ไอ้อ๊อด 2
  --->ต่อจากตอนที่แล้ว<---     ฉันเห็นจริงดังก๋งว่า อนิจจาเหล่าสัตว์ทั้งหลายนี้แม้จะรู้ประสาที่จะเดาตัวรอดแต่หาได้รู้สำนึกเหมือนคนไม่ แย่งกันกินโดยไม่สนพี่น้อง ไม่สนว่าจะเบียดเบียนใคร หรือไม่สนว่าการกระทำของตนจะส่งผลให้มีใครต้องเจ็บปวดล้มตายลงไปบ้าง "งั้นเราจะทำไงดีล่ะ ก๋งอย่าให้มันตายนะ สงสารมัน" ฉันบอกก๋งอย่างเว้าวอน หวังว่าจะได้คำตอบจากผู้มากประการณ์
"ก็คงต้องหานมให้มันกินแหละ ไม่งั้นอดตายแน่ๆ" ก๋งบอก 
          ฉันสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้นนัก  เพราะคอกสี่เหลี่ยมขนาดสี่ตารางเมตรของหมูแม่ลูกอ่อนนั้นจะแบ่งเป็นส่วนกรงเหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอดีตัวของแม่หมู  กับส่วนที่เหลือจะเป็นพื้นที่ว่างๆให้ลูกหมูได้เดินเล่น  ...  ฉันสงสัยว่าเพราะเราไปจำกัดพื้นที่ของแม่หมูไว้หรือเปล่า  ทำให้แม่หมูไม่สามารถดูแลลูกมันได้อย่างทั่วถึง  บางทีตามธรรมชาติแม่มันอาจจะดูแลจัดสรรค์แบ่งปันให้ลูกๆของมันได้กินนครบทุกตัวก็ได้ ...
          และด้วยการกักขังแม่หมูไว้อย่างนี้หรือเปล่านะที่ทำให้บางครั้งแม่หมูเกิดนอนทับลูกตัวเองตาย  ถ้ามันมีอิสระตามอยู่ธรรมชาติ ... คงจะมีพื้นที่พอให้มันรู้จักขยับหนีเวลาทับลูกมัน  โศกนาฎกรรมแม่นอนทับลูกจนตายเช่นนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น
          แต่เอาเถอะ
ไม่ว่าจะอย่างไร  จนกระทั่งบัดนี้ฉันหรือใครๆก็ตามก็ไม่อาจหยั่งรู้จิตใจหรือสัญชาตญาณของสัตว์เดรัจฉานเหล่านี้ได้  ยิ่งมีการจัดการของมนุษย์เข้าไปเป็นองค์ประกอบเกี่ยวข้องด้วยแล้ว  ก็ยากที่มองเห็นและเข้าใจอะไรๆให้ตรงตามความเป็นจริง  เพราะแม้แต่มนุษย์ปุถุชนคนปกติด้วยกันเอง  ฉันก็ยังไม่แน่แก่ใจว่าเบื้องลึกภายในจิตใจของสัตว์ที่ว่าประเสริฐนั้นประเสริฐแท้แน่หรือ  ประสาอะไรกับเดรัจฉานที่ดำรงชีวิตด้วยสัญชาตญาณ  บางทีการกระทำของมันก็อาจหาเหตุผลไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
          "ก๋ง   ถึงกับต้องหานมให้มันเลยรึ  กับลูกหมูคลอกอื่นๆไม่เห็นต้องทำอย่างนี้เลย  ที่ออกมาตัวเล็กๆก็มีเยอะแยะไป  ม่เห็นมันตาย"  ฉันแย้ง ... เหมือนกำลังพยายามจะปลอบใจตัวเองว่าเจ้าตัวเล็กจะไม่ขาดอาหารตายก่อนวัยอันควร  ก๋งหัวเราะแล้วตอบว่า "ก็ไอ้ตัวเล็กๆอื่นๆก็ตายเพราะไม่ได้กินนมอย่างนี้นี่แหละ  แต่มึงไม่รู้  มึงเคยไปดูมันที่ไหน  กูนี่เลี้ยงอยู่ทุกวันน้ำเสียงก๋งระคนอารมณ์ขันอยู่ในที  ราวกับว่าการล้มตายของบรรดาลูกหมูน้อยๆเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  แต่สำหรับการรับรู้ของหัวใจดวงน้อยๆวัย 8 แปดขวบของฉันในเวลานั้นกลับไม่ได้อยู่ปกติสุขอย่างที่เคย  มันเหมือนกระตุกชะงักงั้นไปชั่วครู่  เมื่อได้รับรู้ว่ามีการตายเกิดขึ้น
         
