ความกรุณาแค่เล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่
พลังอันยิ่งใหญ่อาจอยู่ในคำกรุณาไม่กี่คำ  การหว่านพฤติกรรมแห่งกรุณาเพียงเล็กๆน้อยๆ อาจให้ผลอันยิ่งใหญ่"พลังอันยิ่งใหญ่อาจอยู่ในคำกรุณาไม่กี่คำ  การหว่านพฤติกรรมแห่งกรุณาเพียงเล็กๆน้อยๆ อาจให็ผลอันยิ่งใหญ่ รอยยิ้ม สายตาเห็นใจ การโทรไปถาม หรืออ้อมกอด อาจทำให้ใครบางคนมีวันที่ดีและอาจถึงขั้นช่วยชีวิตคนได้"

ประโยคนี้ในหนังสือยืนหยันเข้มแข็ง ของคุน นิก ยูยิชิช ชายผู้ไร้แขนขามันทำให้ฉันเชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวของฉัน การกระทำเล็กๆ ของใครบางคน มันได้ช่วยฉันไว้ในวันที่ฉันอ่อนแอ

ไอ้คิง
สมัยที่ฉันเรียนมัธยมปลาย ฉันเคยคบกับคนๆนึง เราคุยกันทุกวันมาเกือบสองปี ฉันใช้เค้าเป็นที่พึ่งทางใจ เพราะตอนนั้นคำว่าครอบครัวมันไม่ได้อบอุ่นเลยสำหรับฉัน 

เพราะเค้าเป็นเพียงที่พักพิงทางใจเดียวของฉัน ฉันรู้สึกผูกพันกับเค้ามาก แต่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่เราเริ่มระหองระแหงกัน ความสัมพันของเรามันกำลังจะจบลง มันเป็นเหตุการณ์ที่มีผลกับจิตใจฉันมากในตอนนั้น ฉันทะเลาะกับแฟนอย่างหนัก และเศร้าจนเห็นได้ชัด เพื่อนๆของฉันที่สนิทเพียงไม่กี่คนก็รู้เรื่องนี้ ส่วนเพื่อนคนอื่นในห้องก็อาจจะรู้ แต่ก็ไม่มีใครสนใจอะไรนัก หรือไม่รู้ว่าจะตอบสนอง หรือปลอบฉันอย่างไร 

มันอาจฟังดูปัญญาอ่อนสำหรับผู้ใหญ่ ฉันเองในตอนนี้ ก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่มนุษย์คนอื่นๆกำลังเผชิญอยู่หรอก แต่ฉันจำความรูสึกในตอนนั้นได้ เวลานั้นฉันเศร้า มันเหมือนชีวิตของเราตกลงไปในหลุมที่ลึกและมืดที่สุด เป็นเหมือนอีกหุบเหวหนึ่งที่เราต้องข้ามผ่าน

ฉันยังทำทุกอย่าง เรียน ทำกิจกรรม ทำทุกอย่างที่ต้องทำตามปกติ แต่เหมือนมีเพื่อนชายคนนึง ซึ่งไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นหรอก เพียงแต่รู้จักมักคุ้นเพราะอยู่ห้องเดียวกันมาตั้งสองปีแล้ว หลังจากจบชั่วโมงพละ เพื่อนในห้องกำลังเก็บของเพื่อเปลี่ยนไปเรียนวิชาอื่น เค้าเห็นฉัน แล้วแตะที่หัวฉันเบาๆ ฉันรับรู้ได้เลยว่าเค้ารู้ถึงความรู้สึกที่ฉันกำลังเผชิญ และเหมือนเค้าอยากให้กำลังใจฉัน

มันอาจเป็นเพียงการกระทำเล็กๆน้อยๆ อาจไม่สำคัญอะไร 
แต่รู้มั้ย มันมีความหมายกับเรามาก 
ฉันรู้สึกขอบคุณเพื่อนคนนี้ 
มันเหมือนกับว่า ท่ามกลางความมืดมันมีแสงเรืองๆส่องลงมาให้พออุ่นใจ

