ไอ้อ๊อด
          สมัยก่อนบ้านฉันเลี้ยงหมู  ... หมูหรือสุกรที่เราๆท่านๆบริโภคกันอยู่ทุกวันนี่แหละค่ะ  ฉันเพิ่งทราบความหมายเมื่อไม่นานมานี้เองว่า สุกร หมายถึง สัตว์ที่มีเท้างาม  ถึงแม้จะไม่ทราบที่มาที่ไปว่าเหตุไฉนไอ้เท้ากีบๆดำๆนี้เป็นสิ่งเจริญตาไปได้อย่างไรก็ตาม  แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันแน่อยู่แก่ใจจนบัดนี้ก็คือ  ไอ้เจ้าหมูที่ว่านี้เป็นสัตว์ที่มีหัวใจงดงามไม่แพ้สิ่งมีชีวิตใดๆในโลกใบนี้แน่นอน
          ย้อนไปประมาณเมื่อฉันอายุได้ประมาณ 8 ขวบ  ฉันมักจะตื่นเต้นอยู่เสมอเมื่อเวลาที่มีแม่หมูคลอดลูก (นี่ไม่นับรวมเวลาที่ไปดูพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ผสมกัน ซึ่งก็เป็นฉากที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน 555+)  ฉันมักจะไปเฝ้าคลอดแม่หมูที่เล้า  รอเวลาที่ลูกหมูตัวแดงๆไหลออกมาจากช่องคลอด  ทั้งน้ำเลือด  น้ำคร่ำ  และสายรก  ไม่ค่อยเป็นภาพที่โสภาเท่าไรนัก  อีกทั้งกลิ่นเหม็นจากขี้หมูและกลิ่นคาวเลือดก็ไม่น่ารัญจวนใจเช่นกัน  ถ้าเป็นสมัยนี้คงต้องใช้วลีที่ว่า "ใจไม่ถึงห้ามดู" กันเลยทีเดียว  เล่าให้เห็นภาพอย่างนี้บางท่านอาจจะคิดว่านี่ช่างเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเอาเสียเลย  แต่สำหรับฉันแล้วมันคือความปกติธรรมดา  เป็นวิถีชีวิตของคนละแวกนี้ วิถีชีวิตที่ฉันคุ้นเคย  วิถีชีวิตที่หล่อเลี้ยงสังคมและชุมชมให้ดำเนินต่อไปตามวัฒจักรของชีวิต ... วัฒจักรที่นำไปสู่โต๊ะอาหารของทุกๆท่านไงคะ ;)
          วันนั้นฉันก็ไปเฝ้าดูแม่หมูออกลูกอย่างเคย  ฉันเฝ้าสังเกตุการณ์ด้วยความตื่นเต้นว่าจะได้ลูกหมูกี่ตัว  ตัวแล้วตัวเล่าไหลหลุดออกมาจากช่องคลอดของแม่หมูอย่างช้าๆ  เสียงคราง "อื้อ อื้อ อื้อ" ในลำคอของแม่หมูดังมาเป็นระยะๆ  ลูกหมูตัวแดงๆไหลออกมาพร้อมสายรก เลือด และน้ำคร่ำ ... ฉันเห็นสี่ขาน้อยๆตะเกียกตะกายอยากจะมีชีวิต ...
