ไอ้อ๊อด 3

---> ต่อจากตอนที่แล้ว <---

ฉันรับลูกหมูตัวน้อยจากมือก๋งมาอุ้มไว้ด้วยสองมือของฉัน จับมันหันหน้ามาสบตากัน แล้วพูดว่า "ดีล่ะ ต่อไปนี้แกชื่อ ... 'ไอ้อ๊อด' ... ก็แล้วกันนะ" "ฮาๆๆๆ"

"ไอ้อ๊อด เอ๊ย ไอ้อ๊อด"

"ไอ้หมู อ๊อดๆ"
               นับตั้งแต่วันนั้นฉันก็เลี้ยงดูเจ้าหมูอ๊อดๆของฉันทุกวันๆ  ฉันเอานมไปให้มันกินทุกวันสองเวลา เช้า - เย็น อย่างที่ก๋งบอก ...
               ฉันจะจับมันแยกออกมาจากพี่น้องในเล้า  พามันมากินนมตรงทางเดินซีแพคที่ถอดยาวระหว่างเล้าหมู  ฉันจับมันมาวางลงกับพื้นอย่างทะนุทนอม  หัวเล็กๆ  หางเล็กๆ  และท้องน้อยๆของมันสั่นเทิ้มน้อยๆทุกครั้งที่โดนสัมผัส  คราใดที่ฉันยื่นชามนมใส่ปากของมัน  ไอ้อ๊อดจะทั้งดูดทั้งเลียกินนมในชามอย่างหิวกระหาย  และมันจะกินนมในชามจนหมดเกลี้ยงทุกครั้งไป
               ฉันจะคอยลูบหัวมันทุกครั้งเวลาที่มันกินนม  ฉันไม่รู้ว่ามันจะรับรู้ได้ถึงสัมผัสอันปรารถนาดีของฉันหรือไม่  หรือมันมัวแต่จะกินอาหารที่อยู่ตรงหน้าทาเดียว  ทุกครั้งพอมันกินนมเสร็จฉันมักจะจับมันอุ้มเล่นหรือปล่อยให้มันได้เดินเล่นสักพักก่อนที่จะจับมันคืนเล้า  การละเล่นของฉันกับไอ้อ๊อดก็ไม่มีอะไรมาก  ก็แค่จับมันเดินอุ้มไปมา  หรือแกล้งเดินหนีให้มันวิ่งตาม  หรือไม่ก็โยนกิ่งไม้ให้มันวิ่งไปคาบมาก็เท่านั้น  แต่น่าแปลกเพราะบ่อยครั้งที่ฉันปล่อยให้มันเดินหนีได้อย่างอิสระ  ไอ้อ๊อดก็ไม่เคยเดินหนีฉันไปไกลเลย  มันมักจะเดินๆดมๆไปตามพื้นได้ไม่ไกลแล้วก็จะกลับมานั่งจ้องหน้าฉันอย่างเดิม
               วันเวลาผ่านไป  สักสองสัปดาห์เห็นจะได้ ... ด้วยคุณค่าทางสารอาหารของน้ำนมวัวก็ได้เสริมสร้างให้ร่างกายของไอ้อ๊อดค่อยๆขยายใหญ่และแข็งแรงขึ้นตามลำดับ  จากลูกหมูน้อยตัวแดงๆเท่ากำปั้น  กลายเป็นลูกหมูสีชมพูที่ตัวใหญ่เท่าฝ่ามือ  ขนาดเท่ากันกับพวกพี่ๆของมันเมื่อยามแรกเกิด  อย่างไรเสียแม้ไอ้อ๊อดจะโตขึ้นจนคาดว่าน่าจะมีชีวิตรอดอยู่ได้แล้ว  แต่เมื่อเทียบกับพี่ๆของมันที่เติบโตไปตามปกติในเวลานั้นแล้วก็ต้องนับว่ามันก็ยังตัวเล็กกว่าเขาอยู่ดี 
               ตอนนี้จากลูกหมูตัวสุดท้องที่นอนซมอยู่มุมคอก  ไอ้อ๊อดเริ่มมีเรี่ยวแรงวิ่งเล่นกับพวกพี่ๆในเล้าได้  แม้จะตัวเล็กกว่าเขามากแต่ก็ดูเหมือนมันจะสนุกสนามกับการโดนเบียดและวิ่งชนจนหกล้มหกลุกไปมาในกลุ่มลูกหมูด้วยกัน  แน่นอนว่าตอนนี้ไอ้อ๊อดของเราหาญกล้าที่จะเข้าไปเบียดเสียดแย่งดูดนมกับพี่ๆตัวอื่นแล้ว  แม้มันจะโดนแย่ง  โดนผลัก  โดนถีบ  โดนอัด  โดนเบียด จนมันหลุดมาอยู่ปลายๆเต้า  หรือบางครั้งมันถึงกับกระเด็นออกมานอกกลุ่มเลยก็ตาม  แต่ไอ้อ๊อดก็ไม่หวั่น  ตั้งท่ายืนหยัดด้วยสี่ขาอีกครั้งพร้อมกับวิ่งเข้าใส่  เอาหัวน้อยๆของมันดันตัวเองกลับเข้าไปดงตีนของตัวอื่นๆที่กำลังแย่งกันดูดนมของแม่อีกครั้งจนได้
               ฉันเฝ้าสังเกตุพฤติกรรมของมันอยู่นานหลายวัน  บ่อยครั้งที่ฉันเห็นว่ามันไม่ค่อยได้ดูดนมของแม่มันด้วยซ้ำ  แต่มันก็ยังคงฟันฝ่าเข้าไปยื้อแย่งแข่งขันกับตัวอื่นๆ  'ไอ้อ๊อด เอ๊ย  ไอ้อ๊อด' ฉันแอบคิดในใจโดยที่ไม่ได้ตระหนักถึงเลยว่า  สักวันหนึ่งตัวฉันเองก็จะตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับไอ้อ๊อด  สักวันหนึ่งอีกไม่กี่ปีหลังจากนี้ตัวฉันเองก็จะตกอยู่ในสนามแข่งขันที่ผู้คนมากมายต่างเบียดเสียดยัดเยียดเพื่อที่จะยื้อแย่งแข่งขันเพื่อการอยู่รอด  ไม่ต่างอะไรกับลูกหมูที่แยกกันกินนมเหล่านี้

