กฏแห่งแรงดึงดูด (The Law of Attraction)
ปกติกฏแห่งแรงดึงดูดจะถูกยกมาพูดในงานสัมนาขายตรงอะไรเทือกนั้น เพื่อนำมาสร้างแรงจูงใจในการลงทุนร่วมกับบริษัท ซึ่งมันทำให้ภาพลักษณ์ของคนที่พูดถึงกฏนี้ดูแย่ไป ประมาณว่า เฮ้ย มาชวนขายตรงรึเปล่าวะ วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องราวที่ผมได้ใช้ประโยชน์จากกฏนี้ โดยไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อ ไม่มีชวนไปขายตรง ไม่ต้องหาดาวน์ไลน์ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย

กฏแห่งแรงดึงดูด คืออะไร?มีหลายคนออกมาบอกว่า กฏแห่งแรงดึงดูด มีแนวปฏิบัติ 3 อย่าง คือ ขอ เชื่อ และรับ
อ ในที่นี้คือขอในใจ อยากได้อะไรก็ขอ 
เชื่อ เมื่อขอแล้ว เราต้องเชื่อว่าเราจะได้สิ่งนั้นแน่ๆ
รับ รอรับสิ่งที่เราขอไป

อ่านแล้วมันดูเหมือนมโนฯเนอะว่ามั้ย? คนส่วนใหญ่คิดว่าวิธีมันเป็นอย่างนี้ มันก็เลยไม่เกิดผล เราตีความคำว่า ขอ เชื่อ รับ ผิดไป จริงๆ แล้วสิ่งที่ถูกก็คล้ายๆ กับที่เราตีความนั่นแหละ แต่เราตีความคำว่า เชื่อ และ รั ผิดเพี้ยนไป 

จริงๆ กฏแห่งแรงดึงดูดคือของสองอย่างที่เหมือนกันจะถูกดูดให้มาอยู่ด้วยกัน เช่น คนดีก็จะมีแต่เพื่อนดีๆ คนไม่ดีก็จะมีแต่คนไม่ดีมาคบค้าสมาคม ห้องสมุดจะดึงดูดคนรักการอ่านมารวมกัน ร้านอาหารอร่อยจะดึงดูดให้นักกินมารวมตัวกัน อย่างนี้เป็นต้น แต่เราสามารถนำกฏนี้มาประยุกต์ใช้กับความคิดเราได้ ความคิดคนเราเป็นคลื่นอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็น สิ่งที่เราคิดถึงก็มีคลื่นส่งออกมาเหมือนกัน เมื่อคลื่นสองอันนี้มาเจอกัน มันก็จะพยายามดึงดูดซึ่งกันและกัน ตรงจุดนี้แหละที่เราจะนำกฏนี้มาประยุกต์ใช้

กลับมาดูตรงคำว่า ขอ เชื่อ รับ กันอีกรอบ ผมจะอธิบายให้ฟัง ว่าจริงๆ แล้วมันตีความว่าอย่างไร