          ...  ฉันนิ่งอึ้งไป  ...

          "กูสังเกตุดูมาหลายตัวแล้วล่ะ  ลองมาคิดๆดูถ้าหานมให้มันกินก็ท่าจะดี  คงจะรอด  เอานมที่มึงกินทุกวันๆนั่นแหละ  แบ่งให้มันหน่อย  มึงมีเยอะหนิ  กินจนอ้วนพุงผลุ้ยแล้ว  แบ่งๆให้ลูกหมูมันบ้าง"  ก๋งพูดแนะนำพร้อมกับหยอกเย้าพุงสามชั้นของหลานสาว  ฉันได้ฟังดังนั้นจึงรีบถามกลับไปว่า "แต่นี่มันนมวัวนะ  มันจะกินได้เหรอ  ถ้ามันกินได้นะน้องดิวจะเอาให้มันกินทุกวันๆเลย ฮิฮิ"  ฉันพูดแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นเช่นนี้เป็นปกติ  น้องดิวอย่างนั้น  น้องดิวอย่างนี้  จนปัจจุบันนี้ใครได้ยินก็คงจะว่าเป็นเด็กโข่งแน่ๆ
๋งพยักหน้าพร้อมพูดอย่างตัดรำคาญว่า "เฮ้ย  ได้สิ  หมูมันกินได้ทั้งนั้นแหละหน่า  ให้อะไรมันก็กิน  มึงก็แบ่งให้มันกินด้วยแล้วกัน  ลองดู
          ฉันยิ้มดีใจ  ภายในใจฉันตอนนั้นลิงโลด  เชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่านมกล่องจะสามารถทดแทนนมวัวได้แล้วสักวันหนึ่งฉันจะเลี้ยงมันจนโตแซงหน้าพวกพี่ๆมันเลยทีเดียว  "งั้นมึงรับเลี้ยงมันแล้วนะ"  ก๋งหรี่ตาถาม  น้ำเสียงเข้มทำลายบรรกาศเพ้อฝันของฉันไปในบัดดล  "ห๊ะ  รับเลี้ยง?" ฉันทวนคำ  แม้จะเข้าใจว่าฉันต้องแบ่งนมให้ลูกหมู  แต่คำว่ารับเลี้ยงก็ดูเป็นคำที่เต็มไปด้วยหน้าที่รับผิดชอบเสียเหลือเกิน  "เออ รับเลี้ยง  ก็มึงจะแบ่งนมให้มัน  มึงก็ต้องเป็นคนเอานมไปให้มันทุกวันๆ"  ก๋งพูดด้วยสีหน้าจริงจัง  "มึงต้องเลี้ยงมันนะ  เอานมไปให้มันกิน  ก๋งมอบหมายให้เป็นหน้าที่มึง"  ฉันอึ้งไป  ไม่คิดว่าแค่แบ่งนมให้ลูกหมูจะกลายเป็น"หน้าที่"ที่ก๋งใช้คำว่า"มอบหมาย"ให้ทำ  ฟังดูช่างเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน  ฉันชักจะหวาดๆขึ้นมาเสียแล้ว
