สองปีแล้ว กับชีวิตที่เลือกเอง

ก็เราชอบใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง... แต่หลังจากทดลองมาสักระยะ ก็ได้คำตอบว่า มันไม่ดีหรอก ไอ้การทดลอง ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่ควรเอามาล้อเล่น ... แต่ถึงกระนั้นก็ยังคิดว่า มันก็ยังดี "ยังดีที่ไม่ต้องค้างคาใจ"
หลังจากมีเหตุการณ์มหาวิปโยคของชีวิต ที่เป็นเหตุให้ต้องกลับมาอยู่บ้าน... หลังจากตอนนั้นเราก็ตัดสินใจ ว่าจะอยู่ที่นี่จนจบการศึกษาเลย... 

ช่วงแรกๆ ต้องปรับตัวมากจริงๆ ทั้งที่เป็นบ้านของตัวเอง แต่การต้องอยู่ทั้งวันทุกวัน ยี่สิบสี่ชั่วโมงนี่มันต่างกันกับตอนเป็นนักเรียน  และเอาจริงๆมั้ย เมื่อก่อนเราเฝ้ารอให้จบ ม.6 เราอยากไปอยู่ที่อื่นไปใช้ชีวิตไกลๆบ้าน อยากไปเห็นโลกกว้าง (ใช่เราเป็นเด็กบ้านนอก)...เราติดต่อเพื่อน ปรึกษาเรื่องเรียน แลกเปลี่ยนหนังสือ แนวข้อสอบ ทำทุกอย่างผ่านโลกออนไลน์ เราพบว่าเพื่อนๆแทบทุกคนเจอกับปัญหาคล้ายๆกัน...คนข้างบ้านว่าให้อย่างงั้น ว่าให้อย่างงี้ 555 ตอนแรกก็เคืองนะ รู้สึกว่าคนเรานี่ทำไมต้องชอบเยาะเย้ยถากถางกันและกัน แต่อยู่มาสักระยะก็ทำใจได้ ก็กลายเป็นเรื่องตลกไป ... ก็เราแปลก มันจะมีสักกี่คนบนสังคมไทยที่เลือกทางเดินเหมือนกับเรา และการที่เราเป็นมนุษย์  ธรรมชาติของมนุษย์ก็เป็นซะอย่างงี้  คนเราชอบเปรียบเทียบ  เราตัดสินกันและกันด้วยการเปรียบเทียบ...ใช่ ถึงเราบอกว่าเราไม่ถือสา เราไม่แคร์ แต่ลึกๆแล้วเราก็เจ็บนั่นแหละ แต่ถ้าเรามองเรื่องต่างๆด้วยความเข้าใจ เราก็จะเจ็บปวดน้อยลง  

