต่เด็กเสริฟก็ยังต้องดูดีมีการศึกษา ทุกอย่างมีผลต่อภาพลักษณ์ในธุรกิจที่แข่งขันสูง พี่น้องและครอบครัวผมกระจัดกระจายทำมาหากินไม่ได้พบหน้ากันนาน 

ผมอาศัยอยู่ในซอกหลืบของตรอกที่ลับตาคน เล็ดลอดจากสายตาทางการเพราะมีนโยบายไม่ให้เมืองกรุงมีแหล่งเสื่อมโทรม ทุกอย่างต้องดูเจริญตา สมเป็นเมืองที่เจริญแล้ว หรือไม่ผมก็คงอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรมที่ลึกจนไม่อาจส่งผลใดๆต่อภาพลักษณ์ของเมืองได้
ผมฝันที่จะมีชีวิตสุขสบายไม่ต้องดิ้นรนเหมือนคนอื่นๆ แต่นับวันเมืองและนโยบายต่างๆยิ่งสวยหรู ชีวิตผมก็ยิ่งยากลำบากยิ่งดูไร้ค่า ไร้ราคา ไม่คู่ควรแม้แต่งานต่ำๆแลกเงินเลี้ยงปากท้อง ภาพชีวิตเรียบง่ายในชนบทหายไปเหมือนคนที่ตายแล้ว ผมลืมและมุ่งระงับความหิวมากกว่าอย่างอื่น ผมอดโซโดยลำพัง ค่าครองชีพค่าอาหารตรงข้ามกับรายได้เฉลี่ยของคนต้อยต่ำหลายเท่า คนรู้จักผมมีงานทำ คนข้างบ้านผมมีงานทำ รัฐสนับสนุนการลงทุนทุกทาง ตัวเลขชี้วัดอัตราว่างงานแสนต่ำ แต่ผมกลับไร้ซึ่งโอกาสใดๆ ผมคงเป็นผลผลิตตกค้างของยุคก่อนเข้าสู่สมัยแห่งความเจริญล้ำหน้า 

ผมสงสัยว่าเมืองนี้ไม่มีคนอดอยากยากจนคนอื่นแล้วหรือ แม้แต่คนเก็บขยะ คนกวาดถนนก็ยังได้รับโอกาสและดูมีความสุขมากกว่าผม จนวันหนึ่งโชคก็เข้าข้างผมบ้าง ผมเจอญาติคนหนึ่งซึ่งห่างหายกันไปนาน น้าชีพเป็นน้องชายคนเล็กของแม่ที่หายหน้าไปจนทุกคนคิดว่าแกตายแล้ว สมัยเด็กผมจำได้ว่าน้าชีพเกเร ติดเหล้า ติดการพนัน ไม่ทำมาหากินเป็นหลักแหล่ง วันหนึ่งแกก็หายไปจากบ้าน บางคนว่าแกติดคุก บางคนก็ว่าแกตาย 

น้าชีพรู้ข่าวว่าผมกำลังลำบากจนถึงจุดต่ำสุด ซึ่งไม่รู้ว่าแกไปได้ข่าวมาจากไหน ทั้งที่ตัวแกเองแม้ญาติๆจะพากันตามหาแต่กลับไม่เคยได้ข่าวแกเลย น้าชีพว่าแกมีทางช่วยผมให้พ้นจากความลำบาก แกมีงานให้ผมทำ มีเงินเดือนเล็กน้อยแต่ก็สบายกว่าต้องดิ้นรนอยู่ข้างนอก ไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษา ไม่มีการไล่ออกกลางครัน 

เพียงแต่มีข้อแลกเปลี่ยนเล็กน้อย ซึ่งยังไม่บอกว่าอะไร ผมตกปากรับคำหน้าชีพอย่างไม่มีเงื่อนไข น้าชีพว่านี่เป็นนโยบายช่วยเหลือคนของรัฐ คนที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ดิ้นรนหาเช้ากินค่ำไปวันๆได้รัฐก็จะไม่เข้ามายุ่ง นอกจากคนที่หมดโอกาสต่อสู้ในเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำและมีความเจริญสูงส่งนี้เท่านั้น ผมนึกขอบคุณรัฐที่ยังมองเห็นและไม่ทอดทิ้งชีวิตที่ย่ำแย่ของผม

