วิญญาณของความจริง
ก่อนอื่นต้องบอกว่าเนื้อความทั้งหมดนี้ เป็นแค่ความรู้สึกของผู้เขียนบทความที่อ่านนวนิยายดังกล่าวแล้วชื่นชอบ อยากจะเอามาเขียนเป็นประเด็นเท่าที่คิดได้ ใครที่ยังไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้อาจข้ามไปได้เพื่อป้องกันการสปอยทั้งปวง ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะสปอยมากไปแค่ไหน

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อนวนิยายเรื่อง 1984 ของจอร์จ ออร์เวล มันโด่งดังเสียจนมีคนเปรียบเทียบว่ามันคือ 'ปีศาจ' ที่ตามหลอกหลอนทุกยุคทุกสมัย เพราะแม้จะจบไปนานแล้ว แต่ก็ยังฟื้นกลับคืนมาให้เห็นอยู่เสมอ อาจด้วยเนื้อหาที่ตีแผ่ด้านลบของสังคมที่ทำให้หลายคนชื่นชอบเพราะสภาพสังคมของโอเซียเนียที่อยู่ในเรื่องคล้ายคลึงเหลือเกินกับโลกปัจจุบันที่พร้อมแตกเป็นเสี่ยง ๆ 

มันคือ 'ปีศาจ' ที่ตามหลอกหลอนทุกยุคทุกสมัย แม้จะจบไปนานแล้ว แต่ก็ยังฟื้นกลับคืนมาให้เห็นเสมอ 

แต่ความดีงามของนวนิยายก็ไม่ใช่เพราะเนื้อเรื่องอันเสียดสี จิกกัดในเนื้อเรื่องแต่อย่างใด หากแต่เป็นความน่าประหลาดใจและประทับใจในชั่วโมงยามเดียวกัน เมื่อคุณพบโครงสร้างของตัวละคร สังคม อัตลักษณ์ การถอดชุดภาษานำมาใช้เป็นชุดคำสั่งภาษาใหม่ที่ไม่คุ้นหู อย่างเช่น 
การใช้ศัพท์นิวสปีค เป็นคำศัพท์ที่ทางพรรคบังคับใช้ พูดภาษาง่าย ๆ ก็คือคำศัพท์การเมืองในรูปแบบใหม่ เพราะทุกอย่างในสังคมเป็นการคิดสองชั้นเสมอ

นอกจากนี้ยังไม่ใช่แค่เพียงการเลือกใช้คำที่พรรคบังคับใช้ แต่ใจความหลักของพรรคผู้ปกครอง (ในหนังสือเรียกหัวหน้าใหญ่ว่าพี่เบิ้ม) คือการควบคุมทุกอย่าง ทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้คนจงรักภักดีต่อพี่เบิ้มและเกลียดชังฝ่ายศัตรูที่ทำสงครามด้วย พวกเขามองว่าการมีจิตสำนึกของตนเองเป็นเรื่องผิด เพราะเจตจำนงดำรงอยู่อย่างอิสระ พรรคไม่ต้องการเห็นคนที่คิดต่าง ดังนั้นพรรคจึงสร้างระบบควบคุมผู้คน ควบคุมแม้กระทั่งความคิด มีกล้องสอดแนมและไมโครโฟนทุกพื้นที่ แม้กระทั่งการหลับฝัน พวกเขาก็จะรับรู้ว่าใครที่คิดปรปักษ์ต่อพรรคบ้าง
 พรรคไม่ต้องการเห็นคนคิดต่าง ดังนั้นพรรคจึงสร้างระแบบควบคุมผู้คน ควบคุมแม้กระทั่งความคิด 

ถ้ายกตัวอย่างให้ง่ายหน่อยก็คือ คนธรรมดาว่าสองบวกสองเป็นสี่ แต่สำหรับพวกเขาสองบวกสองเท่ากับห้า สำหรับพรรคแล้วข้อเท็จจริงที่เคยเป็นอดีตไม่สำคัญ มันไม่เคยมีอยู่ ไม่เคยมีตัวตน ทุกคนจะมีแค่ปัจจุบันและอนาคตร่วมกับพรรคเท่านั้น ส่วนใดที่เป็นหลักฐานถึงอดีตกาลจะถูกแก้ไขให้เป็นตามคำบอกของพรรค สิ่งใดถูกบันทึกถึงหลักฐานจะถูกทำลายให้สิ้นซาก หากใครพูดความจริงหรือเห็นขัดแย้ง พวกเขาจะถูกส่งเข้าคุกไปทรมานจนกว่าคนเหล่านั้นจะยอมสดุดีต่อพี่เบิ้ม จงรักภักดีต่อพี่เบิ้ม

