-พริกแห้ง 02-
คุณเคยสัมผัสอาการห้วงความทรงจำขาดหายบ้างไหม
                               บางทีผมเองก็ไม่รู้ตัวเองว่า ในแต่ละวันผมทำอะไรไปบ้าง ผมมักจะเผลอหลับแล้วไปโผล่อยู่ที่อื่นบ่อยครั้ง นอกจากนั้นแล้ว ก็มีเรื่อง...เอ่อ....สายตา ใช่ สายตา ทุกๆครั้งที่ผมไปตามที่ต่างๆ ผู้คนก็ต่างจะส่งสายตามาจ้องมองผมอยู่เสมอๆ และผมเองก็ไม่ค่อยชอบให้คนอื่นมามองตัวผมเองเท่าไหร่นักหรอก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพวกเขาทั้งหลายชอบมองมาที่ผมอยู่เรื่ิอย แรกๆผมเองก็ไม่ค่อยสนใจอะไรมากเท่าไหร่นักหรอก พอนานๆไปเข้าก็ชักจะทนไม่ไหว ก็เลยตัดสินใจหมกตัวอยู่ในบ้านไม่ออกไปไหนเสียเลย 

                               หมกตัวอยู่ในบ้าน ถูกแล้วล่ะครับ ผมกลายเป็นบุคคลที่สังคมต่างก็เรียกว่า นีท หรือ พวกฮิคิโคโมริ ไปแล้วในที่สุด เอาเถอะ ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง ผมเองก็ไม่สนใจอยู่แล้วล่ะ 

ผมไม่ชอบเวลาที่ตัวเองเวลาที่ความทรงจำขาดหาย แล้วมักไปโผล่ที่อื่นบ่อยๆ ก็เลยตัดสินใจย้ายของจาก อพาร์ทเม้นท์ แล้วกลับมาอยู่ที่บ้านของพ่อแม่ และล็อกกุญแจจากด้านนอก ปีนเข้าทางหน้าต่าง เตะบันใดที่ปีนขึ้นมาให้ล้มลงไป ขังตัวเองไว้ในห้อง แค่นั้นผมเองก็จะไม่สามารถออกไปได้ไหนอีก ดีนะที่ห้องผมมีห้องน้ำในตัว ส่วนเรื่องอาหาร ไม่ต้องห่วงเพราะยังไงเสีย ยายแก่....เอ่อผมหมายถึง..แม่ของผม ก็จะหย่อนลงมาให้ทางประตูแมวอยู่แล้ว เพราะงั้นผมจึงแทบไม่ต้องออกไปไหนเลย

                    ปัญหาทั้งนี้ทั้งนั้นที่หมอเคยบอกผมว่ามีอาการทางประสาทอ่อนๆ อยู่แล้ว พอมันถูกกระตุ้นมันก็ลุกลามร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ จนควบคุมไม่ได้ในที่สุด

