จุดเปลี่ยน
ตัวเอง แขนเค้ามีไขมันย้อยเหมือนปีกผีเสื้อเลยอ่ะ

แฟนที่นั่งเล่นเกมอยู่เงยหน้ามองเรา ยิ้ม แล้วกลับไปสนใจเกมต่อ
มันคงจะชิน เพราะคบกันมาห้าปี เราถามไปราวๆ ห้าพันล้านรอบ

เราได้แต่ยืนมองแฟนที่เล่นเกมอย่างเมามันต่อโดยไม่ได้สนใจในตัวเราอีกต่อไป

กลับมามองตัวเองในกระจก
ยายผีเสื้อสมุทรในกระจกนี่มันเป็นใคร???
ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะมาอยู่ในสภาพนี้ได้

จุดที่ทำให้เริ่มมองตัวเองในกระจกน่ะเหรอ? 
เราก็ใช้ชีวิตไปตามยถากรรมปกตินี่แหละ
แต่มันมีอยู่วันหนึ่ง 
ตอนที่กำลังวิ่งไปหยิบอะไรสักอย่าง ความรู้สึกว่ามีอะไรเต้นอยู่ที่หลังมันทำให้เท้าชะงัก
มันเต้นๆ ดึ๋งๆ คล้ายอะไรบางอย่าง... ใช่ มันคือไขมันที่หลังของเรานั่นเอง
ใจเต้นรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มือเท้าชา ไม่คิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดกับตัวเอง
ที่เขาว่ากันว่า everyone can fly คงจะจริง ตอนนี้หนูมีปีกแล้วค่ะ (ร้องไห้)

วันนั้นเราจัดการปฏิรูปตัวเองซะใหม่ ..จะออกกำลังกายตั้งแต่วันนี้!
แต่ใช่ว่าุณจะเปลี่ยนนิสัยหมูจอมขี้เกียจ ที่แค่เดินขึ้นบันไดก็หอบแล้วได้ง่ายๆ
วันนี้นอนน้อย ความดันต่ำ ..พรุ่งนี้แล้วกัน
วันนี้อากาศร้อน เดี๋ยวเป็นฮีทโสตรกจะแย่ ..ไว้อากาศดีๆ ละกัน
สารพัดข้ออ้างจะหามาได้ แต่รู้ตัวดีว่ามันคือความขี้เกียจนั่นแหละ

จนวันที่จุดเปลี่ยนมาถึง
เราได้อ่านเพจหมอที่ติดตามในเฟสบุ๊ค เขาบอกวิธีชนะความขี้เกียจ คือให้ตั้งเป้าหมายให้ต่ำที่สุด
เช่น ถ้าคิดจะออกกำลังกาย ถ้าเกิดขี้เกียจขึ้นมา ก็ให้คิดแค่ว่าวันนี้จะวิดพื้นแค่ครั้งเดียว
แล้วก็ทำแค่ครั้งเดียวจริงๆ ถ้าจะกระโดดตบครั้งเดียว ก็โดดครั้งเดียวจริงๆ
คุณหมอบอกว่าโดยปกติคนเราจะทำมากกว่านั้นอยู่แล้ว เพราะเราจะคิดว่า ไหนๆ ก็ทำแล้วนี่นะ แต่ถ้าทำแค่นั้นจริงๆ ก็ไม่เป็นไร ถือซะว่าเราได้ทำตามเป้าหมายแล้ว
นั่นถือเป็นจุดเปลี่ยนแรก

แต่แค่นั้นไม่สามารถขุนพยูนจอมอืดได้หรอก
มันมีเพียงความคิดที่เริ่มสั่นไหวราวก้อนหินเล็กๆ ถูกโยนลงน้ำแล้วกระจายเป็นวงน้อยๆ

แล้วจุดเปลี่ยนที่สองก็มาถึง
วันที่เราโหลดแอพ storylog มา
ระหว่างที่อ่านเรื่องราวที่คนอื่นๆ เขียนเราก็ไปเจอกับเรื่องหนึ่งที่คนอื่นเขียน
เราจำไม่ได้แล้วว่าเขาเขียนเกี่ยวกับอะไร แต่ประโยคที่โดนใจเราคือ

"ถ้าเราทำอะไรทุกวันไปเรื่อยๆ สักวันมันจะต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง
ถ้าอยากออกกำลังกาย ก็ตั้งเป้าเลย หนึ่งปี มีระเบียบวินัยทุกวัน ไม่ลดให้มันรู้ไปสิ"

มันเหมือนกับก้อนอิฐที่โยนลงมา น้ำเริ่มกระจายเป็นวงกว้างขึ้น
และจุดเปลี่ยนสุดท้าย ที่เป็นแรงกระตุ้นที่จริงจัง

เราติดตามไอจีของเทรนเนอร์ต่างๆ แล้วก็มีคนที่เรารู้สึกว่าใช่ ..คนนี้แหละไอดอลเรา
ก็คือคุณเมจิ อโณมา ดาราที่ผันตัวมาสายสุขภาพ
เวลาที่เราดูเธออัดคลิปออกกำลังกาย เรารู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยพลัง กระฉับกระเฉง ความทะเยอทะยาน การพุ่งไปข้างหน้า
เรานั่งดูคลิปที่เธอทำนู่นทำนี่ย้อนหลังไปเรื่อยๆ 
จนตัวเองรู้สึกว่า อื้ม! นี่แหละวันที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลง!

เราอยากจะออกกำลังกายให้ได้ทุกๆ วัน ถ้าหากวันไหนเราขี้เกียจเราจะทำอะไรก็ได้แค่ครั้งเดียว ภายในหนึ่งปีเราจะมาดูว่าตัวเองมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากวันเริ่มต้นบ้างไหม

SHARE
Written in this book
Diet diary
Writer
payoontuajid
writer
Just something around

Comments