          จริงๆแล้วคำว่า "หวาด" อาจจะน้อยไปเสียด้วยซ้ำ  เพราะก๋งเป็นคนที่ดและเข้มงวดมาก  มากจนไม่มีเด็กๆหรือหลานๆคนไหนอยากเข้าใกล้  ก๋งมักจะตวาดและตะคอกด้วยเสียอันดังอยู่เสมอเพื่อกำหราบหรือปรามให้ลูกหลานอยู่ในโอวาท  ฉันเองคุ้นเคยกับเรื่องนี้เป็นอย่างดีในฐานะที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน  ฉันมักจะโดนเอ็ดอยู่เสมอเวลาทำผิด  เป็นต้นว่า  ตื่นสาย  เรียกแล้วไม่ขานรับ  หรือไม่เก็บของเล่นให้เข้าที่
          เวลาที่ก๋งใช้ให้ทำอะไร  ฉันมักจะลำบากใจทุกครั้ง  และจะคิดว่าเป็นคราวซวยทุกครั้งไป  เพราะงานแต่ละอย่างที่ก๋งมักจะใช้นั้น   สำหรับความคิดของฉันเองในตอนนั้นฉันคิดว่ามันช่างหนักหนาสาหัสเสียจริงๆ   ถ้ามันจะไม่ทำให้บทความนี้ยาวเกินไปนัก  (ยาวมากกว่าจะเกี่ยวกับไอ้อ๊อดซึ่งเป็นชื่อเรื่อง 555+) ฉันจะขอเล่าความซวยให้ทุกท่านได้อ่านพอคราวๆ 
          ครอบครัวฉันในเวลานั้นมีสมาชิกอยู่ด้วยกัน 4 คน  ก๋ง  พ่อ  แม่  และตัวฉัน  ปกติถ้ามีผู้ใหญ่อยู่บ้านก๋งก็มักจะเรียกใช้งานผู้ใหญ่ในบ้านเสมอ  แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามไม่มีใครให้เรียกใช้แล้วละก็  หึหึหึ  หน้าที่ลูกมือก็จะตกเป็นภาระของฉันในทันที  ฉันอยากจะบอกว่าการไปเป็นลูกมือของก๋งแต่ละครั้งนั้นมันทุกข์ทรมานเหลือเกิน  ไม่ใช่ว่าขี้เกียจหรือรังเกลียดรังงอนไม่อยากช่วยงานหรืออย่างไร  แต่ความยากลำบามันมากมายสำหรับตัวฉันในเวลานั้นมาก  เช่นว่า  ไล่ต้อนหมู  จับหมูเข้าเล้า  ตัดฟันลูกหมู  คลิบหูหมู  ฉีดยาหมู  ป้อนยาหมู  ฯลฯ  ซึ่งความสูงของฉันในเวลานั้นยังสูงไม่พ้นหมูที่โตเต็มที่เลยด้วยซ้ำ  ยิ่งพ่อพันธุ์หมูด้วยแล้วจะสูงใหญ่กำยำกว่าตัวกติมาก  ตัวของมันใหญ่ขนาดไหนน่ะหรือ  จินตนาการเอาเองแล้วกันค่ะว่า  ขนาดแค่ลูกอัณฑะของมันน่ะใหญ่พอๆกับลูกบอล  นอกนั้นก็คิดเอาเองนะคะว่าตัวมันจะใหญ่ขนาดไหน  ดังนั้นเวลาถูกเรียกใช้ให้ไปเป็นลูกมือของก๋งครั้งใดราวกับว่าฉันจะต้องไปสนามรบกันเลยทีเดียว