             ผมมีอาการผีเข้าผีออกอยู่บ่อยๆในช่วงผมเรียนมหาวิทยาลัย ผมจบการศึกษา จิตวิทยาจาก ม.โทได อาการที่คนเขาเรียกกันว่า ไบโพลาร์ นั่นแหละครับที่ผมเป็น เอาแน่เอานอนไม่ได้บางทีก็คึกคัก บางทีก็ห่อเหี่ยว จนไม่ค่อยมีใครอยากเข้าใกล้ผมมากนัก ยกเว้นไว้คนนึงก็คงจะเป็น เมงุมิ โอ้ ใช่แล้วเมงุมิ เธอเปรียบเสมือน ของขวัญที่พระเจ้าประธานมาให้ เหมือนกับชื่อของเธอ คงเป็นเพราะผมเองก็เคยช่วยเหลือเธอในหลายๆอย่าง ทั้งการเรียน ปัญหาชีวิต ผมก็เป็นคนที่ให้คำปรึกษากับคนอื่นเก่งพอสมควรนะ แต่ตัวเองกลับไม่รอดซะงั้น  เธอเองก็คอยอยู่ข้างๆผมเสมอ ไม่ว่าเวลานั้นผมจะเป็นอย่างไร จนความสัมพันธ์เราพัฒนาจาก เพื่อน กลายมาเป็นคนรัก เราอยู่ด้วยกันมากขึ้น ไปเที่ยวด้วยกันหลายๆที่  ใช้ชีวิตร่วมกัน จนกระทั่งเราเรียนจบ เราก็ย้ายไปอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์ ผมทำงานเป็นผู้ช่วยจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เมืองหลวง ส่วนเมงุมิก็ศึกษาปริญญาโทต่อ
ซึ่งเธอมักจะมาหาผมบ่อยๆที่โรงพยาบาล ทำให้เธอคุ้นเคยกับทุกคนในที่ทำงานเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ จิตแพทย์หนุ่ม ที่ผมทำงานเป็นผู้ช่วยเขา ซึ่งก็ทำให้ผมเองไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก แต่คุณหมอเองก็บอกว่า ตัวเขาเองก็มีครอบครัวแล้ว ที่สนิทกับเธอเพราะเธอมาสอบถามเรื่องวิทยานิพนธ์แค่นั้นแหละ 
                                      จนมากระทั่งวันหนึ่ง ผมใช้บันไดปีนหยิบของที่วางอยู่บนตู้ แล้วเกิดอุบัติเหตุบันไดล้ม หัวผมกระแทกพื้น ต้องนอนพักที่โรงพยาบาลเป็นอาทิตย์ หลังจากออกจากโรงพยาบาล หมอบอกให้พักต่อที่บ้าน เพื่อรอตรวจคลื่นสมองก่อน  ซึ่งหมอจิตแพทย์ของผมก็บอกไม่เป็นไร ให้ไปพักผ่อนให้หายก่อน ผมจึงกลับไปพักผ่อนที่อพาร์ทเม้นท์ โดยที่มี เมงุมิ คอยดูแลอยู่ข้างๆ ผมพักฟื้นอยู่ประมาณสองสัปดาห์ ผมก็เริ่มสังเกตเห็นอาการแปลกๆของตัวเอง เช่นผมจำเรื่องราวที่ผมอ่านในหนังสือไม่ได้ รู้สึกเหมือนมีใครสักคนจ้องมองอยู่ในห้องตลอดเวลา แต่พอหันไปดูกับไม่เห็นใคร และที่ผมแปลกใจที่สุดคือ เมงุมิมักจะออกจากบ้าน ไปหลังจากที่ทานอาหารเสร็จ (เธอบอกว่าไปทำงานที่มหาวิทยาลัย) แล้วกลับมาตอนดึกๆ ทุกวัน  
                          วันนี้ก็เช่นกัน เธอแต่งตัวสวยกว่าปกติ ทาปากลิปกรอสสีมันวาว ขนตาดัดงอน เสื้อผ้ามีลูกไม้ระบายฟู่ฟ่อง เสร็จแล้วเธอเดินมาหยิกแก้มผม "วันนี้อาจจะ กลับช้าหน่อยนะ ยังไงก็นอนก่อนได้เลย ไม่ต้องรอฉันนะ" เธอบอก พร้อมกับยิ้มหวานให้ แล้วเดินออกประตูไป

ผมเก็บจานข้าว ไปกองไว้ที่ซิงค์ล้าง จากนั้นก็หย่อนตัวลงโซฟา หยิบรีโมต เปิดโทรทัศน์ดู
เวลาผ่านไปสักพัก ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง

ซุบซิบๆ
ซุบซิบๆ
ใครน่ะ
เอ๊ะ
ทำไมฉันอยู่ที่นี่
วันนี้วันอะไรเนี่ย
ตายห่า วันนี้เข้าเวรดึกนี่
กี่โมงแล้วตอนนี้

ผมแต่งตัว แล้ววิ่งไปสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุด ตอนนี้ยังสามทุ่มแล้ว เลทขนาดนี้จะแก้ตัวกับหัวหน้ายังไงล่ะทีนี้

ผมยืนหอบอยู่หน้าโรงพยาบาลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น ผมรีบดิ่งขึ้นลิฟท์ไปยังแผนกจิตเวช เพื่อนร่วมงานมองหน้าผมอย่างประหลาดใจที่เห็นผมยืนอยู่ตรงนี้

หัวหน้าล่ะ
พึ่งออกไปเมื่อกี้
ไปไหน
ไม่รู้สิ เมงุมิ ไม่ได้บอกนายเหรอ
เปล่า เมงุมิไม่ได้ เดี๋ยวนะ
ฉันเห็นหัวหน้ากับเมงุมิออกไปด้วยกันบ่อยๆช่วงนี้ เขาไม่บอกนายเหรอ