          "ก๋ง" ทำหน้าที่เป็นนายแพทย์ทำคลอดให้ลูกหมูน้อยๆคลอกนี้  ก๋งของฉันจะนั่งเฝ้าคลอดพร้อมถังน้ำยาฆ่าเชื้อคู่กาย  รอว่าลูกหมูตัวไหนหลุดออกมาปุ๊บ  ก๋งจะจับฉีกรกและเอาน้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดให้ลูกหมูทันที  ก่อนจะปล่อยให้เจ้าตัวน้อยไปกินนมแม่ที่นอนรวยรินจากการทำคลอด  ฉันสังเกตุเห็นลูกหมูแต่ละตัวแล้วก็นึกขำ  พอโดนเช็ดตัวแล้วมันก็ยืนหยัดด้วยสี่ขาน้อยๆของมัน  เดินเตาะแตะ  เฉไป  เฉมา  ล้มลุกคลุกคลาน  เดินเข้าไปหาเต้านมแม่  ฉันอดขำไม่ได้ว่าเหตุใดกัน  เพิ่งเกิดมาแท้ๆ  ทำไมถึงได้รู้ประสาว่าจะได้เดินอย่างนี้ๆนะ  และต้องเดินไปหานมแม่นะ  และที่อัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ  เจ้าลูกหมูพวกนี้รู้ได้อย่างไรนะว่า  นี่คือเต้านม  นี่คือแหล่งอาหารที่จะใช้หล่อเลี้ยงชีวิตของมันให้เติบใหญ่
          การคลอดในวันนั้นเป็นไปอย่างที่เคยเป็นมาหลายครั้ง  ฉันนับจำนวนลูกหมูแล้วหันไปบอกก๋งว่า  "ก๋งๆ คลอกนี้ได้10ตัว"  ก๋งหันมาตอบว่า "ยังๆ ยังไม่หมด ยังมีอีก"  "หมดแล้วมั้ง  ตั้ง10ตัวแล้วนะ  รกก็ไหลออกมาหมดแล้ว"  ฉันบอกอย่างมั่นใจจากประสบการณ์วัย 8 ขวบของฉันที่เรียนรู้ว่า  หมูจะคลอดหมดท้องก็แต่เมื่อรกออกมาแล้ว  แต่มีรึที่ประสบการณ์วัย 8 ขวบของฉันจะเทียบเทียมได้กับเถ้าแก่เจ้าของเล้าผู้ควบรวมทั้งตำแหน่งผู้ดูแลและหมอตำแยทำคลอดด้วยอย่างก๋ง  ชายชราวัยเจ็ดสิบปลายๆยิ้มแล้วพูดว่า "นั่นมันรกที่ไหน  เลือดมันต่างหาก  รกมันยังไม่ออกมาเลย  แสดงว่ายังมีอีก"  ฉันอึ้งไปชั่วขณะ  ตกใจว่าทำไมแม่หมูตัวนี้ถึงได้ตกเลือดเยอะขนาดนี้  เยอะมากขนาดที่ว่าผู้ชำนาญการเฝ้าคลอดอย่างฉันเข้าใจผิดคิดว่าก้อนเลือดนี้เป็นก้อนสายรกไปได้  (ฉันอดภาคภูมิใจกับตำแหน่งที่อุปโลกให้กับตัวเองนี้ไม่ได้จริงๆ)
          ฉันกับก๋งรออยู่ประมาณยี่สิบนาทีได้  รกก็ไม่หลุดออกมาสักที  "เอ... ชักจะยังไงแล้วนะ" ก๋งพึมพำกับตัวเอง  ได้ยินอย่างนี้แล้วฉันกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในทันที  เวลาอย่างนี้ ... เวลาที่การคลอดยืดเยื้อยาวนานเช่นนี้ ... ไม่ต่างอะไรกับคน ... แม่หมูตัวนี้ ... เสี่ยง ที่จะตายได้  ฉันได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ  ไม่อยากให้แม่หมูต้องมาตายในสภาพอย่างนี้  ไม่อยากให้ลูกหมูน้อยๆเหล่านี้ต้องกำพร้า
          ในหัวสมองน้อยๆของเด็ก 8 แปดขวบตอนนั้น  ต้องบอกเลยว่าฉันกังวลผสมกับจินตนาการไปต่างๆนาๆ  ฉันคิดไปว่าถ้าแม่หมูตาย  ศพแม่หมูก็ต้องถูกขายไปในราคาถูกๆให้โรงชำแหละ  ลูกหมูพวกนี้ก็ต้องเสียใจ  เป็นกำพร้า  ไม่มีแม่  ขนาดรู้จักเดินไปดูดนมเองได้  มันก็คงรู้จักแม่ของมันแหละ  และก็ต้องรับรู้ได้ถ้าหากแม่ของมันตาย  ก๋งก็ต้องเอาพวกมันไปฝากเลี้ยงไว้กับแม่หมูคลอกอื่น  ซึ่งก็เท่ากับว่าต้องไปแบ่งนมกับลูกๆคลอกอื่นกิน  ฉันเคยนับนมของของแม่หมูมีสองข้าง  ข้างละแปดเต้า  รวมกันได้สิบหกเต้าพอดิบพอดี  ลูกๆคลอกเดิมก็สิบกว่าตัวแล้ว  เอาลูกๆคลอกนี้ไปรวมอีก  ต้องแออัดยัดเยียดและคงต้องแย่งกันกินนมแน่ๆเลย
          ในขณะที่กำลังกังวลผสมจินตนาการอยู่นั่นเอง  ก๋งก็ได้กระทำสิ่งหนึ่ง ... ซึ่งสตรีเพศอาจมีสยองได้  ( โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านฉากต่อไปนี้... ;) )
          ก๋งของฉันค่อยๆเอามือสอดเข้าไปในช่องคลอดของแม่หมู  ล้วงลึกเข้าไปถึงหนึ่งฝ่ามือ ... สังเกตุจากข้อมือจะรู้ได้ทันทีว่า  ฝ่ามือที่สอดเข้าไปนั้นกำลังควานหาอะไรบางอย่างที่อยู่ในช่องคลอด  เสียแม่หมูครางหนักขึ้น "อื้อออ อ๊อกๆๆๆ"  แสดงให้เห็นว่ามันเจ็บปวดและรับรู้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย 
          ชั่วอึดใจก๋งก็ค่อยดึงมือออกมาพร้อมลูกหมูตัวเล็กๆตัวหนึ่งซึ่งนอนแน่นิ่งไม่ติงไหว...