ผมเดินตามน้าชีพเข้าไปในซอยลึกหลังทางขึ้นรถไฟฟ้า แกไขกุญแจล็อกแล้วผลักประตูเหล็กอมสนิมทรุดโทรมเข้าไป ผมเดินตามน้าชีพเข้าไปตามทางเดินที่ดูแปลกตา มันถูกซ่อนหลังสิ่งที่คนทั่วไปมองเห็นแต่ไม่ใส่ใจ มันคือเมืองอีกเมืองที่อยู่หลังกำแพง ภายในนั้นดูเป็นสัดส่วนสวยงาม เหมือนมีคนตั้งใจสร้างและออกแบบไว้อย่างดี ผมเดินมาถึงห้องโถงใหญ่และต้องตกใจที่เห็นคนมากมายขวักไขว่อยู่ในนั้น ป้ากวาดถนน ลุงกรรมกร คนเก็บขยะ คนล้างห้องน้ำ คนขุดท่อ เด็กขนของจนไปถึงขอทาน มันคือโรงอาหารของคนเหล่านั้น 

น้าชีพเลี้ยงข้าวผม อาหารที่นี่ถูกกว่าข้างนอกถึงสามเท่า เพียงพอที่เงินเดือนน้อยๆของคนเหล่านี้จะจ่ายได้ ทุกคนได้ดูโทรทัศน์ระหว่างกินข้าว มีมุมสำหรับอ่านหนังสือ หนังสือพิมพ์ เรื่องราวบันเทิง ซุบซิบดารา มีบอร์ดสำหรับข่าวสารทั้งภายในและภายนอก มีรูปรางวัลของพนักงานหรือประชากรดีเด่นติดอยู่ ผมรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตของคนในนี้ดีกว่าผมมาก แค่กินข้าวให้ครบสามมื้อยังยากจะให้ฝันถึงช่วงเวลานั่งดูละครทีวีในห้องแอร์เย็นๆยิ่งเป็นเรื่องเพ้อฝัน

น้าชีพว่าที่นี่คือนครหลบกรุง เมืองซ้อนทับในมหานครที่เจริญแล้ว เป็นเมืองของคนยากไร้ คนยากจน คนด้อยโอกาส คนไม่มีทางเลือกในชีวิต รัฐจะดูแลคนพวกนี้เพื่อไม่ให้ไปเป็นภาระของสังคมภายนอก จัดหางานให้ เป็นการลดอัตตราการว่างงานไปในตัว ส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีของเมืองกรุง ส่งเสริมการท่องเที่ยวการลงทุนจากต่างชาติ งานส่วนใหญ่ที่ได้รับก็จะเป็นงานที่คนทั่วไปไม่อยากทำ 

ยิ่งคนเจริญมากขึ้นงานพวกนี้ก็จะยิ่งเป็นที่รังเกียจ เช่นงานเก็บขยะ กวาดถนน ล้างห้องน้ำ ใช้แรงงาน ให้บริการ งานที่ต้องเสี่ยงชีวิต แลกกับเงินเดือนเล็กน้อยที่ไม่มีทางอยู่ได้ในโลกภายนอกแต่สามารถอยู่ได้ภายในนี้ คนในนครหลบกรุงจะมีชีวิตที่ดีกว่าการไปดิ้นรนภายนอก เพียงแค่ต้องแลกกับอิสรภาพหรือยอมสูญเสียความเป็นมนุษย์บางอย่าง เพื่อเติมเต็มให้ภาพของเมืองกรุงนั้นสวยงามสมบูรณ์ 

