การเรียน × ครอบครัว × การตัดสินใจ
ในบ่ายวันจันทร์ที่เงียบสงบ ลมเย็นพัดเบาๆ ไม้ใหญ่คอยมอบร่มเงา ช่วยทำให้ห้องทำงานเย็นสบายมากกว่าทุกวัน บนโต๊ะทำงานมีเครื่องเขียนและสมุดมากมายถูกจัดวางไว้อย่างมีระเบียบ เหมือนพวกมันไม่เคยถูกหยิบจับจากมือของใครมาก่อน กลางโต๊ะเป็นคอมพิวเตอร์พกพารุ่นเก่า แต่ดูมีประสิทธิภาพมากพอจะใช้งานได้อีกหลายปี 
บนหน้าจอของคอมพิวเตอร์แสดงหน้าเว็บไซต์ แบบทดสอบต่างๆมากมาย ทั้งความถนัดด้านอาชีพ แบบทดสอบนิสัยแบบทดสอบความฉลาดทางอารมณ์ และอีกหลายแบบทดสอบ ที่ถูกเปิดค้างทิ้งเอาไว้ในแท็บอื่นๆ จนเบียดแน่นเมนูบาร์ไปหมด 
เด็กหญิงผมสั้นตัวผอมเล็ก นั่งเอนตัวบนเก้าอี้เบาะสปริงแล้วเหยียดตัวบิดขี้เกียจสุดแขนขา ไล่ความเมื่อยล้าจากการนั่งเป็นเวลานาน มือทั้งสองข้างจีบเสื้อกลามสีขาวขึ้นมาสะบัดเพื่อให้เกิดลมบ้าง ก่อนเธอจะผละออกจากโต๊ะทำงาน สไลด์ตัวเองบนเก้าอี้ไปยังหน้าต่าง 
ลมเย็นพัดสวนเข้ามาช่วยคลายความร้อน ลดความตึงเครียดจากเรื่องต่างๆ กลุ่มใบไม้โดนกระแสลมจนเกิดเสียงซู่ซ่าคล้ายคลื่นทะเล เมฆก่อนใหญ่เคลื่อนตัวมาบังแสงแดดช้าๆ อากาศร้อนพลันหายวูบไปทันทีเมื่อไม่มีแสงแดด แทนที่ด้วยบรรยากาศที่อึมครึมเหมือนกำลังจะเกิดพายุใหญ่ 
ความคิดของเด็กสาวยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องเส้นทางชีวิตของตัวเองในอนาคต คำถามและข้อสมมุติแย่งกันผุดขึ้นในใจเหมือนดอกเห็ดเล็กๆ ซึ่งเธอรู้ดีว่าดอกเห็ดเล็กๆเหล่านี้ จะเติบโตไปเป็นวัชพืชที่จัดการได้ยากในวันข้างหน้า แต่พวกมันมีมากเกินกว่าจะควบคุมได้ง่ายๆในตอนนี้เช่นกัน 
เธอปล่อยความคิดแล่นไปไกลในอดีต สิ่งที่เธอเคยทดลองทำนั้นมากมายจริงๆ และสิ่งที่เธอชอบจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ทั้งหมากรุกที่เธอฝึกฝนจนห้าวหาญและชนะพ่อเธอได้ ด้านศิลปะที่ได้รับคำชมจากเพื่อนและอาจารย์ และในปัจจุบันเธอยังค่อนข้างเก่งในการใช้กล้องถ่ายรูป จนสามารถใช้ภาพของตนเองหารายได้เล็กน้อยได้ แต่ปัญหาร้ายแรงนั่นคือ เธอทำได้ดีและให้ความสำคัญเพียงแค่เรื่องที่เธอสนใจเท่านั้น เมื่อเธอเลิกสนใจหรือเบื่อ สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นของไร้ค่าสำหรับเธอ 
“ใบตาล! ปิดหน้าต่างด้วยลูก! ฝนใกล้จะตกแล้ว!”
“ค่ะแม่!”