เราอยู่มาสองปี แต่ความรู้สึกเหมือนกับว่าเราอยู่มาสิบปี เราเปลี่ยนไปมาก ทั้งความคิดภายใน ค่านิยม ทัศนคติ เราเปลี่ยนไปมากจริงๆ และรู้สึกคล้ายกับว่า ชีวิตมันพลิกกลับ เหมือนเราเกษียณก่อนทำงาน...เมื่อก่อนเราห้าวมาก ห้าวเป้งเลย เราไม่อดทนกับอะไรทั้งนั้น และเหมือนวัยรุ่นทั่วๆไป ชีวิตโหยหาอิสระ เรามีความสุขกับอิสระเสรี อยากจะเก่ง อยากจะเท่ ไม่ต้องแคร์ไม่ต้องพึ่งพาใคร เราไม่ชอบพึ่งพาใครทั้งนั้น ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใครด้วย...แต่มาตอนนี้ เราเรียนรู้ที่จะทำตัวราวกับต้นอ้อ อ่อนเอนไปตามแรงลม เราเรียนรู้ที่จะยอมรับความช่วยเหลือจากญาติๆ อ่อนน้อมถ่อมตน ว่าเราเป็นผู้น้อย พอคิดได้แบบนี้เราก็พบว่าชีวิตเราก็สบายขึ้น...เราไม่ต้องแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว และการยอมรับการช่วยเหลือจากคนอื่น แท้จริงมันก็คือการให้เกียรติเค้าอย่างหนึ่ง...เราเรียนรู้ที่จะเข้มแข็ง เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น บ้านนอกคนน้อยแต่ใกล้ชิดกันมาก ทุกเรื่องที่เราทำมีคนรู้มีคนเห็น ไม่เหมือนอยู่ในเมืองใหญ่ๆที่บางทีเราทำอะไรก็ไม่มีใครสนใจ อยู่ที่นี่เราต้องเตรียมใจว่าทุกอย่าง ไม่มีคำว่าความลับ ถ้าสิ่งไหนที่ทำแล้วเราจะเสียใจเราอย่าทำ คำพูดไหนที่พูดออกไปแล้วจะเป็นผลเสียต่อตัวเราเราอย่าพูด...แต่ข้อดีคือ ทุกเรื่องเดือดร้อนของเรา คนเค้าทนดูไม่ได้หรอก เค้าต้องเข้ามาช่วยเรา และเค้าก็ภูมิใจด้วยเวลาได้ช่วยแก้ปัญหาให้เรา 
เหมือนชีวิตมันไม่ยอมให้เราข้ามผ่านมันไปง่ายๆ เหมือนชีวิตจะต้องการให้เรามาทำความเข้าใจ สิ่งที่เรากลัว วิถีชีวิตที่เรากลัว เมื่อก่อนเราเก็บตัว ด้วยความ introvert ไม่เปิดให้ใครเข้ามาทำความรู้จัก และไม่เข้าไปทำความรู้จักใคร... มาตอนนี้เรารู้จักคนเยอะขึ้น เราเข้าไปพูดคุย ไปรับฟังชีวิตคนอื่น น้องๆหลานๆที่อยู่ที่นี่ มีลูกกันตั้งแต่ยังเด็ก เราอยู่ที่นี่อายุยี่สิบต้นๆนี่เป็นป้า ไปแล้ว เราโดนล้อว่าขึ้นคานด้วย แปลกดีมั้ยล่ะ ถ้าไม่เอาพวกเค้าไปเทียบกับใคร ไม่ดราม่า มองด้วยความเข้าใจ นี่ก็เป็นวิถีชีวิต พวกเค้าเลือกอาชีพทำสวน เค้าสร้างครอบครัวกันตั้งแต่ยังเด็ก พวกเค้าเลือกชีวิตแบบนี้ และดูมีความสุขกันมากๆด้วย ...จากเมื่อก่อนที่ไม่เคยเห็นความสวยงามของบ้าน ไม่เคยคิดอะไรโรแมนติคทำนองนั้น มาตอนนี้เราวางทิฐิลง กลับมามองสิ่งรอบตัวอย่างที่มันเป็น...บ้านเรานี่สวยเหมือนกันนะ ที่นี่ไม่มีการประดิษฐ์อะไรขึ้นมา ทุกอย่างเป็นธรรมชาติของมัน และมันสวยงามจริงๆ (ไว้วันหลังจะถ่ายรูปมาให้ดู) 
ชีวิตการศึกษาของฉันยังไม่เติมเต็ม จะเดินไปเรื่อยๆจนสุดทาง 
แปลกดีนะชีวิต เมื่อก่อนกลัว มันน่าจะเหงานะ น่าจะเงียบมากๆนะ แต่มาวันนี้กลับชอบ นี่มันแดนสุขาวดีชัดๆ...ชีวิตต่อจากนี้จากนี้จะเจออะไร จะถูกปฏิเสธ ถูกตัดสิน โดนอะไรก็ช่าง เตรียมใจ และยอมรับสิ่งที่จะเข้ามา ...เคยเป็นคนวางแผนอะไรต่างๆดีมาก แต่ก็พบว่าจะมีบางอย่างที่อยู่เหนือการวางแผนของเราเสมอๆ มันไม่ได้แย่หรอก เราแค่ต้องทำให้เต็มที่เท่าที่เราทำได้ ทุกๆที่จะมีที่ว่างพอให้ความสุขเสมอ ฉันไม่กลัวหรอก



SHARE
Writer
pimsiri
ให้ฉันเป็นตัวตุ่นซะดีกว่า
แค่คนธรรมดาที่จับเจ่าาอยู่ในซอกหลืบเล็กๆในโลกอันกว้างใหญ่

Comments