ผมเอะใจที่ว่ายอมสูญเสียความเป็นมนุษย์บางอย่าง น้าชีพจึงยกตัวอย่างให้ฟังว่า กฎของพนักงานทำความสะอาด กวาดพื้น ถูพื้น ล้างห้องน้ำคือ ต้องก้มหน้ามองแค่พื้น ห้ามพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานหรือประชากรประเภทอื่น เพื่อให้รู้สึกถึงการบริการที่เป็นมืออาชีพ ไม่ตีตัวเสมอและยินดีรับใช้ พนักงานต้อนรับของรัฐ ไม่ว่าจะหน้าประตูหรือที่อื่นใดต้องยิ้มไว้เสมอ ห้ามมีอารมณ์เรียบเฉยหรืออื่นใดในเวลางาน ยกเว้นเวลาพักกินข้าว เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีในการต้อนรับและดูเป็นมิตร พนักงานเก็บขยะและงานเกี่ยวกับสิ่งปฏิกูล ต้องไม่แสดงอาการอื่นใดต่อกลิ่นเน่าเหม็น ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าหรือท่าทางเพื่อไม่ให้ดูน่ารังเกียจสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อผู้พบเห็น 

หน่วยดูแลความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย การบริการ ต้องยืนติดต่อกัน 9 ชั่วโมงในเวลางาน ห้ามนั่ง ห้ามพิง นอกจากเวลาพักหรือเข้าห้องน้ำเท่านั้น เพื่อแสดงถึงความพร้อม ตั้งใจและตื่นตัวอยู่เสมอ แม้แต่ขอทานหรือเจ้าหน้าที่รับสินสงเคราะห์ก็ต้องมีความสามารถพิเศษ มีการแสดงที่เจริญตาไม่ดูพิการน่าเกลียด เพื่อทำให้เมืองถูกเติมเต็มด้วยศีลธรรม จริยธรรม และภาพลักษณ์ของการเสียสละจากผู้ที่เจริญแล้ว มีเงินทองมีความโอบอ้อมอารี และเงินเหล่านั้นก็จะกลับคืนมาสู่รัฐอีกทางหนึ่ง 

ฟังดูแล้วมันอาจจะไม่ใช่เรื่องยากเย็น และดูเลวร้ายเกินไปที่จะพูดว่าสูญเสียความเป็นมนุษย์บางอย่าง แต่น้าชีพเล่าว่ามีพนักงานต้อนรับหญิงบางคนถึงกับมีอาการกระดูกสันหลังคดงอ ปวดทับเส้นประสาท หรือแม้แต่กล้ามเนื้อขาอักเสบ ปวดเข่า ปวดข้อเพราะต้องยืนเป็นเวลานานๆบนส้นสูง หรือเจ้าหน้าที่เก็บขยะที่มีปัญหาเกี่ยวกับโพรงจมูกอักเสบ ติดเชื้อ หรือเป็นมะเร็งเพราะต้องเจอกับขยะที่มีสารพิษมากมายในแต่ละวัน ประชากรที่นี่แทบไม่มีโอกาสได้เลือกงานเอง และกฎอีกข้อหนึ่งคือ ห้ามแพร่งพรายเรื่องราวภายในนครหลบกรุงนี้ให้คนภายนอกรู้ ให้ใช้ชีวิตไปตามปกติ ไม่มีใครรู้ว่าบทลงโทษนั้นจะร้ายแรงถึงขั้นไหน เพราะส่วนใหญ่คนที่นี่ก็พร้อมจะทำตามกฎเกณฑ์เหล่านั้นเสมอเพื่อแลกกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผมถามน้าชีพว่าแล้วงานของผมคืออะไร แกตอบเพียงพรุ่งนี้ค่อยรู้

