เรื่องมหัศจรรย์ชั้นประถม : อากงมาหา
นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับฉัน ในสมัยอยู่ประถมต้น ขอตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า... อากง... มาหา

สมัยป.2 ฉันมีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่ง เป็นเพื่อนร่างอ้วน น้ำมูกย้อยขี้มูกกรังตลอดเวลา ไม่สวยเลย แต่เป็นคนที่จิตใจดีที่สุดในเพื่อนทั้งหมดที่ฉันเคยมีมา

ตอนแรกฉันไม่อยากคบกับเพื่อนคนนี้หรอก เพราะเขาดูไม่ค่อยสะอาด แต่เขาเป็นคนเดียวที่ไม่เคยล้อใคร ไม่เคยพูดคำหยาบ และไม่พูดโกหก ทุกครั้งที่อ้าปากพูดจะมีแต่เรื่องดีๆ คำพูดดีๆ เรื่องสนุกๆ ที่ทำให้คนอื่นมีความสุข ผิดวิสัยเด็กในวัยนั้น ที่ถ้าไม่เล่นซนก็จะคุยโม้โอ้อวดกัน แม้มันนานจนฉันจำไม่ได้ว่าเราคุยอะไรกันบ้าง พอจำได้ว่าทุกครั้งที่อยู่กับเพื่อนคนนี้ จะสัมผัสได้ถึงความใสๆเย็นๆที่ข้างในหัวใจเสมอ

ในช่วงโรงเรียนเลิก แถวนั้นค่อนข้างวังเวง มันเงียบแถมโรงเรียนเรายังอยู่ติดกับสุสานฝรั่งอีก เวลามองจากบนตึก จะเห็นหลุมศพที่มีไม้กางเขนปักอยู่ติดกันเป็นแผง ความที่พ่อแม่ของเราทั้งสอง...เลิกงานมารับช้า ความกลัวทำฉันกับเพื่อนคนนั้นต้องมาเกาะกลุ่มกัน เราเลยมีโอกาสได้สนิทกันเพิ่มขึ้น

ทุกๆเย็น... ตอนที่เด็กทั้งโรงเรียนกลับไปหมดแล้ว ฉันกับเพื่อนจะชวนกันขึ้นไปเดินบนท่อระบายน้ำของโรงเรียน เวลาที่ย่ำไปจะเกิดเสียงกึงกังๆ มองทะลุท่อลงไปเห็นมีน้ำไหลอยู่ด้านล่าง เมื่อไปถึงสุดท่อจะเห็นหลุมๆหนึ่ง เจาะเข้าไปในโพรงใต้ดิน ในหลุมนั้นมืด ไม่รู้มีอะไรอยู่ข้างใน และพวกเรามักจะอยากรู้เสมอ

ในวัยเด็กนั้น ฉันเป็นเด็กที่อยากรู้อยากเห็น สงสัยไปหมดทุกเรื่อง ฉันอยากรู้ว่านรกสวรรค์มีอยู่จริงหรือไม่ เวลาที่ไปถามผู้ใหญ่เขามักจะบอกว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ ฉันไม่เข้าใจความหมายนั้นหรอก แต่จากที่พวกผู้ใหญ่บอกก็พอจะเดาได้ว่าปัจจุบันนี้ไม่มีใครเขาเชื่อหรอกว่านรกสวรรค์มีอยู่จริง

วันหนึ่งฉันคุยกับเพื่อนเรื่องนี้ เพื่อนเลยเล่าให้ฉันฟังว่า... อากงเขาเพิ่งตายไปเมื่อไม่นานนี้ เขาสนิทกับอากงมาก อากงชอบพาไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ และช่วงนี้เขาก็ฝันว่าอากงที่ตายมาหา มาพาไปเที่ยวอีก

แล้วเขาก็เล่าเรื่องความฝันให้ฉันฟัง...