               ...  ไม่ต่างอะไร ...

               เอ๊ะ ... หรือถ้าจะมีความต่างอยู่บ้าง  ก็คงเป็นตรงที่ว่าเจ้าลูกหมูเหล่านี้มีเป้าประสงค์ในการกระทำไปเพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอด  แต่ตัวฉันเองนั้น  ...  บอกตรงๆว่า  บางครั้งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไปทำไม  ... ยื้อแย้งแข่งขันไปเพื่ออะไร ... ตอนนี้ก็ตอบตัวเองได้แต่เพียงว่า  เพื่อให้มีหน้ามีตา  มีที่ยืนในสังคม ... เท่านั้นเอง ... 

               'แล้วทำไปเพื่ออะไร???'
เพื่ออะไร ???
                 
               แม้จะมีขนาดโตพอที่จะมีชีวิตรอดได้แล้ว  ฉันก็ยังเลี้ยงนมไอ้อ๊อดสองเวลาเช้าเย็นอยู่เช่นเดิม  ตั้งใจว่าจะเลี้ยงไปจนกว่ามันจะโตทันตัวอื่นๆ  ในวันธรรมดาที่ต้องไปโรงเรียนฉันจะรีบเอานมไปให้ไอ้อ๊อดก่อนจะอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนเสมอ  และพอตอนเย็นหลังเลิกเรียนอันดับแรกที่ฉันทำหลังจากผลัดผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็คือ  ... การเอานมไปเลี้ยงไอ้อ๊อด ...  ส่วนในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  ฉันก็จะเอานมไปเลี้ยงมันในเวลาเดิมเสมอ  ผิดตรงที่ว่าฉันจะมีเวลาเล่นกับมันนานหน่อย  ฉันมักจะหยอกเย้าและเล่นกับมันตามที่ได้เล่าไว้ก่อนหน้าเป็นเวลานานกว่าจะกลับเข้าบ้าน 
               หลายครั้งที่เวลาฉันไปหามันแล้วมองหามันไม่เจอ  เพราะไอ้อ๊อดโดนกลืนหายเข้าไปในฝูงพี่น้อง  ลูกหมูเล้านึงมีเป็นสิบๆตัว  บางครั้งก็ทำเราตาลายแยกไม่ออกว่าตัวไหนเป็นตัวไหน (แล้วมันก็ดูคล้ายกันทุกตัวด้วย 555+)  ฉันจะใช้วิธีส่งเสียงเรียกมัน  "อ๊อดๆๆๆ  อ๊อดๆๆๆ  อ๊อดๆๆๆ"  ฉับพลันทันใด  ไอ้อ๊อดจะวิ่งหูตั้งมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า  แหงนหน้ามองฉันตาแป๊ว  เหมือนมันจะกำลังหัวเราะ 'แฮะๆ' ประมาณว่า  'อ้าว มาตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย'