พี่เลิฟ ป้าศุกร์ 
ครั้งนึง ฉันใกล้สอบ แต่ป้าป่วยหนักมาก ฉันไปเฝ้าป้าที่โรงพยาบาลหลายวัน ก็รู้ข่าวว่าแม่ที่อยู่ที่บ้านป้าก็ดันมาป่วยอีก ฉันกลับบ้านป้ามาเห็นแม่ป่วยเป็นหวัด นอนอยู่บนเตียงที่ดูหมักหมมสกปรก ฉันจัดการเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ทำความสะอาดทุกอย่าง เพื่อฆ่าเชื้อโรค ดูแลแม่ หุงข้าว ทำกับข้าว ซักผ้า ทำงานบ้านทั้งวัน จี้แม่ เตือนแม่ครั้งแล้วครั้งเล่าให้กินยา เป็นอยู่อย่างนั้นหลายวัน

ฉันเหนื่อยมาก และยังเหนื่อยใจเพราะแม่ไม่ยอมทานยา ฉันว่าคนบ้านฉันนิสัยเสียตรงที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง ฉันทั้งเหนื่อยทั้งเครียดที่แม่ไม่ทานยา และฉันเป็นลูก เป็นคนเดียวที่แม่ยอมฟัง

จนแล้วจนรอด แม่ไม่หายสักที จนต้องเข้าโรงพยาบาลอีกรอบ โรงพยาบาลอยู่ไกลจากบ้านราวสิบกิโล ฉันกับแม่ตอนนั้นอยู่บ้านป้า ฉันก็เตรียมข้าวของที่ต้องใช้ในโรงพยาบาลแต่ผ้าห่มและของอื่นๆอยู่ที่บ้านของเรา ฉันให้พ่อเลี้ยงนำผ้าห่มที่บ้านมาให้ และไปส่งเราที่โรงพยาบาล

เพราะฉันกับแม่ไม่อยู่บ้านตัวเองเสียนาน ทุกอย่างดูสกปรก ไม่มีใครดูแลบ้านเลย และผ้าห่มที่พ่อเลี้ยงให้มามันเหมือนหมกอยู่ในตะกร้ายังไม่ได้ซัก ฉันดูแลแม่ เช็ดตัว ได้หลับบ้างนิดหน่อย เราได้นอนห้องรวม และตอนนั้นเราไม่มีเงิน คนไข้ก็แออัดมาก ฉันนอนข้างๆเตียงคนไข้ กับเสื่อผืนเก่ากับผ้าห่มเน่าๆ บรรยากาศทุกอย่างมันพาให้ฉันเศร้า

ฉันโพสภาพตัวเอง เช็คอินโรงพยาบาล และแคบชั่นว่า
"เจ้านกกาเหว่าเอย ค่ำแล้วจะนอนที่ตรงไหน"
ฉันเศร้าต้องการกำลังใจ แต่ไม่กล้าโพสหรือบอกใครไปตรงๆ เพราะฉันคิดว่าตัวเองเหมือนไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว ฉันอายถ้าโพสอะไรที่ดูเวิ้นเว้อ
ป้าศุกก์ มาคอมเม้นต่อฉันว่า "จะนอนที่ไหนก็นอนได้ ตรงสุมทุมพุ่มไม้ก็เคยนอน"

พี่เลิฟไม่ได้คอมเม้น แต่อินบ็อกมาถามไถ่ฉัน และให้กำลังใจฉัน และประโยคที่บอกกับฉันบ่อยๆ 
"ดูแลตัวเองมากๆนะ สู้ๆนะ"
บางครั้งการกระทำ คำพูด แค่เพียงเล็กน้อย มันอาจไปช่วยให้ใครบางคนอบอุ่นใจขึ้น หรือช่วยให้เค้าข้ามผ่านเรื่องร้ายๆในชีวิตของเค้าก็ได้นะฉันนึกขอบคุณหลายๆคน ที่เคยได้ให้กำลังใจฉัน หรือแสดงความเห็นใจหรือเข้าใจฉัน 
และอีกหลายคนที่ฉันอาจไม่ได้เอ่ยถึง โปรดรู้ไว้ กำลังใจจากพวกคุณมีค่าสำหรับฉันมาก

SHARE
Writer
pimsiri
ไม่เขียน
คนธรรมดาทั่วไป ติดไปทางไม่เอาไหน ความมั่นใจร่อยหรอลงทุกที

Comments