ในฝัน เขากับน้องกำลังเล่นกันอยู่ในสวนหลังบ้าน แล้วอากงก็เดินมา แต่งตัวใส่เสื้อป่านบางๆเหมือนชุดอยู่บ้านสมัยที่อากงเคยใส่บ่อยๆ อากงเดินเข้ามาบ้านพูดคุยสัพเพเหระกับหลานๆเหมือนตอนที่อากงเคยทำตอนมีชีวิตอยู่ทุกอย่าง ก่อนหันมาหาเขากับน้องแล้วถามว่า “อยากไปเที่ยวแดนสุขาวดีไหม”

เขากับน้องไม่รู้หรอกว่า... แดนสุขาวดีคืออะไร แต่คิดถึงอากงมากอยู่แล้ว และดีใจที่อากงมาหา ก็เลยจูงมืออากงคนละข้างแล้วออกเดินทางไปด้วยกัน

ระหว่างทางเดินนั้นมีแม่น้ำสีขาวอยู่ อากงพาเขากับน้องเดินข้ามน้ำไปโดยที่ร่างไม่จมลงไปใต้น้ำ เหมือนกับว่าร่างพวกเขาไร้น้ำหนักและลอยละลิ่วเลียบผิวน้ำไปเรื่อยๆกระทั่งถึงฝั่ง

ข้างในแดนสุขาวดีนั้นทุกอย่างเลือนรางมาก เพื่อนบอกจำไม่ค่อยได้ว่ามีอะไร รู้แต่มีหมอกลางๆ มีสวนสนุก มีขนม มีการแสดงตื่นตาตื่นใจ ทุกคนในดินแดนนั้นยิ้มแย้มมีความสุข เพื่อนคลับคล้ายคลับคลาว่าวิ่งเล่นกับน้องอยู่ในนั้นพักหนึ่ง อากงก็เรียกบอกว่ากลับบ้านได้แล้ว

อากงพาเขากับน้องมาส่งที่บ้านตามเดิม แล้วบอกว่าต้องไปแล้ว ช่วงที่อากงจะไป เขารู้สึกเสียใจบ้าง ถึงกับร้องไห้กอดอากง เพราะคิดถึงอากง อากงหายไปตั้งนานและตอนนี้ก็จะไปอีก อากงบอกว่าต้องไปจริงๆแล้วเดี๋ยวจะกลับมาหาใหม่นะ

ฉันเข้าใจ สำหรับเด็กในวัยนั้น ความตายไม่ใช่สิ่งที่ถาวร เรานึกว่าคนที่ตายนั้น แค่ไปเที่ยวที่อื่นและเดี๋ยวสักพักก็จะกลับมาบ้านเอง ระหว่างที่เขาเล่าให้ฉันฟัง เขาก็ร้องไห้ไปด้วย ฉันในวัยนั้นไม่ได้รู้สึกเสียใจตามแถมรู้สึกรำคาญด้วยซ้ำ ฉันในวัยนั้น รู้สึกว่าความตายและความเสียใจของคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของเรา

จากนั้นเขาก็ฝันว่าอากงมาหาอีกเรื่อยๆ มาพาไปเที่ยวดินแดนสุขาวดีอีกตามเคย มีหลายอย่างในดินแดนสุขาวดีนั้นที่เขาเล่าให้ฉันฟัง แต่ฉันยังเด็กมากจนลืมไปหมดทุกอย่าง ...น่าเสียดายเหลือเกิน

ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับเพื่อน เป็นเวลาที่เย็นมากเกือบ 6 โมงได้ ฟ้าโพล้เพล้ พ่อแม่ของเรามารับช้าเป็นพิเศษ ระหว่างเดินอยู่บนท่อระบายน้ำ ฉันเดินนำหน้า เพื่อนเดินตามหลัง เพื่อนเริ่มเล่าว่า ช่วงนี้อากงหายไปนานแล้ว ไม่มาเยี่ยม เพิ่งกลับมาล่าสุดเมื่อคืน เขาไม่ได้มาพาไปเที่ยวแดนสุขาวดีเหมือนคราวก่อนๆ แต่มาบอกว่า...