               นานวันเข้าไม่ใช่แค่เสียงเรียก "อ๊อดๆ" ของฉันเท่านั้น  ดูเหมือนว่าไอ้อ๊อดจะจดจำน้ำเสียงของฉันได้เป็นอย่างดี  เวลาฉันเดินเข้าไปในเล้าหมูครั้งใดไม่ใช่ว่าด้วยธุระที่ต้องเลี้ยงมันเท่านั้น  ไม่ว่าจะไปทำอะไร  ไม่ว่าจะพูดกับใคร  ไอ้อ๊อดก็มักจะวิ่งมารอที่หน้าประตูกรงอยู่เสมอ  ฉันมักจะลำบากใจเมื่อสบกับสายตาอันแสนซื่อของมันที่มองมา  ฉันเข้าใจด้วยสัญชาตญาณดีกว่าการวิ่งมาที่ประตูกรงและการมองมาที่ฉันแบบนั้น  คือการมารอน้ำนมจากฉันนั่นเอง  น่าเสียดายที่ฉันปฏิบัติหน้าที่ตามกฎที่ตั้งไว้อย่างเคร่งครัด  ไอ้อ๊อดจึงไม่เคยได้อาหารมื้อพิเศษใดๆจากฉันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
                 ฉันเลี้ยงไอ้อ๊อดของฉันอยู่อย่างนี้เป็นประจำทุกวันๆจนมันอายุได้เดือนกว่าๆเห็นจะได้  ฉันเริ่มรู้สึกว่ามันฉลาดแสนรู้ไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยงอื่นๆของมนุษย์  ฉันชอบใจทุกครั้งที่ส่งเสียงเรียก "อ๊อดๆๆๆ" แล้วมันจะวิ่งมาหา  แววตาใสแจ๋วของมันบ่งบอกถึงความซื่อตรงที่มีต่อเสียงเรียกนั้น  ยากนักที่จะได้เห็นแววตาอย่างนั้นที่ไหนอีก  ไอ้อ๊อด เอ๊ย ไอ้อ๊อด  แววตา  น้ำเสียง  และกิริยาท่าทางของมันช่างบริสุทธิ์สดใสเสียเหลือเกิน
               เมื่อลูกหมูอายุได้เดือนเศษก็จะต้องผ่านพิธีกรรมหนึ่ง  ซึ่งไม่ต่างอะไรกับคนที่จะต้องมีพิธีโกนผมไฟ หรือตัดจุก อะไรประมาณนั้น  พิธีกรรมนี้เป็นไปตามสุขลักษณะที่ดีของการปศุสัตว์  นั่นก็คือ  การตัดฟัน  คลิบหู  และหางของมัน  ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อความสะอาดและความปลอดภัยในฟาร์มนั่นเอง  หลายๆท่านอาจไม่ทราบว่าหมูที่เลี้ยงตามฟาร์มนั้นมีฟันด้วยหรือ  อาจจะเคยเห็นแต่หมูป่าที่มีเขี้ยวยาวๆตามสารคดีใช่ไหมคะ  จริงๆแล้วตามธรรมชาติหมูจะมีฟันและเคี่ยวที่แหลมคมมาตั้งแต่เกิดค่ะ  แต่จะถูกคนเลี้ยงตัดไปตั้งแต่เล็กๆในช่วงอายุประมาณเดือนนึงนี่แหละค่ะ  ป้องกันหมูกันกันเองและกัดคนเลี้ยงค่ะ  ส่วนเหตุผลที่ต้องคลิบหูและหางนั้นก็ไม่ต่างกัน  เพราะจริงๆแล้วโดยธรรมชาติหมูจะหางยาวและมีขนยาวๆในส่วนปลายค่ะ  ถ้าปล่อยไว้นานวันเข้าเมื่อมันตัวใหญ่ขึ้น  ประกอบกับการขับถ่ายเรียดราดของหมู  และความอับชื้นของฟาร์มเองแล้ว  ไอ้เจ้าหางและขนยาวๆของมันนี้ก็อาจจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ค่ะ  และนี่เองจึงเป็นที่มาของคำพังเพยไทยที่ว่า  "ดินพอกหางหมู"  ยังไงล่ะคะ  สมัยก่อนชาวบ้านจะเลี้ยงหมูแบบปล่อย  หางหมูที่มีขนยาวๆพวกนี้ก็จะละขี้ดินและขี้ตัวเอง  อีกทั้งก็ไม่มีใครใส่ใจจะอาบน้ำให้มันด้วยใช่ไหมล่ะคะ  วันๆเจ้าหมูของเราก็จะเอาแต่กินกับนอนเหมือนคนขี้เกียจ  ที่ปลายหางของมันจึงมีก้อนดินสะสมพอกพูนจนเป็นก้อนใหญ่มหึมา  เป็นที่มาเปรียบเปรยกับคนขี้เกียจที่ไม่ยอมทำงานปล่อยไว้ให้พอกพูน  เหมือนดินพอกหางหมู  ไงคะ