สมองผมหมุนติ้ว ทำไมเธอไม่เคยบอกอะไรผมเลย ตอนนี้โทสะในร่างกายของผมพลุ่งพล่านไปหมด หัวของผมชา จนยืนแทบไม่อยู่ ผมหันไปบอกโทยะ เพื่อนร่วมงาน 

ติดต่อเขา
ตะ..
แต่ ติดต่อยังไง
โทรติดต่อเขา ติดต่อหัวหน้า เดี๋ยวนี้!!!!
 ผมตะโกน
โทยะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แต่เขาสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

ฉันเห็นเมงุมิ อัพรูปภาพใน อินสตราแกรม  โทยะบอก

ผมไม่เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ค เลยไม่ค่อยรู้ว่าไอ้ที่เขาพูดมันหมายความว่าอะไร ผมกระชากมือถือมาจากเขา ผมเห็นเมงุมิถ่ายรูปเครื่องดื่ม ที่สถานที่แห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ ที่ผมชอบพาเธอไปบ่อยๆ
ผมหันไปมองโทยะแล้ว จากนั้น......

ผมกำลังขับรถไซเรน แต่ไม่ได้เปิดสัญญาไซเรน อยู่บนถนน ผมประหลาดใจว่าผมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ผมสังเกตุเห็นโทรศัพท์ของโทยะที่บริเวณเก๊ะคนขับรถ เปิดเห็นรูปภาพที่เมงุมิถ่ายลงโซเชียลเน็ตเวิร์ค ผมรู้จักร้านนี้ ผมขับไปอีกสองไฟแดงก็ถึงแล้ว ผมสงสัยเหมือนกันว่าเธอไปทำอะไรที่นั่น

ผมหยุดรถที่หน้าร้าน กำลังจากรถ ผมเห็นเมงุมิ ใช่เมงุมิ เดินออกมาจากร้าน โอบเอวหัวหน้า ใช้แล้ว หัวหน้าจิตแพทย์หนุ่มที่ผมทำงานเป็นผู้ช่วยเขานั้นแหละ ทั้งคู่เดินกระหนุงกระหนิงกันขึ้นรถ ออดี้คันงาม แล้วสตาร์ทรถออกไป ผมเหลียวมอง แล้วสตาร์ทรถ...

แก!!!
เดี๋ยวฟังก่อน
อย่าาา !!!!! 
นั่นเสียงเมงุมิ เธอห้ามอะไรกันนะ?


ฝนตก...
ผมยืนอยู่ระเบียงชั้นสองหน้าห้องโรงแรมโมเทลแห่งหนึ่ง มือถือไม้เบสบอลเปื้อนเลือด เนื้อตัวเปียกโชกไปด้วยฝน และคราบเลือด  
ผมมาทำอะไรที่นี่
ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง

ซุบซิบๆ
ซุบซิบๆ

ผมหันไปมองรอบๆ เสียงนั้นหายไป เหลือเพียงเสียงกระหน่ำลงมา ผมรู้สึกหนาวๆ ผมจึงบิดลูกบิดประตู แล้วพบว่ามันไม่ได้ล็อก ผมดันประตูเปิดแล้วก้าวเข้าไป ทันใดนั้นผมก็ต้องผงะ
ผมพบศพ ผู้หญิงคนหนึ่ง นอนเสียชีวิตในสภาพเปลือยกาย สภาพใบหน้าเหมือนโดนฟาดด้วยของแข็ง เละจนจำเค้าเดิมไม่ได้ ผมมองดูไม้เบสบอลเปื้อนเลือดในมือของตัวเอง ทำให้ผมเขาอ่อนลงกับพื้นในทันที

นี่ เราฆ่าเธอเหรอเนี่ย
ทำไมกัน ทำไม

ผมอาเจียนออกมาระลอกใหญ่ หลังจากออกมาหมดใส้หมดพุงแล้ว ผมพยายามทรงตัวขึ้นแต่ก็ทำไม่ได้ ตัวผมสั่นไปทั้งตัว ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างอีกแล้ว