เช้าของอีกวันผมเก็บของใช้จำเป็นออกจากบ้านมาหาน้าชีพ แกว่าในเมืองมีทางเข้านครหลบกรุงอยู่มากมายกระจายไปทั่วแต่ไม่มีใครรู้ เพราะไม่มีใครสังเกตและสนใจ ทุกคนมองหาเห็นแต่สิ่งที่เจริญตา ตึกสูงสวยงาม รถไฟลอยฟ้า รถประหยัดพลังงานราคาสูงลิบ สวนสาธารณะทันสมัย ไม่มีใครสนใจประตูเหล็กบานใหญ่เคลือบสนิมและล็อกด้วยกุญแจเทอะทะ ประตูกระจกเก่าๆตามตรอกซอกตึก ช่องเล็กๆใต้สะพาน บันไดเล็กๆใต้ทางด่วน หรือทางเดินที่หายเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดิน 

ผมมาทำงานกับน้าชีพที่แผนกเผาขยะและปฏิกูลซึ่งต้องออกมาทางชานเมืองเล็กน้อย ที่ดินในเมืองแพงมาก ขยะเป็นสิ่งที่ต้องถูกกำจัดเป็นรายวันหรือแทบจะตลอดเวลา ไม่มีที่ดินว่างเปล่าสำหรับนำขยะไปทิ้ง เตาเผาขยะขนาดใหญ่ที่ผมกับน้าชีพต้องดูแลอยู่บนตึกสูงที่ควันจะลอยออกไปนอกเมือง ไม่ส่งผลต่อทัศนียภาพใดๆในกรุง และสิ่งที่ผมกับน้าชีพต้องแลกมาเพื่อให้ได้ทำงานนี้คือ การไม่ได้กลับออกไปข้างนอกอีกเลย ไม่เหมือนคนอื่นที่ยังมีเวลาเลิกงานกลับบ้าน ต้องเป็นวันดีคืนดีจริงๆผมถึงจะได้ออกไปเจอคนรู้จักหรือกลับไปเยี่ยมครอบครัวของผมบ้าง มันแลกมาด้วยความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนที่ไม่มีทางเลือก 
แต่ข้อดีอย่างหนึ่งที่พอจะพบเจอในนี้คือฟากหนึ่งของตึกสูงผมมองไปไกลเห็นเมืองเล็กๆที่ความเจริญสูงส่งยังไปไม่ถึง ส่วนอีกฟากผมก็มองเห็นทิวทัศน์ของเมืองที่เจริญล้ำหน้าได้ชัดเจนกว่าใคร 
และอีกสิ่งที่พอจะทำให้ผมมีความสุขขึ้นบ้างเมื่อคิดถึงโลกภายนอก คือการมองลงมาที่สวนสาธารณะข้างตึก มันมีต้นไม้สีเขียวสวยงาม มีลานทำกิจกรรม มีผู้คนปลูกต้นไม้ วิ่งเล่น เดินเล่น มันทำให้ผมนึกถึงชีวิตวัยเด็กในชนบทได้เป็นอย่างดี

เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า น้าชีพสอนงานให้ผมทุกอย่างเกี่ยวกับเตาเผา ขยะจะถูกลำเลียงมาในถุงสีดำที่แพ็คมาเรียบร้อยบางถุงก็ยกเข้าเตาเผาได้เลย บางถุงต้องใช้เครื่องช่วยยกเพราะหนักมาก งานที่เตาเผาถือว่าสบายและไม่มีอะไรยุ่งยาก ผมได้ดูละคร ดูหนังในเวลาพักกินข้าว ได้ทานอาหารดีๆในราคาไม่แพง อ่านข่าวซุบซิบดาราเหมือนที่คนอื่นๆชอบอ่าน แต่ความสุขอีกอย่างของผมคือการมองลงมาที่สวนสาธารณะแล้วเห็นผู้คน เห็นต้นไม้สีเขียว มันสร้างความเพลิดเพลินให้ผมได้ดีแม้ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ 