ใบตาลตะโกนตอบรับแม่ เพราะบ้านของเธอนั้นใหญ่โตเกินไปสำหรับอาศัยอยู่กันแค่สามคน พ่อแม่ลูก ทำให้บางครั้งครอบครัวของเธอจะตะโกนประโยคสั้นๆ เพื่อบอกให้หยิบของ หรือทำอะไรบางอย่างให้กันและกัน โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินไปบอกใกล้ๆ ไม่อย่างนั้นข้าวของเครื่องใช้ก็คงจะเปียกฝนไปซะก่อน
ใบตาลเหม่อออกไปบนท้องฟ้าชั่วครู่หนึ่ง พยายามจะซึมซับเสน่ห์ของธรรมชาติเอาไว้ให้มากที่สุด เธอใช้มือขยุ้มเส้นผมน้ำตาลเข้มปัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป หยดน้ำเล็กๆเริ่มปรอยลงมาโดนหน้าและแขนเป็นสัญญาณว่าเวลาพักชื่นชมธรรมชาตินั้นใกล้หมดแล้ว ใบตาลเอื้อมมือไปจับขอบหน้าต่างและเลื่อนปิดช้าๆ พร้อมกับฝนที่เทกระหน่ำลงมา 
“ทำอะไรอยู่ลูก?” 
แม่ถามหลังจากหอบเสื้อผ้ากองโตเดินเข้ามาในห้อง แล้ววางไว้บนโต๊ะรีดผ้า
“สับสนอ่ะแม่ หนูไม่แน่ใจระหว่างสถาปัตฯ กับ นิเทศฯ แม่ว่าหนูเหมาะกับอะไรมากกว่า?”
 ใบตาลระบายความอึดอัดในใจออกไปทันทีเมื่อแม่เปิดโอกาสให้
“สำหรับแม่ นิเทศศาสตร์ ดูจะเหมาะกว่านะ ตาลก็ทำได้ ทั้งตัดต่อ ถ่ายภาพ วาดเขียน ออกแบบ ก็เหมาะกับนิเทศฯ แล้วนี่ลูก” 
แม่ของใบตาลนั้น เป็นหัวหน้าภาควิชานิเทศศาสตร์ เธอจึงมักจะชักจูงใบตาลให้ไปเรียนต่อในสายนิเทศฯ
“แต่หนูไม่ชอบงานเบื้องหลังอ่ะแม่” 
ใบตาลพูดไปเพราะข้อมูลในเว็บที่ดูอยู่ระบุว่า งานนิเทศฯ คืองานเบื้องหลังเป็นส่วนใหญ่ และไม่มีใครรู้จักคนเบื้องหลังมากนัก
“งานเบื้องหน้าก็มีนะลูก. . .” 
คุณแม่ของเธอก็ยังคงหว่านล้อมทุกวิถีทางเพื่อให้เธอตกลงปลงใจกับนิเทศศาสตร์ให้ได้ “แม่ไม่ช่วยแนะนำอะไรเราเลย” นั่นคือซึ่งที่ผุดขึ้นในหัวของสาวน้อย ก่อนที่เธอจะนั่งหาข้อมูลต่อไป โดยพยายามฟังแม่ของเธอไปพร้อมๆกัน
นาฬิกาแขวนกรอบเงินบนฝาผนังห้องบอกว่า เธอนั่งจมกับเรื่องนี้มาเกือบสามชั่วโมงแล้ว นับตั้งแต่ตอนเที่ยงตรงจนถึงป่านนี้ก็บ่ายสามโมงแล้ว ความพยายามก็ดูจะยังไร้วี่แววจะเกิดความกระจ่างสักที เพราะไม่ว่าจะได้ผลสรุปอะไรเด็กสาวก็มักจะหาข้อเสียของมันเจอเสมอๆ หน้าเว็บแบบทดสอบของกระทรวงต่างๆถูกปิดลงไป เหลือเพียงหน้าต่างเว็บยูทูปที่กำลังบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ 
ยามเย็น เสียงดนตรีทำให้ใบตาลรู้สึกผ่อนคลายได้บ้าง แต่ในความรู้สึกลึกๆก็ยังคงขาดอะไรบางอย่างไปอยู่ดี
“แม่ไม่ได้จะบังคับหรอกนะตาล แม่แค่อยากช่วยเลือกสิ่งดีๆให้หนู ถึงหนูจะเรียนอะไร แม่ก็ยินดีสนับสนุน” 
