สร้อยข้อมือบอกลา-แหวนแกล้งรัก-ตุ้มหูเก็บอาการ


สร้อยข้อมือบอกลา
 
สร้อยข้อมือทองคำและเงินสามพันบาทถูกยัดในมือ ฉันขืนมือทื่อๆสายตาพิศวงคนให้แม้จะเก็บอาการไว้ที่สุดแล้ว มันคล้ายกับเป็นการจ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายให้ลูกจ้าง เพียงแต่นายจ้างเป็นพี่สาวของฉันเอง

เรื่องราวระหว่างเรามันพูดยาก ดูเหมือนพี่สาวของฉันจะไม่ชอบการมีน้องอีกต่อไป เธอก้าวลงจากรถฝั่งคนขับช้าๆไม่เร่งรีบ ฉันจำต้องทำตามคือลงจากรถปิดประตู ค่อยๆเดินตามเธอเข้าไปในสถานีรถไฟ ฉันพอนึกออกว่าเธอต้องการอะไร คำถามที่ฉันไม่กล้าถาม

“เลือกเองนะ ว่าจะไปที่ไหน” พี่สาวล้วงกระเป๋าสะพายหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องกะทัดรัดส่งให้

“พี่ให้ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม ไม่ต้องติดต่อมานะ” เธอเสตาไปทางอื่นพร้อมผ่อนลมหายใจ ฉันว่าเธอก็คงกดดันเหมือนกัน ฉันเข้าใจค่ะพี่ เอกสารสำคัญที่พี่บอกให้ติดตัวไว้ตลอดอยู่ในกระเป๋าคล้องใบจิ๋วของฉันแล้ว ตอนนี้คงถึงเวลาที่ฉันต้องอำลาพี่สาวคนเดียวของฉัน ญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ ฉันหันหลังและออกก้าวเดิน มันก็แค่ซื้อตั๋วไปที่ไหนสักแห่ง ใช้ชีวิตต่อไป เอาตัวให้รอดให้ได้ ฉันไม่รู้ว่าพี่แอบร้องไห้อยู่ไหม ฉันคิดว่าร้องนะ ฉันเองก็พยายามฝืนยิ้มเหมือนกัน แต่จะทำยังไงได้ล่ะ

“ขอบคุณนะพี่”

แหวนแกล้งรัก
 
แหวนถูกปล่อยจากปลายนิ้วในความว่างเปล่านั้นมันค่อยๆกลิ้งตกลงไปจากโต๊ะทำงานไม้พยุงสุดคลาสสิก มันยังคงไม่หยุดเท่านั้น วงกลมเหวี่ยงรัศมีไปรอบๆ กระทั้งใครคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาชนกับมันจนกระดอนไปฮูล่าฮูปลำพังก่อนจะหยุดแน่นิ่งในที่สุด


“ทนายมาแล้วครับ” ลูกน้องบอกผมแล้วยืนแข็งเป็นตอไม้รอฟังคำสั่ง แต่ผมกลับพิลี้พิไลเอามือถูร่องรอยที่แหวนนั้นทิ้งไว้ที่นิ้วนางข้างซ้าย สักในใจว่าตอนนี้ผมไม่สนใจอะไรกับมันอีกแล้ว ทั้งความหมายและตัวบุคคล ผมกำลังเรียกทนายมาเพื่อทำเรื่องฟ้องหย่า เจ็บปวดใช่ไหมครับ สุดๆไปเลยจนเกือบจะร้องเป็นเพลง ยอมรับเลยว่ามันเจ็บ ผมยังจำวินาทีที่ใครสักคนมาบอกว่าภรรยาไม่ซื่อสัตย์แล้วผมหัวเราะร่วนราวกลับมันไม่มีทางเป็นไปได้ เหมือนเรือไททานิคไม่มีวันจบในแอตแลนติกอย่างไรอย่างนั้น มันเป็นไปไม่ได้ ผมเฟอร์เฟค รวย มีหน้ามีตาในสังคม หน้าตาดี และที่สำคัญผมรักเธอ มันอาจไม่มากเท่าที่ผมรักตัวเองซึ่งผมยอมรับแต่ก็มาก มากจริงๆ จนอะไรบางๆมันซึมๆขึ้นมาในดวงตา