ผมถามน้าชีพถึงตอนที่แกหายตัวไปจากบ้าน มันเป็นเพราะนโยบายนครหลบกรุง แกเป็นคนแรกๆที่มาทำงานที่เตาเผาเมื่อหลายสิบปีก่อน นานๆจึงจะได้ออกไปเจอโลกภายนอกสักที ผมถามแกว่าไม่เบื่อบ้างหรือที่ต้องอยู่แต่หน้าเตาเผา แกถามผมกลับว่าเบื่อกับอดจะเลือกอันไหน คำตอบของผมคือขอแค่ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากมายเหมือนก่อน ความเบื่อหน่ายไร้อิสรภาพเพียงเล็กน้อยแค่นี้ผมทนได้

ผมทำงานกับน้าชีพมาเกือบหกเดือนเรียนรู้ทุกอย่างจนทำแทนแกได้หมด น้าชีพถามผมถึงญาติพี่น้องที่ต่างจังหวัด แกจากมานานและคิดว่าบั้นปลายชีวิตอยากจะกลับไปที่นั่น ผมว่าอีกไม่กี่ปีแกคงเกษียณอายุและได้กลับไปบ้านสมใจ น้าชีพบอกว่ามีเพียงแผนกเผาขยะที่ไม่มีการเกษียณอายุเราตกลงกันแล้วว่าจะไม่ได้ออกไปข้างนอกอีก 

ผมแปลกใจกับคำพูดของแก ทำไมแผนกเผาขยะจะต้องมีกฎเข้มงวดมากกว่างานแผนกอื่น แต่ก็ปลอบใจแกไปว่าถ้าคิดถึงบ้านจริงๆก็ให้มองออกไปไกลๆหรือมองลงไปที่สวนสาธารณะข้างล่าง ต้นไม้สีเขียวจะช่วยให้ความรู้สึกต่างๆดีขึ้น มีคนนั่งเล่นนอนเล่นดูแล้วสบายตาแก้คิดถึงบ้าน น้าชีพบอกผมว่านั่นไม่ใช่สวนสาธารณะ มันเป็นโรงพยาบาลวิกลจริต ไว้ขังคนบ้า และเอาไว้ทำคนให้บ้า แกว่าถึงเวลาที่ต้องเล่าให้ผมฟังและมันเป็นสิ่งที่คนแผนกเตาเผาต้องรู้ โดยที่คนแผนกอื่นไม่รู้ 

ที่นั่นคือโรงพยาบาลวิกลจริต สร้างขึ้นเพื่อสงเคราะห์ผู้มีปัญหาทางจิตทั้งโดยกำเนิด หรือเกิดจากอุบัติเหตุเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านสังคมสงเคราะห์ และอีกทางหนึ่งคือที่คุมขังนักโทษและอาชญากรร้ายแรงเพราะเมืองที่เจริญแล้วกฎหมายที่รุนแรงป่าเถื่อนจะถูกยกเลิกรวมทั้งการประหารชีวิต เพราะแสดงถึงความไร้อารยธรรม เมืองที่จะเจริญจึงควรไม่มีคดีร้ายแรงและต้องไม่มีการประหารชีวิต โทษสูงสุดคือการช๊อตสมองลบความทรงจำ เป็นบุคคลที่ดูแลตัวเองไม่ได้ ผมไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน ในขณะที่เราคุยกันอยู่นั้นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางก็นำถุงขยะแพ็คใหญ่สีเหลืองเข้ามา ผมเห็นน้าชีพถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเตรียมส่งมันเข้าเตาเผา ถุงขยะสีแปลกกว่าทุกวันและน้าชีพก็ดูมีอาการแปลกๆด้วย ผมจึงถามแกเอาความจริง น้าชีพไม่ตอบอะไร แกหยิบมีดพกกรีดปากถุงช้าๆให้ผมดูสิ่งที่อยู่ในนั้น 
ผมไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ในนั้นมีศพเด็กซากชิ้นส่วน แขน ขา เป็นตัวบ้างเป็นชิ้นบ้างปะปนอยู่จนแน่น ตัวผมชาพูดอะไรไม่ออกกับสิ่งที่เห็น กลิ่นคาวกลิ่นแปลกๆที่ไม่เคยสัมผัส อบอวลออกมาน้าชีพปิดปากถุงแล้วใช้เครื่องยกใส่กองไฟในเตาเผา เมืองนี้ไม่มีการทำแท้ง ไม่มีหมอเถื่อน ไม่มีปัญหาสังคมเหมือนเมื่อก่อน แต่จริงๆปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรไม่เคยลดลง รัฐเปิดศูนย์ดูแลอย่างลับๆและทำแท้งให้เยาวชนเสียเอง ไม่มีข่าวให้สังคมภายนอกรับรู้ เพื่อสร้างภาพการแก้ปัญหาต่างๆอย่างได้ผล ทั้งการทำแท้ง ทอดทิ้งเด็ก ทารุณเด็ก และซากของทารกและสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็จะถูกส่งมาทำลายที่นี่