          จะว่าไปแล้วก็อาจจะกล่าวได้ว่าไอ้ความซวยที่ว่านั้น  มันมาจากความกลัวนั่นเอง  เพราะถ้าไม่นับลูกหมูแล้ว  หมูตัวอื่นๆในเล้ามีขนาดและรูปร่างใหญ่โตกว่าฉันทั้งหมด  แล้วนอกจากที่พวกมันยังชอบพ้นลมออกจมูกดัง "ฟู ฟู ฟู" แล้ว  มันยังชอบเขี้ยวปาก จั๊บๆๆ พ่นฟองน้ำลายสีขาวขุ่นไหลยืด  ย้อยหยดลงตามพื้นอีกด้วย  ที่เล่าให้เห็นภาพอย่างนี้ก็ต้องขอบอกตามตรงว่าฉันไม่เคยรังเกียหมูหรืออาชีพคนเลี้ยงหมูแต่อย่างใดเลย  แต่ด้วยวัยในตอนนั้น ... ฉันต้องขอยอมรับว่า  ฉันกลัวมาก  ลัวว่ามันจะกินฉันเข้าไปทั้งตัว  กลัวมันวิ่งเข้าใส่  กลัวมันเหยียบตาย  กลัวมันกัด  กลัวสารพัดจะกลัว ...
          แม้มันจะไม่ใช่งานที่ต้องทำทุกวันๆ  แต่โชคชะตาก็นำพาให้ต้องมีเหตุให้ก๋งต้องเรียกใช้ฉันอยู่เสมอๆ  ฉันตกอยู่ในภาระจำยอมต้องทำตามคำสั่งทุกครั้งไป  หมดสิทธิ์อุทธรณ์หรือร้องขอใดๆทั้งสิ้  แม้แต่จะบอกว่ากลัวก็ไม่ได้  เพราะก็จะโดนเอ็ดทุกครั้งที่แสดงอาการหวาดกลัว  "มึงจะกลัวอะไรว๊ะ!!!" ก๋งมักจะตวาดด้วยคำพูดนี้เสมอ  ประโยคสั้นๆแค่นี้  ใครไม่เป็นฉันคงไม่เข้าใจ  ด้วยน้ำเสียงอันดังและเฉียบขาดของก๋งเป็นน้ำเสียงที่ทุกคนที่ได้ยินจะต้องเสียวสันหลังว๊าบพร้อมๆกับการสะดุ้งสุดตัว  ไม่อยากจะบอกเลยว่าเวลาที่ฉันโดนเอ็ดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ครั้งใด  เหมือนกับว่าประสาทรับรู้  หัวใจ  และสมองของฉัน  เกิดอาการเครื่องดับไปชั่วขณะ  เหมือนทุกอย่างกระตุหรือถูกแช่แข็งไว้สักเสี้ยวนาทีก่อนจะกลับสู่สภาวะปกติ
          ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ฉันต้องเลือกว่าจว่าจะเผชิญหน้ากับความความกลัวที่มีต่อหมู  หรือจะโดนก๋งด่าดุด่า ... 
โดนผผบรรก็กกกกกกกก่่ก็ก