               ส่วนหูนั้นจะมีเหตุผลพิเศษหน่อยก็คือ  ด้วยกระแสเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันกันสูง  ปัจจุบันเล้าหมูที่เลี้ยงกันตามบ้านมักจะเป็นเครือข่ายกับฟาร์มใหญ่ๆ  พอหมูโตพอในระดับหนึ่งก็จะขายส่งเข้าฟาร์มใหญ่ๆกันหมด  ชาวบ้านมักจะไม่หาทางขายเข้าตลาดกันเองแบบแต่ก่อน  เพราะมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนมากกว่า  ปัจจุบันจึงมักจะทำสัญญากับฟาร์มใหญ่ๆเพื่อเป็นการประกันว่าเมื่อหมูโตได้ระดับหนึ่งทางฟาร์มจะรับซื้อแน่นอน  และเล้าหมูตามบ้านพวกนี้ก็จะต้องทำการเลี้ยงหมูตามที่ฟาร์มกำหนด  เป็นต้นว่าต้องให้อาหารสูตรที่กำหนด  ฉีดวัคซีนให้ตรงตามเวลา  หรือ ต้องตอนหมูตัวผู้เมื่อถึงวัย  เป็นต้น  ดังนั้นจึงต้องทำสัญลักษณ์ของฟาร์มขึ้นมาว่าหมูพวกนี้ได้ผ่านการเลี้ยงและฉีดวัคซีนตามที่กำหนดแล้วนะ  สัญลักษณ์ที่ว่านั้นก็คือการคลิบที่หูของหมูนั่นเอง   การคลิบที่ว่านี้ก็คือคลิบที่ปลายหูด้านใดด้านหนึ่งให้เป็นรอยสามเหลี่ยมเล็กๆสองรอย  ดูเผินๆแล้วก็เหมือนทำให้หูหมูแหว่งไปหน่อยนึง  คาดว่าการทำรอยไว้อย่างนี้ก็เพื่อสะดวกให้ทางฟาร์มที่รับซื้อไปติดแท็ค  ป้าย หรือสัญลักษณ์อะไรไว้ที่หูหมูในเวลาต่อมาด้วย
               การตัดฟัน  คลิบหูและหางของหมูนี้  จำเป็นจะต้องทำในวัยที่ยังเป็นลูกหมูอยู่  เพื่อให้ง่ายในการทำ  และแผลก็จะหายเร็ว  ก๋งมักจะใช้ให้ฉันไปเป็นลูกมือช่วยอยู่เสมอ  โดยก๋งมักจะให้เหตุผลว่า  แกแก่แล้ว  ตาไม่ดี  มองไม่ค่อยเห็น  ฉันเป็นเด็ก  ตาดีกว่า  น่าจะลงมือทำได้ดีกว่า
               ถูกต้องแล้วค่ะ "ลงมือทำ" แม้จะได้ตำแหน่งว่าเป็นแค่ลูกมือ  แต่ฉันนี่แหละที่เป็นคนลงมือปฏิบัติการเอง  ฉันเป็นคนตัดฟัน  หาง  และหู  ของเจ้าหมูน้อยตัวสีชมพูน่ารักๆพวกนี้ด้วยสองมือของฉันเอง ... 
SHARE
Writer
DearDream
Waiting Lover
ฉันอยู่ตรงนี้...ที่นี้...เวลานี้...กับทุกสรรพสิ่ง

Comments