จากการโดนเท ความเข้าใจผิด สู่ความอ้างว้าง

"แกรู้มั้ยว่ามันเสียใจมากนะเว้ย"
"แต่กูก็เสียใจเหมือนกันป่ะวะ"


พูดแบบนั้นแล้วก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้า กำมือแน่น

"กูหาทางจะขอโทษ อยากจะคุย แล้วดูที่มันทำสิ"
"ก็มึงไปทะเลาะอะไรกับมันก่อนล่ะ"

บทสนทนาระหว่างคนสองคนที่พูดถึงบุคคลที่สาม 
ไม่ใช่เรื่องเลยสักนิดที่จะต้องเอาเรื่องในมาพูดกับคนนอก 

"ก็ไม่นี่ กูบอกแล้วว่าไม่ได้ทะเลาะ"
"แล้วทำไมไม่คุยกับมัน"

อีกฝ่ายเอ่ยถามเช่นนั้นเมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองใจเย็นลงบ้างแล้ว แต่ความอยากรู้ก็ยังคงผลักดันให้เจ้าตัวถามต่อ

เราทำได้แค่ถอนหายใจ เงยหน้ามองท้องฟ้าที่แพรวพราวไปด้วยดวงดาวระยิบระยับยามค่ำคืน นึกขึ้นได้ว่าอากาศวันนี้ช่างเหมือนกับวันนั้น ก่อนจะหันมาสบตากับคู่สนทนา

"กูจะเล่าก็ได้ แต่ยังไงกูก็ไม่ใช่คนผิด"

คนซื่อบื้อ คนหน้านิ่ง ไร้อารมณ์
เราถูกเพื่อนนิยามไว้ว่าแบบนั้น


เพราะแสดงอารมณ์ทางสีหน้าไม่เก่ง บางครั้งความรู้สึกก็เลยถ่ายทอดไปไม่ถึงผู้อื่น
วันนั้นเป็นวันที่อากาศไม่สดใสและอึมครึม
ไม่รู้ว่าฟ้าต้องการอะไร แต่วันนั้นก็ดันมีสอบที่สำคัญด้วย

เราติวกับเพื่อนๆ อย่างขะมักเขม้น โดยไม่ได้ไปติวกับเพื่อนสนิทตามปกติ 

บรรยากาศในห้องสอบทั้งอึดอัดแล้วก็เคร่งเครียด

พอเสร็จก็ส่ง ทั้งที่ยังไม่มั่นใจนัก
เพื่อนสนิทสะกิดเราในขณะที่กำลังจะส่งข้อสอบ
แต่เราไม่ได้หันไป 'เพราะไม่รู้'

เหตุการณ์สั้นๆ ที่เกิดขึ้นรวดเร็วและไวมาก
แต่ทว่ามันกลับเปลี่ยนแปลงพวกเราจนกระทั่งตอนนี้

ถูกเข้าใจผิดว่าเมินหน้า
ในตอนที่หันมาหา ก็ไม่พบเธออีกแล้ว

ทั้งที่เราเป็นคนไม่ชอบง้อคนอื่น
แต่ก็พยายามหาช่องว่างเข้าไปคุย
แต่เธอก็ไม่สนใจ
คุยด้วยก็ขยับแค่ใบหน้า แล้วก็จากไป

จนไม่ได้พยายามเข้าไปคุยอีก

เพราะว่าเหนื่อย
ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด
หากแต่พิจารณาก็อาจจะเป็นเพราะความบื้อของเราเอง
รู้สึกถึงการเรียกร้องหา แต่กลับไม่ตอบสนอง
หลังจากนั้นก็นั่งร้องไห้ พร่ำเพ้อถึงเธอ
แต่เรื่องอะไรล่ะจะสนใจ

ก็โดนเทนี่

ปั้นหน้ายิ้มแย้ม
แล้วก็พูดว่าช่างมันเถอะ
ทั้งที่ความจริงก็อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิมใจจะขาด
แต่ทำไม่ได้


"เป็นเพื่อนกันได้ แต่คงไม่สนิทเหมืิอนเดิมแล้ว"
เธอพูดแบบนั้น ทั้งที่ยังไม่มองตา


ขอโทษที่หน้าด้านไม่พอ
ใครๆ ต่างก็เข้าใจผิดว่าเราเป็นคนใจร้าย มองเราเปลี่ยนไปเพราะฟังความข้างเดียวจากเธอทั้งนั้น

จุดๆ นั้นไม่ใช่ที่ของเราอีกต่อไปแล้ว

สุดท้ายก็ต้องปล่อยมือ

"ทำไมไม่ง้อมันว้า"
"กูก็ง้อละไงโว้ย!"