ซุบซิบๆ
ซุบซิบๆ
เสียงไซเรนรถ หว่อๆ


ผมนั่นอยู่ในรถแท็กซี่ที่จอดอยู่ อพาร์ทเม้นท์ของผม ผมนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จนแท็กซี่เรียกถึงค่าโดยสาร  ผมจ่ายค่าแท็กซี่เสร็จ แล้วเดินเข้าอพาร์ทเม้นท์
ในห้อง
มีจานวางอยู่บนซิงค์ เมงุมิยังไม่กลับมา ผมรู้สึกเหนื่อยมากวันนี้ เหนื่อยโดยไม่รู้สาเหตุ ผมจะคลานขึ้นเตียง แล้วผล็อยหลับไปในที่สุด

นั้นแหละความทรงจำสุดท้ายที่ผมจำได้ก่อนมันจะขาดๆหายไป
หลังจากนั้นผมก็ไปอยู่ที่สถานีตำรวจหรือโรงพยาบาล ก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง
เหมือนหมอบอกผมว่าผมมีอาการอะไรสักอย่าง แล้วตำรวจเหมือนก็เรียกผมไปสอบสวนอะไรสักอย่าง ผมก็นึกไม่ค่อยออก แล้วผู้คนก็ชอบมองมาทางผมด้วยสายตาแปลกๆ ซึ่งผมไม่ชอบเอาเสียเลย ผมจึงตัดสินใจออกจากงาน ซึ่งหัวหน้าก็ไม่ได้ว่าอะไรผมมากนัก แถมยังให้เงินชดเชยมาก้อนหนึ่งด้วย
แล้วอีกเรื่องก็คือ เมงุมิเธอหายไปไหน เธอจะทิ้งผมไปก็ไม่ใช่ เพราะข้าวของของเธอก็ยังอยู่ที่นี่ครบ ถ้าจะไปก็ต้องเอาของไปด้วยสิ ผมเลยโทรติดต่อไปมหาวิทยาลัยที่เธอเรียนอยู่ ก็พบว่าเธอลาออกจากที่นี่มาสามเดือนแล้ว นั่นก็หมายถึงก่อนที่เธอจะหาตัวไปด้วยซ้ำ ผมจึงพยายามตามหาเธอจากหลายๆแห่ง แต่ความทรงจำผมมักจะขาดๆหายๆไปหลายๆช่วง ผมจึงซื้อโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นเดียวกับโทยะ แล้วถ่ายภาพบันทึกแล้วเขียนโน๊ตสั้นๆไว้ลงในแอฟที่เขาเรียกว่า
อินสตราแกรม แต่ก็ไม่พบเบาะแสอะไรเกี่ยวกับเธอเลย รวมทั้งสายตาของผู้คนที่จับจ้องมายังผมอยู่ตลอดเวลานั่นล่ะ ผมเลยยอมแพ้เรื่องของเธอแล้วตัดสินใจออกจากอพาร์ทเม้นท์

ระหว่างทางผมต้องบันทึกภาพพร้อมโน๊ตลงอินสตราแกรมอยู่ตลอด เผื่อเวลาความทรงจำผมขาดห้วงจะได้รู้ว่าเมื่อกี้นี้ผมทำอะไรไปบ้าง และจะทำให้ผมไม่หลงประเด็นไปเรื่องเปื่อย และสุดท้ายผมก็มาถึงบ้านได้อย่างทุลักทุเล

แม่ของผมหย่อนอาหารผ่านมาให้ทางช่องประตูแมว ผมไม่รู้ว่าวันนี้ผมทานไปกี่มื้อแล้ว ผมจำไม่ได้
แต่ผมเองก็รู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางมากในวันนี้ ผมอยู่ที่นี่แแล้ว ผมจะไม่หลุดไปโผล่ที่ไหนอีกแล้ว ไม่ต้องทนสายตาของผู้คนอีกแล้ว ผมรู้สึกปลอยภัยแล้ว ก่อนที่ผมจะเคลิ้มหลับไป ผมหยิบสมาร์ทโฟนมาถ่ายรูปเพดานห้อง อัพภาพลงอินสตราแกรม พร้อมพิมพ์ข้อความใต้ภาพ
 
หลับฝันดีนะ...เมงุมิ




SHARE
Written in this book
พริกแห้ง
เรื่องสั้น เขียนแบบทิ้งท้ายไว้ มีอารมณ์เขียนต่อก็เขียน แค่นั้นล่ะ
Writer
DRIEDCHILLI
Dreamer
ชอบเสียงเพลง ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์และเทคโนโลยี

Comments