“นายครับ” เสียงเรียกอีกครั้ง ความจริงผมได้ยินแล้วแค่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเจ้านั้นก็คงรู้ ที่จริงผมอยากให้เรื่องนี้มันเป็นแค่เรื่องแกล้งกันเล่นๆ เธอแกล้งมีคนอื่น ผมแกล้งตามทนาย เราแกล้งหย่ากัน แล้วตอนเช้าเราก็ตื่นมารักกันเหมือนเดิม แต่มันคงไม่ใช่ ผมมองหน้าลูกน้องแล้วขยับนิ้วเป็นคำตอบ

 
ตุ้มหูเก็บอาการ
 
เวลาเขินฉันมักจะเอามือจับใบหูสัมผัสตุ้มหูเม็ดเล็กที่ไม่สะดุดตาใคร และทุกครั้งที่ฉันมีนัดกับเขาฉันจะถอดมันเก็บและล็อคมือตัวเองด้วยปากกากับกระดาษแล้วเขียนมันไป ฉันชอบฟังเขาพูด ความจริงฉันก็ชอบฟังทุกคนพูดนะเพราะมันเป็นอาชีพ เช้าวันใหม่ของจิตแพทย์คือการขจัดความคิดลบ ล้างความเจ็บปวดย้ายมันไปไว้อีกห้องหนึ่งแล้วปิดประตู ก่อนเปิดประตูเข้าห้องใหม่พบคนไข้คนต่อไป แต่วันนี้เขามาพบฉันเร็วกว่านัดที่จะมาถึง

สีหน้าของฉันคงแปลกใจมากตอนเห็นแฟ้มประวัติที่พยาบาลเอามาเพิ่มให้ ฉันยิ้มโดยไม่รู้ตัว นี่ก็ 11โมงกว่าแล้ว ฉันอาจได้พักกลางวันหมายถึง อาจชวนเขาไปทานข้าว มือของฉันเลื่อนขึ้นไปที่ติ่งหูโดยบังเอิญอีกครั้ง ไม่ได้การณ์แล้วฉันจึงปลดล็อคตุ้มหูออกแต่ไม่ทันแล้วเขาผลักประตูเข้ามาพอดีที่แป้นล็อคตกลงพื้นหายไป มือประคองตุ้มหูวางไว้บนโต๊ะ และส่งยิ้มพร้อมตุ้มหูข้างเดียวให้เขา ยอมรับว่าฉันประหม่าเพราะมันประหลาด แต่สิ่งที่สัมผัสได้คือความตึงเครียดมีมากกว่าปกติ ฉันเชิญเขานั่งลง ไม่ถามอะไรที่เป็นความสงสัยของตัวเอง แต่ถามสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับเขา ไม่ใช่เพื่อฉัน แต่จะทำเพื่อเขา 

เรื่องนี้เป็นบทนำของ"เรื่องเล่าวันซึ้งใจ"
ปกติจะลงแบบกระจัดกระจายที่จริงมันเป็นเรื่องต่อกัน 
ตอนนี้เอามารวมเล่มแล้วนะคะ  
ฝากติดตาม "เรื่องเล่าวันซึ้งใจ"ด้วยนะคะ 
         

SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าวันซึ้งใจ
จิตใต้สำนึกคุณบอกอะไร เล่ามาสิฉันจะฟัง 
Writer
pa_nice
copy shop
เรื่องราวของคนติดละคร และเรื่องจริงของคนอ่อนไหว

Comments

aloneliness
4 years ago
น่าติดตามมากจ้ะ
Reply
pa_nice
4 years ago
ขอบคุณค่ะ
LonelyShadow
4 years ago
คนเขียน...แกล้งเล่า
Reply
pa_nice
4 years ago
แค่อยากบอกมุมๆหนึ่งของตัวละครหลักแบบสั้นๆนะจ๊ะ ขอบใจที่อ่านนะ
LonelyShadow
4 years ago
ล้อเล่นจ้า ชอบมาก