          ก๋งวางร่างเจ้าตัวน้อยลงบนพื้นซีเมนต์  ร่างน้อยๆนอนนิ่งเหมือนหลับไหล  ก๋งมองหน้าฉันโดยไม่พูดอะไร  แต่ก็เป็นที่รู้กันอยู่นัยทีว่า  สงสัยลูกหมูตัวนี้คงจะตายคาท้องแม่เสียแล้ว
          ฉันมองเจ้าตัวน้อยนั้นอย่างอาดูร  สงสารในโชคชะตาอันอาภัพของมัน  คงจะเป็นธรรมดาของจิตใต้สำนึกมนุษย์ที่จะอดสะเทือนใจไปไม่ได้เมื่อได้รับรู้การตายของเพื่อนร่วมโลก  อันที่จริงแล้วก็เป็นปกติที่จะมีลูกหมูตายอย่างนี้  โดยเฉพาะตัวสุดท้องที่มักจะตัวเล็กและอ่อนแอกว่าตัวพี่ๆเสมอ  ซึ่งซากของลูกหมูที่ตายอย่างนี้สุดท้ายแล้วก็จะถูกโยนทิ้งเข้ารกเข้าพกให้เป็นลาภปากแต่นกกาหรือหมาแมวแถวนี้
          ฉันเคยได้ยินเรื่องตลกของคนเลี้ยงหมูด้วยกันเล่าให้ฟังว่า  เวลาที่เขาเห็นลูกหมูตายอย่างนี้  เหมือนเห็นแบงค์พันมีปีกบินลอยหายไปกับตา  เรื่องนี้ไม่ใช่สักแต่พูดให้ขำกันไปเท่านั้นแต่จริงๆแล้วมันแฝงไปด้วยความเป็นจริง  เพราะการเลี้ยงหมูของเกษตกรนั้นมันเดิมพันมาด้วยกำลังกายและกำลังน้ำเงินที่เก็บหอมรอมริบกันมาเพื่อลงทุน  จึงไม่แปลกที่คนเลี้ยงหมูหวังจะให้ผลผลิตเหล่านี้แปลงเป็นกำไรราคางามตอบแทนให้สมกับความเหนื่อยยาก
          อาจจะด้วยเพราะเสียดายเงินพันประกอบกับสงสารสัตว์โลก  ก๋งของฉันถอนหายใจแล้วปฏิบัติการยื้อชีวิตเจ้าหมูน้อยทันที  ก๋งนั่งยองๆก้มลงไปจับตัวลูกหมูนั้น  แล้วทำการบีบนวดหน้าอก  จับสองขาปั๊มหัวใจไปมาอยู่หลายรอบ  ก่อนที่สุดท้ายจะจบลงด้วยการเป่าลมเข้าไปในปากของมันเฮือกใหญ่  ทันใดนั้น! ฉันเห็นกับตาว่าเจ้าตัวเล็กกระตุกเบาๆสองสามที ... ค่อยๆลืมตา  แล้วผงกหัวขึ้นมามองหน้าชายชราที่เพิ่งเป่าปากให้มัน
          "เฮ้อ  รอดแล้วเว้ย"  ก๋งอุทานอย่างโล่งใจ  แล้วหันมายิ้มให้ฉันอย่างยินดี  สักพักสายรกค่อยๆไหลออกมาจากช่องคลอด  คราวนี้ฉันถามก๋งเพื่อให้แน่ใจว่านี่คือรกจริงๆเพื่อป้องกันความผิดพลาด   หลังจากได้รับคำยืนยันจากก๋งว่านี่คือสายรกจริงๆ  เราทั้งสองต่างก็แน่ใจว่าสิ้นสุดการทำคลอดแม่หมูตัวนี้แล้ว  ก๋งจัดการเก็บและทำความสะอาดอุปกรณ์ทำคลอด  ส่วนฉันปล่อยให้ลูกๆได้กินนมแม่สักพักแล้วค่อยจัดการเก็บลูกหมูให้นอนในถุงกระสอบ  ป้องกันเผื่อว่าเวลานอนแม่หมูอาจจะเผลอทับลูกตัวเองได้
          เป็นอันเสร็จสิ้นภาระกิจการทำคลอดในวันนั้น ...
