เรื่องมหัศจรรย์ในชั้น ป.1
          หากมีสักครั้งที่เราได้เห็นสิ่งของบางอย่างแล้วอดย้อนคิดถึงคืนวันเก่าๆ ไม่ได้ นั่นอาจเป็นเครื่องหมายบ่งบอกอายุของเรา ยิ่งของสิ่งนั้นมีอายุมากเท่าไรก็ยิ่งจะตอกย้ำอายุของเรามากเท่านั้น แต่ผมว่านี่คือข้อดีของการมีอายุที่จะเรียกว่าแก่ก็ได้ เพราะมันทำให้เราได้ย้อนคืนความทรงจำแสนสุขในวัยเด็ก ซึ่งตอนนั้นเราอาจไม่ได้รับรู้ด้วยซ้ำว่า มันคือความสุขที่แสนวิเศษและมหัศจรรย์

          มันคือไม้บรรทัด ไม้บรรทัดที่เป็นไม้บรรทัดจริงๆ ผมหมายถึงว่ามันทำมาจากไม้จริงๆ นั่นแหละ แม้จะเป็นไม้เนื้ออ่อนก็ตาม แต่มันก็แข็งแรงกว่าไม้บรรทัดพลาสติกที่เด็กๆ อย่างเราได้ใช้กัน และแม้มันจะโดนมีดเหลาดินสอปาดข้างออกบ้าง หรือโดนกัดโดนแทะบ้าง อย่างไรมันก็ยังทนทานกว่าไม้บรรทัดพวกนั้นอยู่ดี นั่นเป็นเหตุผลที่แม่จะเลือกซื้อไม้บรรทัดแบบนี้ให้ผมใช้ แม้ว่ามันจะแพงกว่าไม้บรรทัดพลาสติกอยู่สักหน่อย

          ตอนนั้นผมอยู่ปอหนึ่ง เป็นเด็กบ้านนอกชนบทติดชายแดนทีเดียว โรงเรียนของเรามีสี่ห้อง พอกับจำนวนชั้นเรียนตามภาคบังคับในขณะนั้น

          "เฮ้ย เอามาดูหน่อยสิวะ" ผมร้องบอกไอ้ชัยหรือเด็กชายวิชัยที่กำลังทำหน้าทะลึ่งทะเล้นเอียงคอยั่วกวน สองมือของมันกำซุกไว้ด้านหลัง มันตัวโตกว่าผม เราเพิ่งรู้จักกันตอนเข้าเรียนเมื่อไม่กี่เดือนนี่เอง บ้านของมันจะอยู่ฅนละหมู่บ้านกับผม หมู่บ้านนั้นไม่มีโรงเรียนไอ้ชัยจึงต้องมาเรียนที่นี่
          "อ่ะ!" มันยื่นมือข้างหนึ่งออกมาก่อนแบออก ว่างเปล่าไม่มีอะไร...

          ฝั่งถนนตรงข้ามโรงเรียนของเราจะมีร้านขายของ ซึ่งเป็นร้านค้าเพียงร้านเดียวในหมู่บ้าน ขนมที่เราชอบซื้อกันนั้นราคาห่อละสลึง ส่วนใหญ่เราจะได้เงินมากินขนมกันวันละบาท นั่นหมายถึงว่าเราซื้อขนมนั่นได้สี่ชิ้นหากไม่อยากกินขนมอื่นอีก ความจริงมันไม่ได้อร่อยสักเท่าไรหรอกขนมที่ว่านั่น ภาพการ์ตูนที่อยู่ใต้กระดาษห่อต่างหากที่เด็กๆ ต้องการ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารูปการ์ตูนเหล่านั้นมาจากหนังการ์ตูนญี่ปุ่นที่ฉายทางทีวี เพราะเราไม่เคยได้ดูทีวีกัน อย่าว่าแต่ทีวีเลย ขนาดไฟฟ้ากว่าจะมีได้ยังต้องรอจนผมเข้าสู่วัยรุ่นนั่นแหละ

          เมื่อเห็นไอ้ชัยข้ามไปซื้อขนมมาผมจึงขอดูภาพการ์ตูนที่มันได้ แต่ไอ้นี่กลับทำท่ายึกยักขึ้นมาเสียอย่างนั้นแทนที่จะให้ดูดีๆ มันกำมือข้างที่แบออกเมื่อสักครู่ซุกหลัง ก่อนยื่นแขนอีกข้างออกมา แล้วแบมือออก
          ไม้บรรทัดในมือผมฟาดลงฝ่ามือว่างเปล่านั้นอย่างแรงก่อนที่มันจะทันรู้ตัว ผมเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าทำไมถึงทำแบบนั้น ไอ้ชัยร้องไห้จ้าออกมาทันที คุณครูเดินมาถึงพอดีเช่นกัน ท่านมองหน้าเราสองฅนพลางซักถาม ผมได้แต่นิ่งขณะไอ้ชัยยืนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมรู้ตัวว่าผิดมากเลยที่ทำกับเพื่อนแบบนั้น ต้องถูกตีแน่ ที่สำคัญผมต้องกลายเป็นเด็กเกเรในสายตาคุณครูไปด้วยนี่สิ ทั้งที่ใครๆ รวมถึงคุณครูต่างชมว่าผมเป็นเด็กเรียบร้อยขยันเรียน แต่ผมกลับทำความผิดแบบนั้นไปได้ คุณครูต้องตำหนิและทำโทษผมแน่
          ขณะที่กำลังสับสนและวิตกอยู่นั้นคุณครูก็หันมายิ้มให้ กุมมือผมไว้ก่อนเอ่ยออกมา
          "ไม่เป็นไรนะลูกผู้ชาย ทะเลาะกันแล้วก็คืนดีกันเสีย" ท่านว่าพลางให้เราสองฅนจับมือคืนดีกัน ผมรู้ว่าผมเป็นเด็กที่คุณครูชื่นชม แต่ไม่คิดว่าท่านจะเข้าข้างผมได้ถึงขนาดนี้ นั่นทำให้ผมยิ่งรู้สึกผิด คุณครูจับมือไอ้ชัยมาจับมือผม เราจับมือกันเสร็จมันก็ยกมือป้ายน้ำตาอีกครั้ง... ก่อนหันมายิ้ม

          ไม้บรรทัดที่เจอในกล่องขณะเก็บของเตรียมตัวเดินทางช่วงสงกรานต์ทำให้ผมอดคิดถึงอดีต อดคิดถึงบ้านเกิดกับท้องทุ่งกว้างซึ่งเคยได้วิ่งเล่นยิงนกตกปลาเสียไม่ได้ ในความทรงจำเก่าๆ ที่ได้ไล่ควายไถนาถอนกล้าปักดำนั้น ผมมีมันอยู่ด้วยเสมอ ไอ้ชัย เรากลายเป็นเพื่อนรักกันจริงๆ นับจากวันนั้น นั่นแหละ คือเรื่องมหัศจรรย์ในชั้นปอหนึ่งของผม.
SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าของลุงน้อย
ความหลังครั้งเก่า เรื่องเล่า เรื่องโม้
Writer
Lava
ผู้เฒ่าธรรมดา
เจ้าปัญหา จอมโวยวาย

Comments

KOB-KRA-CHAI
2 years ago
พอพูดถึงไม้บรรทัดที่เป็นไม้กับแม่ แม่ยิ้มเลยตามประสาคนรุ่นเดัยวกันที่ทันใช้'ไม้' บรรทัด
Reply
Lava
2 years ago
555 ครับผม ^^