แม่ทิ้งท้ายประโยคไว้ ก่อนจะเดินมาลูบผมเธอเบาๆ แล้วออกจากห้องไป ปล่อยให้เธอผ่อนคลายอยู่กับเสียงเพลงและเสียงของลมฝนที่เริ่มซาลงจากเดิม
เพลงยามเย็นยังคงบรรเลงดังไปทั่วห้อง ในขณะที่ฝนเริ่มตกปรอยๆจนใกล้จะหยุดสนิท เมฆสีดำอึมครึมกลุ่มใหญ่ค่อยลอยพ้นไปอย่างช้าๆ ปล่อยให้แสงแดดยามเย็นสีแดงส้มส่องเข้ามาในห้อง อากาศที่หนาวเย็นจากลมและฝนค่อยๆอุ่นขึ้นทีละนิด สร้างความรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างหลังจากมืดหม่นอยู่หลายชั่วโมง เด็กสาวนำฝูกที่นอนมากางแผ่บนพื้นแล้วนอนเหยียดตัวให้มากเท่าที่จะมากได้ มันทำให้ใบหน้าบึ้งตึงของเธอได้ผ่อนคลายจนนิ่งเฉยไม่มีรอยย่นใดๆ แววตาสลึมสลือของเธอบ่งบอกถึงความเพลียและเหนื่อยล้า จากการใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เมื่อร่างกายเรียกร้องที่จะพัก และบรรยากาศเย็นๆอุ่นๆนั้นช่าง แสนจะเป็นใจให้เธอได้พักผ่อน ไม่เกินสิบนาทีใบตาลก็ผลอยหลับไป เวลานั้นคุณพ่อของเธอก็เลิกงานพอดี
เสียงเครื่องยนต์ดังแว่วขึ้นมาจากโถงบ้าน รถกระบะสีดำคันใหญ่ค่อยถอยหลังขึ้นมาบนพื้นยกระดับของบ้าน ทำให้กลิ่นควันท่อไอเสียรถนั้นเหม็นไปทั่ว แต่ไม่นานนักเครื่องยนต์ก็เงียบลงกลิ่นควันก็ถูกลมพัดออกไปจนหมด เสียงเปิดปิดประตูรถดังขึ้นมาตามด้วยสัญญาณรีโมทล็อคกุญแจประตูรถ
รองเท้าหนังมันเงาสีดำถูกวางไว้ที่บันไดขั้นแรก ก่อนที่ชายกลางวัยตัวสูงใหญ่จะเดินขึ้นไปข้างบนพร้อมกระเป๋าสีครีมอ่อนๆในมือ เสื้อสูทสีครามกับกางเกงสแลคทำให้ดูมีระดับและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ทรงผมสีดำที่จัดทรงไว้คร่าวๆพอเป็นพิธีทำให้ดูร่วมสมัย เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินตรงไปในห้องที่ใบตาลหลับอยู่
“ตาล..ตาล” 
คุณพ่อแตะตัวลูกสาวเบาๆ พยายามจะปลุกให้ตื่น
“คะ!?”
ใบตาลตอบรับ ค่อยๆบิดขี้เกียจ ก่อนจะดันตัวลุกขึ้นนั่ง
“ไปกินข้าวเย็นกัน แม่เขาเตรียมอาหารเสร็จแล้ว” 
พ่อลูบหัวเบาๆ ก่อนจะลุกเดินออกไปจากห้อง ใบตาลยังนั่งสลึมสลือ ก่อนจะทิ้งตัวลงไปนอนกางแขนขาอีกสักรอบให้พอใจ แล้วลุกเดินตามพ่อออกไป ในมือของเธอกำม้วนกระดาษรายละเอียดหลักสูตรต่างๆ ติดไปที่โต๊ะกินข้าวด้วย
บรรยากาศบนโต๊ะกินข้าวไร้เสียงพูดคุยกัน การรับประทานอาหารดำเนินไปอย่างสงบ กับข้าวและข้าวในจานเริ่มหมดลงไปเรื่อยๆ พ่อพักมือวางช้อนส้อมไว้ที่ขอบจาน หยิบกระบอกน้ำมารินน้ำใส่แก้วใบใส แล้วยกดื่มจนหมด พ่อรินน้ำเติมใส่แก้วให้เต็มอีกครั้งแล้ววางเอาไว้บนโต๊ะกินข้าว ก่อนจะลุกขึ้นเอาจานข้าวไปวางไว้ที่อ่างล้างจาน แล้วเดินกลับมานั่งทานผลไม้ที่โต๊ะ