ขอ ก็ตรงตัวเลย อยากได้อะไรก็ขอ ขอในใจ คุณจะขออะไรก็ได้ที่มันสามารถเป็นไปได้ เป็นไปได้ในที่นี้คือสามารถเกิดขึ้นกับคุณได้จริงๆ เช่น คุณขอให้เจอดาราคนโปรดตัวเป็นๆ สักครั้งในชีวิต อันนี้เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าอยากได้ชิ้นส่วนของวงแหวนดาวเสาร์ อันนี้จักรวาลไม่รู้จะส่งมาให้คุณยังไง
เชื่อ เมื่อคุณขอแล้วไม่ใช่ให้เชื่อว่าคุณจะได้ แต่ให้คุณทำตัวเหมือนว่าคุณได้มันมาแล้ว คุณมีความสุขกับสิ่งที่คุณขอไป ในขั้นตอนนี้แหละ ตัวเราจะสร้างคลื่นบางอย่างที่มองไม่เห็นส่งออกไปในจักรวาล เพื่อเสาะหาคลื่นที่เหมือนกัน เพื่อที่จะเหนี่ยวนำสิ่งที่คุณขอมาหาคุณ เช่นคุณเชื่อว่าคุณจะได้เจอดาราคนโปรด คลื่นนี้ก็จะส่งไปยังดาราคนนั้นเพื่อที่จะ ดลใจ ให้ดาราคนนั้นเดินทางไปยังที่ที่คุณไป
รับ เมื่อคุณเชื่อแล้วขั้นต่อไปคือรับ รับไม่ได้หมายถึงรอรับ แต่หมายถึงให้คุณปฏิบัติตัวให้อยู่แนวเดียวกับสิ่งที่คุณเชื่อ เช่น คุณอยากเจอดาราคนโปรด คุณก็ต้องออกไปข้างนอก ไปเจอผู้คน ถ้าคุณเชื่อมากพอคุณอาจจะได้เจอดาราคนนั้นมาเดินห้างหรือแวะซื้อก๋วยเตี๋ยวเจ้าเด็ดอยู่ก็เป็นได้ แต่ถ้าคุณมัวแต่ขลุกอยู่ในห้อง คุณอย่าหวังว่าจะได้เจอ ดาราคงไม่มาหาคุณถึงห้องหรอก แบบนี้คือคุณไม่ได้ทำตัวให้อยู่ในแนวเดียวกับสิ่งที่ขอ คุณก็จะไม่ได้รับสิ่งที่ขอไป

อ่านแล้วอาจจะงงๆ 
มันจะเป็นไปได้เหรอ บ้าน่า...ตอนแรกผมก็คิดแบบนี้ แต่พอลองคิดทบทวนแล้ว ในชีวิตผมได้เผลอใช้กฏแห่งแรงดึงดูดโดยไม่รู้ตัวไปหลายครั้งมากๆ ผมจะเล่าให้ฟัง

ตอนผมอยู่ป.6 ตอนนั้นคือเพื่อนๆ ทุกคนกำลังง่วนอยู่กับการสอบเข้าไปเรียนต่อม.1 ผมก็มีที่เรียนอยู่ในใจแล้ว รร.ประจำจังหวัดนั่นเอง คุณครูของผมบอกว่าเดี๋ยวจะไปเอาใบสมัครมาให้อะไรทำนองนี ผมก็ไม่ได้สนใจจะสอบที่รร.อื่นเพื่อสำรองไว้เลย คิดแต่ว่าเราจะต้องเรียนโรงเรียนนี้เท่านั้น นึกภาพตัวเองเรียนโรงเรียนนี้คงจะมีความสุขน่าดู วันเวลาล่วงเลย คุณครูที่สัญญาว่าจะเอาใบสมัครมาให้ก็ไม่ยอมไปเอามาให้สักที จนผมต้องไปถามแกว่า สรุปจะไปเอามาให้ไหม แกตอบว่าครูไปบอกเธอตอนไหนว่าจะเอามาให้ ตอนนั้นคือผมมืดแปดด้านเลย คิดไม่ออกว่าจะต้องทำยังไง 
แต่กฏแห่งแรงดึงดูดก็ทำงานผมมีเพื่อนที่ตอนนั้นมันคือเพื่อนสนิทของเพื่อนสนิทผมอีกทีนึง มันมาถามว่า เออ ได้ข่าวว่าจะสอบรร. XXX ใช่ไหม ไปด้วยกันไหม วันนี้เราจะไปส่งใบสมัครพอดี ผมก็เลยถามมันว่า เค้าขายใบสมัครถึงวันไหน มันก็บอกว่าวันนี้วันสุดท้าย วันนั้นผมอยู่รร. ผมโทรบอกแม่เลยว่าวันนี้จะไปในเมืองกับเพื่อนคนนี้ จักรวาลส่งเพื่อนคนนี้มาเพื่อลากผมเข้าไปอยู่แนวเดียวกับสิ่งที่ผมขอ สรุปผมได้ใบสมัคร แล้วก็สอบติด ได้เรียนรร.นี้สมใจ 

ตอนสอบเข้าม.4 แผนก วิทย์-คณิต ผมก็ใช้กฏแห่งแรงดึงดูดอีกเช่นกัน พ่อผมถึงกับส่ายหัว บอกว่ายังไงก็ไม่ติด ผมสอบแข่งกับเพื่อนรร.เดียวกันไม่ติด สุดท้ายต้องไปสอบแข่งกับเด็กรร.อื่นที่อยากจะเข้ามาเรียนรร.ผม สุดท้ายก็ติด ได้เรียนสมใจ 