เป็นเรื่องราวที่ดำเนินมาถึงปมของเรื่องได้เร็ว
แต่เพราะแบบนั้นมันก็เลยไม่รู้ว่าตกลงแล้วต่างคนต่างรู้สึกอย่างไรกันแน่

แค่เข้าใจผิดแค่นั้นเอง
แต่มันยาก และสายเกินจะแก้แล้ว
เราทิ้งปมไว้นานเกินไป และเลือกที่จะไม่สนใจ ปล่อยทิ้งไว้ จนต้องตัดทิ้งเท่านั้น

"มึงจะปล่อยไว้แบบนี้จริงๆ เหรอ แค่ขอโทษก็ได้แล้วไม่ใช่รึไง"
"แล้วกูจะกลับไปทำไม ถ้ามันไม่ใช่ที่ของกูแล้ว"

นอนแหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงดาวที่แพรวพราวเหล่านั้นกำลังถูกก้อนเมฆดำมืดบดบัง รวมถึงพระจันทร์ด้วย


"ทั้งที่มึงชอบมันมาขนาดนี้ แต่จะปล่อยไปเพราะเรื่องเข้าใจผิดเนี่ยเหรอ?"
"..ก็กูไม่ผิดสักหน่อย"

เป็นทิฐิที่น่ารำคาญ
ถ้าไม่ผิดจริงๆ จะไม่ขอโทษโดยเด็ดขาด หากไม่มีเหตุผลที่ถูกต้อง
ต่อให้แอบชอบเธอก็ตามที
ทำให้ความสัมพันธ์ถูกสะบั้น 

เลือกแล้วห้ามเสียใจทีหลัง
เป็นกฎเหล็กของการตัดสินใจ
แต่มันก็ห้ามความรู้สึกเจ็บปวดไม่ได้


"เห็นมึงทำหน้าเฉยๆ  พวกกูก็เลยไม่รู้ว่ามึงรู้สึกยังไง คิดว่าโกรธมันจริงๆ"
"กูขอโทษที่หน้าตายด้าน แสดงความรู้สึกไปไม่ถึงก็แล้วกัน แต่ยังไงกูก็ไม่ผิด เพราะงั้นช่างแม่งเถอะ กูเหนื่อยจะแก้ไขด้วย"


...
เกลียดใบหน้านี้
ใบหน้าที่เก็บซ่อนความรู้สึกไว้ 
มันทั้งมีประโยชน์ แต่ก็เต็มไปด้วยโทษ

เราเจ็บแค่ไหนเธอก็ไม่รู้
เราชอบแค่ไหนความรู้สึกก็ไปไม่ถึง

อยากจะบอกเธอว่าขอโทษ
อยากจะบอกว่ากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มั้ย
อยากจะบอกว่าชอบเธอ
อยากจะพูดความจริง


แต่บางทีเรื่องราวของเราก็คงจะมาได้เพียงเท่านี้


พูดอะไรไปเธอคงจะไม่รับฟัง
พูดอะไรไปเธอก็ไม่มีทางเข้าใจ

สุดท้ายนี้ อยากจะบอกว่า 
ขอบคุณในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ขอบคุณที่เป็นของขวัญอันแสนวิเศษ
ขอบคุณที่สอนให้เรารู้จักหลายสิ่งหลายอย่าง

แม้สุดท้ายมันจะเหลือแค่ความอ้างว้างก็ตาม
แต่ช่างเถอะ


ปอลอ โคตรรักเลย
...
แล้วก็
...

ขอโทษนะ


SHARE
Writer
SGz
Writer, Artist
จะซ้ำรอยเรื่องไหนก็ไม่เจ็บเท่าซ้ำรอยเรื่องความรัก...ล่ะมั้งนะ

Comments