“เดี๋ยวจะพาไปอยู่ด้วย”

ตอนที่พูดฉันไม่เห็นหน้าเขา แต่รู้สึกว่าเสียงเขาเศร้าแปลกๆ ฉันหันไปมองเขาและชวนคุยเรื่องอื่น เพราะรู้สึกเบื่อเรื่องอากงกับการพาไปเที่ยวแดนสุขาวดีของเขาเต็มที รู้สึกว่าเขาเล่าให้ฟังมาหลายครั้งแล้ว

ระหว่างที่เรากำลังเล่นกันอยู่นั้น แม่ของฉันก็มารับกลับบ้าน บีบแตรเรียกจากรถ ฉันดีใจมากรีบกระโดดลงจากท่อระบายน้ำและวิ่งไปขึ้นรถแม่โดยลืมโบกมือบายบายเพื่อนเหมือนทุกครั้ง

ฉันนั่งไปบนรถ ขณะที่แม่ขับรถออกจากโรงเรียน ฉันหันไปมองบนท่อระบายน้ำ เห็นเพื่อนนั่งห้อยขาอยู่บนนั้น ร่างเขาเล็กลงเรื่อยๆ เขานั่งอยู่ที่โรงเรียนอย่างเดียวดายในวันนั้น มองตามหลังรถของฉันมา

ช่วงปิดเทอมเพื่อนพยายามโทรหาฉัน แต่ฉันไม่อยู่บ้าน เลยไม่ได้รับโทรศัพท์ มัวแต่เล่นจนลืม

เมื่อเปิดเทอมมา ฉันก็ได้ย้ายไปอยู่ห้องอื่น ได้เพื่อนหน้าใหม่หมดยกชั้น ฉันมีเพื่อนสนิทคนใหม่ และมีครูประจำชั้นคนใหม่ ฉันไม่ได้คิดถึงเพื่อนสนิทคนเดิมและเรื่องราวเก่าๆอีก มัวแต่เล่นสนุกกับเพื่อนใหม่ จนกระทั่งวันหนึ่งไปได้ยินเพื่อนในห้องคุยกัน ถึงเรื่องเพื่อนคนนั้น

“ได้ยินครูบอกว่าเขาตายแล้ว”

ฉันตกใจมาก ไม่อยากจะเชื่อ นึกว่าเพื่อนโม้

“จริงๆ ครูคุยกันบอกเขาตายตอนปิดเทอม ไปเล่นน้ำกับน้อง แล้วจมน้ำตาย”

ฉันพยายามไปถามใครอีกหลายคน และทุกคนยืนยันว่าเพื่อนคนนั้นตายแล้ว ฉันรู้สึกเสียดายมาก แต่ไม่เศร้า ฉันรู้สึกว่า...เขาคงจะไปอยู่กับอากงของเขา ตามที่เคยบอกฉันไว้

ความตายสำหรับฉันตอนนั้น ไม่ต่างจากการย้ายที่อยู่ ไปอยู่ในที่ๆสูงขึ้น ดีขึ้น สงบขึ้น และน่าอยู่กว่าที่นี่ เรื่องน่าเศร้าอย่างเดียวที่ฉันรู้สึกในตอนนั้นคือ... เราจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว

เมื่อโตขึ้น ฉันยังจำเสียง ใบหน้า และเรื่องราวที่เพื่อนคนนั้นเล่าให้ฟังได้อยู่ แม้จะลืมทุกเรื่องในวัยเด็กไปเกือบหมด มีแต่เรื่องนี้ที่ยังจำได้แม่น

เรื่องนี้แหละ มีอิทธิพลต่อความคิดของฉันมากในตอนที่เติบโตขึ้น มีคนบอกว่า ‘การทำความดีจะทำให้เราอยู่ยาก’ ไม่ว่าโลกนี้ วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าสักเพียงใด คนหมดศรัทธาในศาสนาเพิ่มจำนวนขึ้นแค่ไหน

ฉันก็ยังมีความตั้งใจที่จะทำ ‘ความไม่ดี’ ให้น้อยที่สุด ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงไป เพราะในใจส่วนลึกๆเชื่อว่า...มันมีสวรรค์อยู่ข้างบนนั่น อย่างที่เพื่อนฉันเคยบอก เคยเล่าให้ฟัง ก่อนที่เขาจะตาย

สักวัน...ฉันจะได้ไปอยู่ดินแดนสุขาวดี...ดินแดนที่เพื่อนเคยเล่าให้ฟัง



SHARE

Comments