เรื่องน่าทึ่งก็คือหนังสือดังกล่าวถูกเขียนขึ้นในปี 1948 มันเขียนถึงอนาคต สมัยนั่นยังเป็นรถม้า ไม่มีหุ่นยนต์ด้วยซ้ำ แต่ในเรื่องถูกพูดถึงโลกที่หุ่นยนต์ถูกพัฒนาถึงขีดสุด ผู้คนถูกแบ่งชนชั้น กรรมชีพยังคงเป็นแรงงานอด ๆ อยากๆ นายทุนมีจำนวนไม่กี่คนแต่ก็มีอำนาจล้นเหลือ พรรคชั้นในได้อยู่สุขสบายกว่าคนในพรรคชั้นนอก คือ... หลายอย่างของเรื่อง พออ่านไปก็ทำให้เราอดตั้งคำถามกับมันไม่ได้ อดคิดถึงโลกใบที่เราอยู่ไม่ได้ 

เราต่างเคยคิดว่าสักวันชีวิตจะจบลงวันใดวันหนึ่ง เราเคยพูดกันเล่น ๆ ว่าถ้าสงครามโลกครั้งที่เกิดขึ้น ตอนนั้นคงไม่น่ารอดนานแล้ว หรือว่าหากโลกจะถูกหุ่นยนต์ยึดครองจริง เราก็คงอยู่ไม่ทันถึง แต่ทุกวันนี้สิ่งที่พวกเราเคยหวาดกลัวต่างเกิดขึ้นจริง 

หลายรัฐบาลที่เป็นอย่างพี่เบิ้ม ปิดหู ปิดตาคนในสังคม สร้างสงครามเพื่อผลประโยชน์ที่ก็ไม่มีใครได้อะไร เราไม่ได้มองว่าความแตกต่างทางความคิดเปิดโอกาสกันอีกแล้ว เรากลับมองว่าใครเห็นต่างต้องเป็นศัตรู

มันอาจเป็นการมองโลกในแง่ร้ายสุดโต่งของจอร์จ เออร์เวลที่ชายคนนี้คิดว่าในโลกอนาคตที่ล่มสลาย เราไม่อาจค้นหาความจริงได้จากที่ไหน ไม่แม้แต่ในความคิด ในจิตสำนึกของเราเอง เพราะแม้กระทั่งความทรงจำอันพร่าเลือน คุณก็ไม่อาจหาหลักฐานใดมายืนยัน คนจะถูกลบเลือนความทรงจำ และถูกทำให้เชื่อในสิ่งที่ถูกบอกให้เชื่อ เหมือนกับสองบวกสองเป็นห้า หรืออาจเป็นสาม 
ในโลกที่ล่มสลาย เราไม่อาจค้นหาความจริงได้จากที่ไหน ไม่แม้แต่ในความคิด ในจิตสำนึกของเราเอง เพราะแม้กระทั่งความทรงจำอันพร่าเลือน คุณก็ไม่อาจหาหลักฐานมายืนยัน 

เรื่องดังกล่าวอาจจะไม่เกิดขึ้นเลย หรืออาจเกิดขึ้นอีกสิบปี ยี่สิบปีข้างหน้า คำถามคือเราจะทำอย่างไร หากสังคมที่เราอาศัยอยู่ไม่หลงเหลือความจริงอีกแล้ว และทุกคนที่พูดความจริงล้วนแต่ถูกหลุมฝังกลบและกระสุนเจาะกะโหลกเป็นของแถม สังคมที่แค่ลืมตาอ้าปากก็ถูกจับตามอง ความทรงจำของเราไม่ใช่ของเราอีกต่อไป ท้ายที่สุดเราจะกลายเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่ตนเอง ในเมื่อไม่เหลือแม้กระทั่งจิตสำนึกหรือเจตจำนงของตน เราจะไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์หรือสัตว์ที่ถูกสอนให้เชื่องเท่านั้น 

ท้ายที่สุดจะเหลือเพียงความตายและวิญญาณเท่านั้นที่เอ่ยความจริงออกมา...
คำถามคือเราจะทำอย่างไร หากสังคมที่เราอาศัยอยู่ไม่หลงเหลือความจริงอีกแล้ว?
 
SHARE
Writer
Janiva
No one
A girl who loves writing, emotionalist, sold my soul to devil, love sadness, disappointedly daugther, dreamer in wonderland

Comments