         แน่นอน ... ฉันกลัวก๋งด่า ... (555+)  หมูที่ทำให้เด็กน้อยกลัวจนตัวสั่น  ก็ยังไม่เท่าอารมณ์ฉุนเฉียวของก๋งผู้บุพการี  และนี่เองที่ทำให้ฉันทำยอมทำตามคำสั่งของก๋งตลอดไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไร ...  และที่สำคัญคือต้องทำให้ได้  ... ต้องทำให้สำเร็จ ...
        

          'ก๋งมอบหมายให้เป็นหน้าที่มึง'  ประโยคนี้เหมือนจะประทับลงในมโนสำนึกของฉันว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี  "อย่าลืมนะ  ให้มันสองเวลา  เช้าเวลานึง  เย็นเวลานึง  เอาชามสังกะสีบนฝาโอ่งน่ะใส่ให้มันกิน"  ก๋งสั่งน้ำเสียงขรึม  ไม่เหลือแววหยอกเย้าของก่อนหน้านี้เลยสักนิด  "เออๆ  ได้ๆ น้องดิวเลี้ยงเอง"  ฉันรับคำ  พยายามคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ  แอบซ่อนความกังวลไว้ในใจ  "เลี้ยงให้ดีนะ  ถ้ามันตายก็ต้องโทษมึง"  'นั่นไง'  ฉันคิด  แม้จะยังเด็กมาก  แต่สัญชาตาณของฉันไม่เคยพลาด  ไม่แปลกเลยที่ฉันจะเกิดอาการหวาดระแวงไว้ก่อนหน้า  ไม่ต้องบรรยายด้วยคำใดๆ  การคาดโทษนี้ก็อธิบายตัวมันเองได้เป็นอย่างดี 
          นี่ก็คงเป็นการใช้งานอีกครั้งที่ฉันต้องทำให้สำเร็จ  ไม่ต่างจากที่แล้วๆมาสินะ  ถ้ามันตายก็จะเป็นความผิดของฉัน  "ก๋ง  ทำไมอ่ะ  ทำไมถ้ามันตายต้องโทษหนูด้วย"  ฉันถามกลับ  ก๋งตอบทันควันว่า "อ้าว ก็มึงเป็นคนเลี้ยงนี่  มึงเลี้ยงเองมึงก็ต้องรับผิดชอบ  กูไม่ได้เลี้ยงจะว่ากูได้ยังไง"  ฉันได้ทีสวนกลับไปว่า "โ่  ก็ไอ้ที่แล้วๆมาที่ตายล่ะ  ก๋งก็เลี้ยงเองทั้งนั้น  ทำไมไม่เห็นมีใครโทษก๋งเลย"   "บ๊ะไอ้นี่  ก็กูเป็นก๋งมึงไง ฮาๆๆ"  ก๋งหัวเราะชอบใจในชัยชนะของตน  เสียหัวเราะเปลี่ยนแปลงบรรยากาศอันตึงเครียดให้ผ่อนคลายลงอีกครั้ง  "ไปๆ  ไปเอานมมา  กูจะพามึงไปเลี้ยง  แล้วนับแต่นี้ต่อไปมึงต้องไปเลี้ยงเองนะ  ไปเลี้ยงทุกวันล่ะ  อย่าให้ขาด"  ก๋งพูดพลางลุกขึ้นเดินนำไป
          ฉันมักจะพูดจายียวนก๋งเช่นนี้อยู่เสมอๆถ้ามีโอกาส  ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม  คงได้แต่บอกว่ามันกลายเป็นนิสัยที่ติดมาจนโต  ฉันมักจะชอบแซวคนแก่ที่เข้ามาคุยกับฉันเสมอหากพิจารณาดูแล้วว่าท่านน่าจะใจดี  (ไม่งั้นอาจโดนตบเปรี๊ยงได้) 
          ถ้าถามตัวฉันในปัจจุบันนี้  ฉันอยากจะบอกว่าลึกๆแล้วฉันก็รู้ว่าก๋งไม่ใช่คนโหดร้ายอะไร  ก็แค่เฉพาะเวลาจะเอ็ดหรือกำหราบลูกหลานก็เท่านั้น  และลึกๆอีกอย่างที่ฉันรู้ก็คือ  ก๋งก็คงทำไปด้วยความคิดว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นถูกต้องสมควรดีแล้ว  การกำหบลูกหลานให้อยู่ในโอวาทเช่นนี้คงเป็นวิธีเลี้ยงดูที่ดีที่สุดของคนรุ่นเก่า 

          ... ดีที่สุด  เท่าที่ก๋งรู้ ...