ใบตาลทานข้าวเสร็จเป็นคนสุดท้าย เธอเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำใบเดิมมากระดกดื่มน้ำสองสามอึก แล้วลุก เอากับข้าวที่ยังเหลืออยู่ไม่กี่อย่างไปเก็บใส่ตู้กับข้าว พวกต้มต่างๆหรือของที่บูดง่ายก็เอาไปใส่ตู้เย็น ตาลเดินกลับมาเก็บกวาดเศษอาหารที่อยู่บนโต๊ะใส่จานตัวเอง แล้วเอาไปเททิ้งใส่ถุงขยะ หลังจากล้างจานชามช้อนส้อมจนสะอาดแล้ว เธอก็เดินกลับมาเช็ดโต๊ะให้แห้ง แล้วนั่งลงหยิบผลไม้มากิน
“มีเรื่องจะปรึกษาพ่อแม่หรือเปล่าตาล” 
พ่อเอ่ยขึ้น ก่อนวางมือจากผลไม้ เอนแผ่นหลังแนบไปกับเก้าอี้ไม้ แล้วหยิบชีทกระดาษของตาลขึ้นมาเปิดดู
“นั่นเป็นชื่อมหาวิทยาลัย ชื่อคณะ ชื่อสาขา และ รายวิชาต่างๆที่ต้องเรียนค่ะพ่อ” 
เธออธิบายให้พ่อฟัง
“…” 
พ่อเปิดอ่านชีทพวกนั้นที่ละแผ่นอย่างตั้งใจ ไม่มีเสียงพูดอะไรออกมา ผ่านไปสักพักพ่อก็ปิดเอกสารพวกนั้นแล้วส่งไปให้ใบตาล
“พ่อคิดว่ายังไงคะ?” 
ใบตาลรีบถามขึ้นทันที พยายามคาดคั้นคำตอบจากพ่อ ว่าตนเองเหมาะจะเรียนอะไร ในรั้วมหาลัยไหน
พ่อได้แต่นิ่งเงียบไปสักพัก สีหน้าที่เคร่งขรึมบ่งบอกว่ากำลังกลั่นกรองความคิด และคำพูดอย่างดีที่สุดเท่าที่นักวิชาการระดับสูงคนหนึ่งจะทำไหว จนสุดท้ายพ่อเอ่ยปากพูดประโยคสั้นๆ แต่มันกลับเป็นตัวทำลายกำแพงของความกลัวในจิตใจของเธอ
“มั่นใจในตัวเองสิลูก” พ่อพูดแล้วยิ้มให้เธอ
“พ่อคิดว่าลูกมีสิ่งที่ตัวเองสนใจมากเป็นพิเศษ ชื่นชอบเป็นพิเศษ อยู่ในใจตัวเองอยู่แล้ว” พ่อทิ้งให้ใบตาลได้คิดสักครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“อย่ากังวลเรื่องอนาคตมากนักเลย แค่เลือกสิ่งที่เราจะมีความสุขกับมันได้ ตลอดสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัยก็พอแล้ว”
“แต่ตาลกลัวว่าจะไม่มีงานทำนี่พ่อ” เธอแย้งพ่อด้วยสีหน้าวิตกกังวล
“นอกรั้วมหาวิทยาลัย มันต้องเรียนรู้กันใหม่หมดนั่นแหละลูก การที่ตาลเลือกอาชีพที่เป็นที่ต้องการตอนนี้ แต่ตอนหนูจบไปแล้ว เขาจะยังต้องการอาชีพนี้อีกไหม?” ใบตาลเริ่มฉุกคิด หยุดคิดจะเถียง แล้วเริ่มตั้งใจฟังพ่ออธิบาย เพราะเธอรู้ตัวว่าขาดประสบการณ์อีกเยอะ
“ความต้องการของสังคมเปลี่ยนแปลงตลอด และการจะคาดการณ์อนาคตมันก็ยากมาก 
เพราะฉนั้นพ่ออยากให้ตาลมองแค่ปัจจุบันก็พอนะ”
“เรียนจบไปแล้วลูกอาจจะได้ทำงานไม่ตรงสาย หนูก็ต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมดอยู่ดีน่ะลูก”
ตาลเริ่มคิดตามและเริ่มตัดสินใจได้แล้วว่าเธอจะเข้าเรียนอะไร ที่มหาวิทยาลัยไหน