          วันต่อมาเป็นวันหยุด  ฉันจำได้ดีเพราะฉันมักจะตื่นแต่เช้า (ตื่นเช้ากว่าวันปกติที่ต้องไปโรงเรียน) มาดูการ์ตูนและรายการสำหรับเด็ก (ที่ปัจจุบันนี้ฉันมักจะตื่นไม่ทันแล้ว)  ส่วนก๋งนั้นจะตื่นแต่เช้าทุกวันเป็นปกติ  ตื่นมาเลี้ยงหมูเป็นปกติอย่างนี้ทุกๆวัน  ฉันยังจำได้ดีว่าทุกวันในเวลาเช้ามืด  ฉันจะได้ยินเสียงรถเข็นอาหารหมูของก๋งดัง ครืนๆๆ อย่างนี้ทุกๆเช้า  อีกอึดใจต่อมาก็ได้ได้ยินเสียงหมูแข่งกันส่งสัญญาณของความหิวกระหาย  อู๊ดด  อู๊ดๆๆๆๆๆๆ  เสียงดังระงมสนั่นหวั่นไหว  แต่ก็หาได้ระคายหูของฉันไม่  ฉันยังคงหลับตานอนหลับสบายไปจนกว่าจะได้เวลาตื่นของตัวเอง
          ขณะที่ฉันกำลังนอนไขว่ห้างดูการ์ตูนอยู่เพลินๆนั่นเอง  ก๋งก็เดินเข้ามาบอกฉันว่า "เฮ้ย  ไอ้ลูกหมูตัวนั้น  มันตัวเล็กกว่าเขา  ท่าทางจะไม่รอดว่ะ"  "ไมอ่ะ" ฉันถามโดยไม่ละสายตาจากการ์ตูน  ก๋งตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "มันตัวเล็ก  วันนี้เห็นแล้ว  มันโดนตัวอื่นเบียดแย่งกินนม  คงจะไม่ค่อยได้กินเท่าไร  กลัวมันจะอดตาย"  ฉันหันควับมองก๋งแล้วถามว่า "หืม ... มันถึงกับจะตายเลยรึ"  "ตายสิว๊ะ  เหมือนมึงไม่ได้กินข้าว  หลายๆวันเข้ามึงจะตายไหมล่ะ" ก๋งตอบ
          ฉันเห็นจริงดังก๋งว่า  อนิจจาเหล่าสัตว์ทั้งหลายนี้แม้จะรู้ประสาที่จะเดาตัวรอดแต่หาได้รู้สำนึกเหมือนคนไม่  แย่งกันกินโดยไม่สนพี่น้อง  ไม่สนว่าจะเบียดเบียนใคร  หรือไม่สนว่าการกระทำของตนจะส่งผลให้มีใครต้องเจ็บปวดล้มตายลงไปบ้าง  "งั้นเราจะทำไงดีล่ะ  ก๋งอย่าให้มันตายนะ  สงสารมัน"  ฉันบอกก๋งอย่างเว้าวอน  หวังว่าจะได้คำตอบจากผู้มากประการณ์
           
SHARE
Writer
DearDream
Waiting Lover
ฉันอยู่ตรงนี้...ที่นี้...เวลานี้...กับทุกสรรพสิ่ง

Comments

Lebrancconvas
2 years ago
เข้ามาดู...^^
ชอบสตอรี่นี้มากครับ เรื่องราวในอดีตมันมักจะเป็นประสบการณ์ที่น่าเก็บเกี่ยวเสมอครับ :)

ขออนุญาตเป็น Recommend แรก ให้กับเรื่องราวแรกของคุณนะครับ ^^
Reply
DearDream
2 years ago
ขอบคุณค่ะ เป็นมือใหม่ ไม่รู้ว่ามันจะพิมพ์ต่อจากเดิมได้ไหม ไม่รู้ต้องปรับตัวอักษรยังไง  ไม่รู้ว่าต้องกดอะไรยังไงตรงไหน  บลาๆ  มากมายค่ะ จะพยายามต่อไปนะคะ ขอบคุณมากจริงๆ