          ฉันเดินถือกล่องนมและชามสังกะสีเดินตามก๋งเข้าไปในเล้าหมู  ตรงไปที่คอกเดิมที่เพิ่งเฝ้าคลอดไปเมื่อคืน  ก๋งจับไอ้ตัวเล็กที่นอนหมอบอยู่มุมเล้าออกมาวางลงบนพื้นซีเมนต์  เจ้าหมูน้อยพยายามยันกายให้ลุกขึ้นยืน  แต่แล้วก็ล้มแผละลงไปอีก  ฉันเห็นหัวเล็กๆของมันสั่นเทิ้มน้อยๆ  กล้ามเนื้อและผิวหนังกระตุกเป็นระยะๆ  ถ้าเทียบกับขนาดลูกหมูปกติทั่วๆไปแล้ว  ก็ต้องบอกว่าไอ้เจ้าตัวนี้มีขนาดเล็กมาก  ลูกหมูแรกเกิดปกติจะมีขนาดเท่าฝ่ามือ  แต่เจ้าตัวนี้ใหญ่กว่ากำปั้นนิดเดียวเท่านั้นเอง 
          เจ้าหมูน้อยยันกายได้แค่สองขาหน้า  ในขณะที่สองขาหลังพับลงนั่งเหมือนกับไม่มีแรง  ในตอนนั้นฉันแอบคิดไปว่าเหมือนมันพยายามจะเงยคอขึ้นมองมนุษย์สองคนที่อยู่ตรงหน้า  แต่ไม่รู้ว่าด้วยกำลังกายอันน้อยนิดหรือกล้ามเนื้อที่ยังไม่แข็งแรงกันแน่  สิ่งที่เจ้าตัวน้อยทำได้ก็แค่เพียงตั้งลำคอให้ตรงเพื่อไม่ให้หัวตกลงพื้นเท่านั้นเอง
          "เอ๊า  เอาสิ  เทนมใส่ชาม"  ก๋งสั่งพร้อมกับนั่งยองๆจับตัวลูกมือขึ้นมา  ฉันนั่ลงแล้วเทนมใส่ชามสังกะสีได้สักครึ่งกล่องเห็นจะได้ก็เกือบค่อนชามนั้น  ก๋งรับชามไปจากมือฉันแล้วจ่อใส่ปากลูกหมู 
          ไม่ทันจะถึงปากดี  ไอ้ตัวเล็กสูดลมหายใจฟืดฟาด  รีบดืมนมจากชามทันที  แม้จะตัวเล็กเท่ากำปั้น  แต่ฉันสาบานได้เลยว่าฉันได้ยินเสียงมันกลืนน้ำนมดัง  อึก อึก อึก  เป็นระยะๆ  สักพักเจ้าหมูน้อยก็จัดการนมในชามจนไม่เหลือหลอ  ก๋งวางมันลงกับพื้นอีกครั้งพร้อมกับส่งชามคืนให้ฉัน  "มันคงจะหิวจริงๆเนอะ  มันคงแย่งกินนมไม่ทันตัวอื่นอย่างก๋งว่าจริงๆแหละ"  ฉันพูดกับก๋งด้วยความสงสารเจ้าหมูน้อยจับใจ  ไม่คิดว่ามันจะหิวโหยได้ถึงเพียงนี้  "อืม  ก็ใช่สิ  ลองเลี้ยงๆไปเพื่อจะรอด  ตัวมันเล็กกว่าเขามาก"  ก๋งตอบ
          "แล้วก็อย่าลืมมาเลี้ยงมันอย่างนี้ทุกวันล่ะ  สองเวลา  เช้าเย็น  เข้าใจไหม"  ก๋งทวนคำสั่งอีกครั้ง
          "ทำแบบที่ก๋งทำให้ดูเนี่ย  ทำได้ไหม"  ก๋งถาม  
          "ทำได้ๆ  ไม่ลืมหรอก  เลี้ยงทุกวัน  สองเวลา  เช้าเย็น"  ฉันรับคำพร้อมทวนคำสั่ง   "เวลามึงมาเลี้ยงมันก็เรียกมันด้วยล่ะ " "เรียกมัน อ๊อดๆๆๆๆ" ก๋งบอกพร้อมกับเลียนเสียงร้องของหมู 
          "ห๊ะ หมูที่ไหนร้องอย่างนี้  มันมันร้อง อู๊ดๆๆๆ  ต่างหาก"  "ต้องเรียกมัน  ๊ดๆๆๆ"  ฉันแย้งไปตามประสา 
          ก๋งยิ้มแล้วพูดว่า  "เฮ้ย  ใช่ที่ไหน  มึงฟังดีๆ  ไอ้ตัวนี้มันร้อง  อ๊อดๆๆๆ"
  "มันร้อง  อ๊อดๆๆๆ  เวลาเรียกมันก็ต้องเรียกอ๊อดๆๆ สิ  มันจะได้มาหา"
          "หืม  ใช่เหรอ"  ฉันขมวดคิ้ว 
          "จริงๆ  มึงฟังสิ  มึงฟังดีๆ"  ก๋งพูดพลางจับตัวเจ้าตัวเล็กขึ้นมาอีกครั้ง  คราวนี้ยกขึ้นมาข้างๆหูฉัน  "มึงฟังๆ  มึงฟังมันร้องสิ"  ก๋งพูดแนะอีก
         