“งั้นพ่อจะโกรธไหม ถ้าหนูไม่เลือกสถาปัตฯ” ใบตาลถามด้วยความกังวล เพราะเธอรู้ว่าพ่ออยากให้เธอเรียนสถาปัตฯ
“แล้วหนูจะเรียนอะไร?” พ่อถามแบบตรงไปตรงมา ทำท่าทางคล้ายจะโกรธเธอนิดๆ แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจบางๆ แล้วสีหน้าหงุดหงิดก็หายไป
“เอาเถอะลูก จะเรียนอะไรมันเอาดีได้ทั้งนั้น ถ้าเราตั้งใจจริงๆ” พ่อลูบหัวเธอแล้วยิ้มให้อีกครั้ง ก่อนจะลุกเดินไปชั้นล่าง เพื่อเตรียมตัวอาบน้ำ พร้อมกันเรียกภรรยาให้ลุกตามไปด้วย
“อย่าไปกวนลูกเลย มาอาบน้ำเถอะ” พ่อตาลเดินนุ่งผ้าเช็ดตัวเข้าไปในห้องน้ำฝั่งซ้าย ส่วนแม่ตาลเดินเข้าไปในห้องน้ำอีกฝั่งหนึ่ง ปล่อยให้ใบตาลได้นั่งครุ่นคิดอยู่เงียบๆคนเดียว
ในมือของเธอมีเอกสารข้อมูลเต็มไปหมด เธอนั่งพินิจดูมันสักระยะก่อนจะเริ่มหยิบมันออกทีละแผ่นๆ เธอค่อยๆกรองสาขาที่คิดว่าชอบ มาวางเปรียบเทียบกัน ทั้งมหาวิทาลัย หอพัก หลักสูตร ประวัติการเรียนการสอน เธอเปรียบเทียบทุกอย่างในมือ เพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง 
กระดาษสองใบที่เหลืออยู่ตอนนี้ คือสองคณะสุดท้ายของมหาวิทยาลัยติดทะเลแห่งหนึ่ง มันคือสองคณะที่เธอคิดว่าใช่ตัวตัวเธอมากที่สุด และเธอคิดว่าการเลือกเรียกมัน จะทำให้เธอมีความสุขในการฝึกฝนเรียนรู้ตลอดระยะเวลาในรั้วมหาวิทยาลัยแน่นอน
เธอนั่งครุ่นคิดสักพัก คิดถึงเรื่องต่างๆที่เคยทำ คิดถึงความสามารถที่เธอมี คิดถึงสิ่งที่เธอสนใจและอยากเรียนรู้ เพียงแต่ครั้งนี้เธอพยายามคิดถึงตัวเธอเองด้วย ว่าจิตใจของเธอนั้นมันเรียกร้องอะไรอยู่ ไม่นานนักคำตอบในใจก็ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ว่าเส้นทางไหนที่เธอควรเลือกจะไปต่อ
“หวังว่าฉันจะไม่ผิดหวังนะ” เธอกระซิบกระซาบด้วยรอยยิ้มน้อยๆ และเก็บกระดาษใบหนึ่งพับครึ่งแล้วใส่ลงกระเป๋าเสื้อ และนำที่เหลือใส่ลงไปในถุงคัดแยกเอกสาร ก่อนจะเดินไปอาบน้ำและเตรียมตัวเข้านอน ตาลหยิบกระดาษแผนนั้นมาเปิดดูอีกครั้ง เช็คให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้เลือกผิด เธอวางมันไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียง และหลับไป แสงจันทร์ส่องลอดบานหน้าต่างเข้ามาที่กระดาษแผ่นนั้น

...
หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต
หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2545



SHARE
Writer
jameagain
writer
just write it again

Comments

alivezombie
2 months ago
ความต้องการของสังคมมันเปลี่ยนแปลงตลอด... ชอบประโยคนี้จัง
Reply
jameagain
2 months ago
ขอบคุณครับ :)