ตอนสอบเข้ามหาลัยก็ใช้ก็ใช้กฏนี้ ผมอยากเรียนวิศวะคอมฯ ในมหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ผมเลือกคณะนี้เป็นอันดับแรก คณะนี้รับแค่ 20 กว่าคนของทั้งประเทศ แต่ผมก็ได้มาเรียน

แต่เรื่องที่ทำให้ผมเชื่อสนิทใจว่ากฏแห่งแรงดึงดูดมีจริงคือ ผมได้ไปฝึกงานที่ กทม. กับบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่งที่ผลิตระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่มี Marketshare มากที่สุดในโลก ไม่ได้เกี่ยวกับตอนฝึกงานหรอก แต่ตอนนั้นผมต้องห่างแฟน เลยเหงา เลยโหลด WeChat มาเล่น ไม่ได้คุยกับใครหรอกครับ โยนขวดลงน้ำแล้วก็งมขึ้นมาไปวันๆ (คนเล่น WeChat น่าจะเข้าใจ) ผมไปเจอแคมเปญร่วมสนุกอะไรสักอย่างของ WeChat ที่เค้าให้พิมพ์ข้อความแล้วส่งไปลุ้น iPad Mini ตอนนั้นคือผมก็กดส่งๆ ไป ไม่ได้คิดว่าจะได้หรอก แต่ในหัวผมนี่จินตนาการว่าถ้ามีไอแพด ผมคงนอนสไลด์ไอแพดเล่นกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงเวลาเบื่อๆ ชีวิตคงจะมีความสุขน่าดู ตอนนั้นผมพิมพ์ข้อความส่งไปทุกวันเลยครับ ไม่ได้อยากได้ แต่สมองมันบอกว่าต้องส่งไปนะ วันรุ่งขึ้นของการส่งไปครั้งที่สาม เพื่อนผมมันโทรมา คือเพื่อนคนนี้กับผมฝึกงานคนละที่ และปกติไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ มันโทรมาบอกว่าผมได้ iPad Mini ผมก็งง iPad อะไร ยังไงวะ มันก็บอกที่ WeChat แจกไง ผมก็ เห้ย อำกันเล่นป่าว ผมนี่รีบเปิดดูประกาศรายชื่อผู้โชคดี เชี่ย จริงด้วย

หลังจากเหตุการณ์นั้นไม่นานผมได้มารู้จักกับคำว่ากฏแห่งแรงดึงดูด ได้มาศึกษาแบบจริงจังก็พบว่า เห้ย ที่ผ่านมามันเกิดขึ้นกับเราตลอดเลยนี่หว่า ผมเลยพยายามนำไปเล่าให้คนอื่นๆ ฟัง แต่ก็ไม่ค่อยมีคนเชื่อสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะ อ๋อ เหรอ แล้วก็หายไป ไม่ได้เอามาใช้จริงๆ

ที่ผมเอามาเขียนวันนี้ เพราะผมได้งานที่คิดไว้ว่าจะต้องได้ตอนปลดทหารมาใหม่ๆ แต่เค้าบอกว่าคุณสมบัติผมไม่ถึง เค้าจะรับ Senior เค้าบอกว่าผมไม่ใช่ Senior ไม่ใช่ Junior ด้วยซ้ำ แต่เค้าก็ให้โอกาสผมพิสูจน์ตัวเองเป็นเวลา 6 เดือนด้วยกัน จนตอนนี้ผมได้ทำงานแล้ว ผมเลยเอามาเขียนให้ได้อ่านกัน เผื่อใครอยากนำไปใช้บ้าง ถ้าสนใจหรืออยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อผมได้โดยตรงทาง Facebook หรือไม่ก็ Twitter ได้เลยครับ ยินดีให้ข้อมูลเสมอ ผมไม่อยากเก็บความลับนี้ไว้ใช้คนเดียว อยากแบ่งปันให้กับทุกๆ คน เพราะ
กฏแห่งแรงดึงดูดยังคงทำงานได้ดีเสมอ

SHARE

Comments