          "อ๊อด"  เสียงแผวๆดังขึ้นข้างหูฉัน  ฉันตะลึง  เลิกคิ้วแล้วมองหน้าก๋ง 
         
"อ๊อดๆ"  เจ้าหมูน้อยส่งเสียงแผวๆย้ำอีกครั้ง  ราวกับจะย้ำให้แน่ใจว่า  ใช่แล้วจ้า  ร้องว่า  อ๊อดๆๆๆๆๆๆๆ จริงๆนะ

          ฉันหัวเราะแล้วยอมรับกับก๋งว่า "เออใช่  มันร้องอ๊อดๆจริงๆด้วย"  "ฮาๆๆๆ"  ฉันหัวเราะแบบเปิดกระบังลมเต็มที่  ตลกมากที่ได้รู้ว่าจริงๆแล้วนอกจาก อู๊ดๆ หมูมันก็ยังร้อง อ๊อดๆ ด้วยนะ 
          คิดๆดูแล้วถ้าฉันได้รู้สักนิดว่า  เมื่อเราโตขึ้นมาแล้วจะไม่ค่อยมีเรื่องให้สุขสันต์มากเท่าใดนัก  ในวัยเด็กฉันจะหัวเราะให้มากกว่า
นี้  และจะพยายามจดจำทุกๆเสียหัวเราะของตัวเองไว้ให้ได้ตราบนานเท่านาน  เผื่อว่าวันหนึ่งที่หม่นหมองเราก็จะได้มีเรื่องราวดีๆไว้ให้ปลอบประโลมตัวเอง  ลองคิดดูสิ ... ในสังคมที่กลับกลอกอย่างทุกวันนี้  จะมีสักกี่เรื่องกันเชียวที่จะทำให้เราหัวเราะได้อย่างเต็มเสียงแบบไม่ต้องอายสายตาใคร  ...
          ฉันรับลูกหมูตัวน้อยจากมือก๋งมาอุ้มไว้ด้วยสองมือของฉัน  จับมันหันหน้ามาสบตากัน  แล้วพูดว่า  "ดีล่ะ  ต่อไปนี้แกชื่อ ... 'ไอ้อ๊อด' ... ก็แล้วกันนะ"  "ฮาๆๆๆ"

          "ไอ้อ๊อด เอ๊ย  ไอ้อ๊อด"

          "ไอ้หมู  อ๊อดๆ"

**********************************************************************
(ต้องขอโทษด้วยที่มีคำหยาบคาย  แต่คนสูงอายุตามต่างจังหวัดเขาพูดกันอย่างนี้จริงๆ  เป็นคำธรรมดาสามัญ  ไม่ได้มีความหมายหรือนัยยะหยาบคายแต่อย่างใด  ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ)
 

SHARE
Writer
DearDream
Waiting Lover
ฉันอยู่ตรงนี้...ที่นี้...เวลานี้...กับทุกสรรพสิ่ง

Comments

Lebrancconvas
2 years ago
มาแล้ว ^^ เรื่องหมูหมู
Reply
Aomori
2 years ago
ชอบๆ ค่ะ เรื่องในวัยเด็กสนุกดีนะคะ
Reply
DearDream
2 years ago
ขอบคุณนะคะ :)
Reply