ฝัน ;)
แวะกลับมาหลังจากที่ห่างหายไปนานมาก  ... 
ปีที่แล้วเราได้ค้นพบคำตอบที่เคยตั้งคำถามกับตัวเองในระหว่างการเดินทางที่เราตัดสินใจไปคนเดียวเป็นครั้งแรก เราจึงอยากยกเรื่องราวสั้นๆนี้มาแบ่งปัน ถ้าย้อนกลับไปอ่านบทความที่เราเคยเขียนเราจะเป็นคนหนึ่งที่ชอบตั้งคำถามเกี่ยวกับความฝัน เราเชื่อว่าหลายๆคนมีความฝันที่แตกต่างกัน ฝันในที่นี้คงไม่ใช่การนอนแล้วฝันนะแต่เป็นเหมือนการตั้งเป้าหมายในสิ่งที่เราจะต้องดำเนินการไปพร้อมกับความรับผิดชอบ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าฝันของเรานั้นใหญ่หรือเล็กแค่ไหน จริงๆแล้วเราแอบรู้สึกอิจฉาคนที่มีความฝันที่ชัดเจนเหมือนกันนะ เพราะเวลาที่เหลือหลังจากค้นพบความฝันแล้วเขาจะใช้เวลาหลังจากนั้นอย่างเต็มที่เพื่อสิ่งที่เขารักให้เป็นจริง แน่นอนว่าในทางกลับกันคำว่าความฝันก็สามารถทำให้เราห่อเหี่ยวได้เช่นกันเพราะหากฝันของเราต้องขึ้นอยู่กับคนอื่นที่เขาอยากให้เราเป็นในสิ่งที่เขาต้องการ เพราะบางทีเราอาจเป็นส่วนหนึ่งในความฝันของเขาเหมือนเข้าไปเติมเต็มให้มันสมบูรณ์จนเป็นจริงในที่สุด ถ้าให้อธิบายให้ชัดเจนก็เหมือนกับการที่พ่อแม่อยากให้ลูกๆตั้งใจเรียนให้จบ สอบเข้ามหาลัย แล้วมีงานทำที่มั่นคง บางคนอาจจะยากหน่อยหากต้องเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบแต่เป็นสิ่งที่พ่อแม่ชอบหรือไม่ก็เป็นคนชอบศิลปะแต่ต้องไปเรียนคำนวณ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราสามารถใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบได้นานเท่าไหร่กัน เราลองเสียเวลาค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบแล้วไปทางของมันเลยจะไม่ดีกว่าหรอเพราะหลังจากที่เราค้นพบมันแล้วเราจะไม่เสียเวลาอีกต่อไปเลย เราเชื่อนะว่าสิ่งที่เรารักเราก็มักจะทำมันออกมาได้ดีเสมอและมันซ่อนอยู่ในตัวทุกคนอยู่ที่ว่าใครจะใช้เวลาในการค้นหามันเจอได้เร็วกว่ากัน

ตอนม.ต้นเราได้มีโอกาสเดินทางไปทริปฤดูหนาวที่ทางโรงเรียนเป็นคนจัด ซึ่งได้ไปจังหวัดเลยและรู้สึกติดใจเชียงคานมาก ชอบวิถีชีวิต ผู้คน บรรยากาศ สำหรับเรามันเป็นอะไรที่เรียบง่ายและลงตัวที่สุด ตอนนั้นเราเคยฝันไว้ว่าหากได้ออกเดินทางคนเดียวสักครั้งหนึ่งที่แรกที่จะไปก็คงจะเป็นที่นี่ ‘ เชียงคาน ‘ และก็สะพายกล้องมาเก็บภาพร้านกาแฟต่างๆซึ่งมันก็ชัดเจนมาตลอดแน่นอนนั่นมันเป็นความฝันของเด็กม.ต้นที่ไม่คิดเลยว่าหลังจากปีนั้นและปีต่อๆมาเราบังเอิญได้ไปเชียงคานทุกปี แต่ออกเดินทางไปคนเดียว(สะพายกล้องหนึ่งตัวเหมือนที่เคยคิดไว้)เมื่อปลายปีที่แล้วอากาศก็หนาวกำลังพอดี ภาพที่เราเห็นตอนยืนดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ริมโขงคือสีของฟ้าเริ่มสว่างละมีหมอกจางๆรู้ตัวอีกทีคือลืมกดชัตเตอร์ ทำให้เราเข้าใจถึงคำว่า ไม่สวยเท่าเห็นด้วยตามันเป็นยังไง เรากวาดสายตาไปรอบๆมันทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่มาที่นี่ครั้งแรกเพราะสำหรับเรามันยังคงเป็นภาพที่สวยเสมอและตื่นเต้นทุกครั้งที่มา


ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยว่าอีก 1 ปี 2 ปี 3 ปี หรือไม่ว่ากี่ปีข้างหน้าเราจะเป็นยังไง ต้องทำอะไร หรือต้องออกเดินทางไปที่ไหน แต่เราว่าสิ่งหนึ่งที่ตอนนี้ตอนปัจจุบันเราสามารถทำได้ก็คือการกำหนดและวางเป้าหมายที่เริ่มมาจากความฝันที่จะทำสิ่งในสิ่งนั้นๆให้เป็นจริงก่อนเพื่อที่จะได้เดินไปตามลำดับขั้นตอนของมันเพราะทุกๆอย่างมันต้องใช้เวลาและจังหวะที่พอดี หลายๆคนกำลังเดินอยู่แต่การที่เราเดินไปตามทางอย่างไม่มีเป้าหมายเราจะแน่ใจได้ยังไงว่าทางที่เราเดินอยู่นั้นมันจะเป็นจุดหมายปลายทางของเราจริงๆ เริ่มตอนนี้มันยังไม่สาย หากคุณไม่มีฝันเราอยากให้คุณมีความฝัน ฝันแบบพอดีที่ไม่เกินเอื้อมเพราะอย่างน้อยๆ ฝันเต็มร้อยทำได้ครึ่งหนึ่งก็ยังดีกว่าฝันเท่ากับศูนย์และไม่มีโอกาสได้ทำตามความฝันของตัวเองเลย ..

 สุดท้ายนี้ขอให้คนที่มีฝันแล้วรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองฝัน ทำให้ความฝันของตัวเองชัดเจนขึ้นและเป็นจริงในเร็วๆนี้ : )

SHARE
Writer
beforeyesterday
Person
♥ Photography ♥ Write IG : thedaybeforeyesyerday.__

Comments