ผมซึมเศร้าไปหลายวันจากสิ่งที่ได้เห็น น้าชีพรู้ดีว่าความรู้สึกผมเป็นอย่างไร มันคงไม่ต่างจากแกที่มาทำงานที่นี่แรกๆ ผมไม่นึกว่าแผนกเตาเผาจะต้องทำอะไรแบบนี้ ผมมองออกไปนอกหน้าต่างมองไปที่สวนเขียวของโรงพยาบาลบ้า ผมเริ่มอยากไปอยู่ที่นั่นเสียเอง ลมเย็นพัดเข้าหน้าคงรู้สึกดีกว่าแอร์เย็นเน่าๆในนี้ น้าชีพยื่นไม้ท่อนเล็กๆท่อนหนึ่งให้ผม มันมาจากต้นที่มีมากในหมู่บ้านของเราที่ต่างจังหวัด 

กลิ่นหอมของเนื้อไม้ทำให้คิดถึงบ้านและชีวิตที่นั่น น้าชีพตัดแบ่งให้ผมครึ่งท่อน แกเก็บมาตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านและติดตัวไว้เสมอเพราะรู้ว่าจะต้องมาทำงานที่นี่โดยอาจไม่มีวันได้กลับออกไป แกใช้ท่อนไม้เล็กๆถูกับฝ่ามือแล้วดมกลิ่นหอมแห้งๆที่เกิดขึ้นแก้คิดถึงบ้าน น้าชีพว่าต่อไปคนที่จะต้องใช้มันคงจะเป็นผมเสียมากกว่า แกเห็นสิ่งที่ผมเพิ่งเห็นมานานเกินพอ และแกก็เห็นอะไรที่ผมยังไม่เห็นอีกมากในเมืองเจริญแห่งนี้ แต่ไม่สามารถบอกใครได้เพราะนี่คือกฎที่แลกมาด้วยชีวิต น้าชีพขอโทษผมที่เหมือนแกจะช่วยและก็ทำร้ายผมในเวลาเดียวกัน

เช้าวันหนึ่ง...ผมมาทำงานตามปกติ แต่วันนี้ผมไม่เห็นน้าชีพ แกหายไปอย่างไร้ร่องรอยมันอาจมีกฎอะไรลึกลับอีกซึ่งผมก็ไม่รู้ ห้องนอนของน้าชีพถูกเก็บข้าวของออกหมด ผมกินข้าวกลางวันตามลำพัง ทำงานที่เตาเผาตามลำพัง แทบไม่ได้เจอหรือพบปะพูดคุยกับประชากรคนอื่นในนั้น เจ้าหน้าที่ส่วนกลางก็ไม่มีใครตอบเรื่องของแกได้สักคน หรือแกอาจจะเกษียณอายุกลับบ้านไปแล้วอย่างที่แกตั้งใจ ผมเฝ้าเตาเผาและภาวนาให้ถุงขยะเป็นเพียงสีดำไม่มีสีอื่นแปลกปลอมเข้ามา เวลาว่างหลังพักเที่ยงผมจะนั่งมองสวนของโรงพยาบาลบ้า แล้วหยิบท่อนไม้เล็กๆของน้าชีพมาถูที่ฝ่ามือเพื่อดมกลิ่นหอมแห้งๆของเนื้อไม้ 

เสียงจากเจ้าหน้าที่ส่วนกลางนำขยะมาส่งเข้าเตาเผาตามเวลา ผมได้โอกาสถามข่าวของน้าชีพจากเจ้าหน้าที่คนนั้นซึ่งสนิทสนมกับน้าชีพอยู่บ้างเพราะทำงานด้วยกันมานาน เขาอึกอักไม่ยอมพูดอะไร จนนำถุงขยะที่อัดในแพ็คสีแดงเข้ามาในห้อง ผมชะงักที่เห็นสีของมันแปลกไปจากเดิม เจ้าหน้าที่ไม่ได้อธิบายอะไรนอกจากคำว่า “ผิดกฎร้ายแรง” เขาหันหลังแล้วเดินจากไป ผมสังหรณ์ใจถึงสิ่งที่อยู่ภายในนั้น ผมหยิบมีดของน้าชีพกรีดปากถุงออกช้าๆ กลิ่นบางอย่างลอยออกมาจากในถุงและเตะจมูกผมอย่างจัง 

มันเป็นกลิ่นไม้หอมของน้าชีพที่แกติดตัวไว้เสมอ กลิ่นนั้นขึ้นจมูกและซึมเข้าประสาทรับรู้ ผมเอื้อมมือแหวกปากถุงชะเง้อมองสิ่งที่อยู่ภายใน ร่างของคนในท่านอนกอดเข่ามือสองข้างมัดติดกัน สีผิวเขาออกดำแดง แต่เหมือนมันไม่ได้แดงโดยธรรมชาติ ร่างเปลือยเปล่าสิ่งของเครื่องใช้ถูกยัดไว้ข้างตัว ผมรีบปิดปากถุงเพราะไม่อยากซึมซับภาพนั้นไปมากกว่านี้ ผมมั่นใจว่าเขาไม่ใช่น้าชีพ แต่กลิ่นไม้หอมภายในถุงก็ชวนให้เชื่อเสียเหลือเกิน ผมใช้เครื่องยกถุงขยะผิดกฎร้ายแรงเข้าเตาเผาและไว้อาลัยให้กับทุกสิ่งที่ทำให้ร่างนั้นต้องมาอยู่ที่นี่

คืนนั้นผมถามตัวเอง ผมอยู่ที่นี่อย่างคนมีชีวิตจิตใจจริงหรือ ผมไม่ต้องหิวโหย ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องยากลำบากเหมือนก่อน แต่ผมกำลังสูญเสียมากกว่าใครทั้งหมดที่มาที่นี่ น้าชีพคงรู้สึกไม่ต่างจากผมในตอนนี้ ผมเผาร่างของคนไปต่อหน้าต่อตา ผมเผาร่างของเด็กทารกที่ไม่มีความผิด ผมมีหน้าที่ฟอกความดีงามให้เมืองเจริญแห่งนี้ ทำให้มันกลายเป็นเถ้าถ่านที่ไม่มีอยู่จริงและไม่เคยเกิดขึ้น 

ผมตัดสินใจยกเลิกการจ้างงานโดยไม่ยอมบอกใคร ผมวางแผนจะหนีและบอกเรื่องเหล่านี้ให้คนภายนอกได้รับรู้ จะต้องมีคนหยุดความเจริญจอมปลอมนี้ จะต้องไม่มีใครยอมแลกความเป็นมนุษย์บางอย่างเพื่อเมืองนี้อีก หมอหรือใครก็ตามที่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้จะต้อง.......... 
 
ผลการวินิจฉัยจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จากการอ่านรายงานแบบทดสอบทางจิตของคนไข้ผิดกฎร้ายแรง แม้จะเป็นเพียงบางส่วนแต่ก็สามารถชี้ชัดได้ถึงอาการจิตวิปลาสขั้นสูง เพ้อฝันในเหตุการณ์ที่ไม่เป็นจริง ย้ำคิดจินตภาพเสมือนมีเรื่องราวเลวร้ายเกิดขึ้น สร้างเหตุและผลลวงเพื่อรองรับฐานความเชื่อ เป็นภัยต่อสังคมและประชากรโดยรวม อาจทำให้เกิดความสับสน หวาดกลัว หรือคุกคามปกติสุขของประชากรส่วนอื่น จึงมีคำวินิจฉัยให้ใช้การกระตุ้นคลื่นสมองด้วยระดับกระแสไฟฟ้าขั้นสูงสุด เพื่อบรรเทาอาการ และยับยั้งความเสื่อมถอยของระบบสมอง ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างจินตภาพลวงซ้ำซ้อน ความคิดลวงผสม และความทรงจำสังเคราะห์ พร้อมทั้งติดตามดูความเปลี่ยนแปลงและควบคุมพฤติกรรมอื่นๆอย่างใกล้ชิด ก่อนสรุปเป็นรายงานประจำวัน เสนอต่อเจ้าหน้าที่รัฐส่วนกลางทุกๆสัปดาห์

พจ.ผกร-4881




SHARE
Writer
Indian_Ink
Learner
www.facebook.com/Indianink18

Comments

ENDLESS_summertime
6 months ago
จะสื่อถึงอะไรอะ ขอโทษนะครับ ผมไม่แตกฉานเลย
Reply
Indian_Ink
6 months ago
คุณว่าสื่อถึงอะไรได้บ้างครับ ผมผู้เขียนไม่ควรเฉลยสิ่งที่ตัวเองเขียนมากนัก ให้คนอ่านตีความจะสนุกกว่าครับ :)
Kpipe
6 months ago
สนุกดีนะครับ เข้ากับสภาพในปัจจุบันดีครับ
Reply
Indian_Ink
6 months ago
ขอบคุณครับ จริงๆเรื่องนี้เขียนไว้เป็นปีปีแล้วครับ แต่ก็รู้สึกคล้ายคุณเลย
alivezombie
6 months ago
#ป่วยทางจิต
Reply
Indian_Ink
6 months ago
ว่าผมรึเปล่าครับ ;)
Keatparitus
6 months ago
ลึกซึ้งมากครับ ผมอ่านสองสามรอบ สำหรับผมก็ยังคิดเหมือนเดิมว่าศพสุดท้ายที่พบเนี่ย ถ้าไม่ใช่น้าชีพก็ต้องเป็นตัวเอกของเรื่องแน่ เพราะมีกลิ่นของไม้เหมือนกัน และมีท่าทีขบถ แต่มันดันมีขมวดปมไว้ว่าข้าวของน้าชีพแกหายไปด้วย สรุปสั้นๆเลย ผมคิดว่าสะท้อนคำว่าป่วยทางจิตน่าจะตอบได้ทุกคำถาม และความบิดเบี้ยวจากตัวละคร ชอบมากครับ
Reply
Indian_Ink
6 months ago
ขอบคุณมากครับ ที่ให้เวลากับเรื่องนี้ และพยายามเข้าถึงตัวละคร และรายละเอียดอื่นๆ เยี่ยมเลยครับ :)
Keatparitus
6 months ago
ชื่นชอบครับ แล้วจะติดตามผลงานคุณต่อไป ว่างๆแวะเวียนมาอ่านงานของผมบ้างนะครับ รู้สึกดีที่การอ่านเหมือนได้นั่งคุยกับเพื่อนที่ยังไม่รู้จักกัน :)
Indian_Ink
6 months ago
ยินดีเลยครับ
alivezombie
6 months ago
คิดเหมือนคอมเม้นข้างบนค่ะ อธิบายออกมาได้คำเดียว่า ป่วยทางจิต ก็เลยเม้นไปว่า #ป่วยทางจิต
Reply
Indian_Ink
6 months ago
ขอบคุณที่ให้เวลากับเรื่องนี้นะครับ :)