ความยิ่งใหญ่ของหนังสือเล่มเล็กๆ
ปีนี้เป็นปีที่สามแล้วที่เราทำ Reading Challenge ซึ่งเราจะตั้งเป้าว่าในแต่ละปีจะอ่านหนังสือกี่เล่ม และในปี 2016 ที่ผ่านมา เราอ่านหนังสือไป 35 เล่ม [http://bit.ly/2nCCc53] 

ในปี 2017 นี้ เราตั้งเป้าไว้ว่าจะอ่านหนังสือ 40 เล่ม

เราจะมีรายชื่อหนังสือที่อยากอ่านอยู่ในใจ บางเล่มก็จะซื้อเก็บไว้แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือที่เราเลือกเก็บไว้ มีทั้งหนังสือคลาสสิก หนังสือขายดี หนังสือที่มีคนแนะนำมา หรือหนังสือที่อยากอ่านมานานแล้ว ซึ่งรายชื่อเนี่ยยาวเป็นหางว่าวเลยทีเดียว คงอีกหลายปีกว่าจะอ่านได้ครบ 

หนังสือพวกนี้ส่วนมากมักจะอ่านยาก ยาว ต้องใช้สมาธิมาก อ่านแล้วต้องใช้เวลาคิดตาม หรือไม่ก็มีเนื้อหาที่หนักมาก ซึ่งการอ่านแต่ละเล่มก็จะกินเวลานานมากทีเดียว ถ้าอ่านหนังสือในพวกนี้ติดต่อกันนานๆ นอกจากจะทำให้อ่านได้ช้าลงจนอาจอ่านไม่ครบตามเป้าแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเครียดตายก่อน เพราะฉะนั้นหลังจากที่อ่านหนังสือหนักๆ จบ เรามักจะคั่นด้วยหนังสือที่เบากว่า 

หนังสือที่เราเอามาอ่านคั่น ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือที่อ่านง่ายซึ่งอาจจะอยู่ในลิสต์ของเราอยู่แล้ว หรืออาจซื้อมาเพิ่ม มันอาจเป็นเพราะเนื้อหา ภาษาที่ใช้ หรือว่าหนังสือประเภทที่เราอ่านถนัดที่ทำให้หนังสือกลุ่มนี้อ่านง่าย ซึ่งสำหรับเราแล้วก็มักจะเป็น หนังสือโรมานซ์ หนังสือวรรณกรรมเยาวชน หรือหนังสือเด็ก 

แต่บ่อยครั้งเรากลับพบว่าหนังสือ เบาๆ ที่เราเลือกมานั้นกลับไม่ได้เบาอย่างที่เราคิดเลย หนังสือบางเล่มที่ดูเผินๆ สนุกและอ่านง่าย แต่จริงๆ แล้วอาจแฝงไปด้วยสิ่งที่สำคัญ และเมื่ออ่านจบบางทีมันก็ทำให้เรารู้สึกหนักอึ้งไม่แพ้หนังสือหนักๆ บางเล่ม หรืออาจมากยิ่งกว่าอีกเพราะมันเกิดขึ้นแบบคาดไม่ถึง 

หลายครั้ง เรามักเลือกหนังสือเด็กมาคั่นหนังสือหนักๆ เพราะหนังสือเด็กมักจะอ่านง่าย ตรงไปตรงมา และสนุกด้วย แต่พออ่านจบเรามักพบว่าหนังสือเด็กที่เราอ่านนั้น มันไม่ใช่เด็กๆ หรือไม่ใช่เล่นๆ เลยจริงๆ บางทีมันก็ทิ้งให้เราจมอยู่กับความรู้สึกที่หนักอึ้ง บางครั้งมันทำให้เราเศร้าสุดหัวใจ บางครั้งมันทำให้เราหัวเราะและร้องไห้ และบางทีมันก็ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นหัวใจที่สุด

ในงานหนังสือวันแรก เราเลือกหนังสือเด็กเล่มหนึ่งมาอ่าน ชื่อเรื่องว่า วินน์ ดิ๊กซี่ สุนัขร้านชำทำเหตุ (Because of Winn-Dixie) โดย เคท ดิคามิลโล 

โอปอล เด็กหญิงวัยสิบขวบย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองนาโอมิพร้อมกับพ่อผู้เป็นนักเทศน์ของเธอในฤดูร้อน โอปอลเป็นเด็กหญิงเหงาๆ คนหนึ่งที่ไม่มีเพื่อน และไม่มีแม่ เนื่องจากหล่อนทิ้งเธอไปตอนที่ยังเด็ก แต่เมื่อเธอเก็บหมาตัวหนึ่งมาเลี้ยงและตั้งชื่อมันว่า วินน์-ดิ๊กซี่ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับร้านของชำที่เธอพบมัน ชีวิตในช่วงฤดูร้อนของเธอก็เปลี่ยนไป เธอเริ่มมีเพื่อน สุดท้ายเธอก็ยอมรับได้ว่าแม่จะไม่มีวันกลับมา เธอเข้าใจความรู้สึกของพ่อ และกระชับความสัมพันธ์กับเขา ...แน่นอนว่าเรื่องราวดีๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเจ้าสุนัข วินน์-ดิ๊กซี่ 

หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วทั้งหัวเราะและร้องไห้ และเมื่ออ่านจนจบมันทำให้เรารู้สึกถึงความรู้สึกในวัยเด็กอีกครั้ง และที่น่าตลกคือ ความรู้สึกบางอย่างเราก็ยังรู้สึกอยู่ทุกวันนี้ หนังสือเล่มนี้ทำให้หัวใจเราอบอุ่นจริงๆ 

มีอีกหลายครั้งที่ผ่านมา ที่หนังสือเด็กทำให้อะไรเรามากมายเหลือเกิน มันทำให้เราเชื่อว่าหนังสือเด็กคือสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่แค่เพราะว่ามันช่วยให้ความเพลิดเพลินและความรู้แก่เด็กเท่านั้น แต่มันยังเป็นหนังสือที่ยังให้อะไรๆ กับเราแม้กระทั่งตอนโตเป็นผู้ใหญ่ และยังช่วยพาเรากลับไปสู่ช่วงเวลาในวัยเด็กที่เราคิดถึง 

เรื่องเล่าสำหรับเด็กที่เพลิดเพลินได้เฉพาะเด็กๆ เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องเล่าสำหรับเด็กที่ดีเลยสักนิดเดียว [1]
[1] http://bit.ly/2nJduAX

SHARE
Writer
Pachara_Y
Translator
I came from the past.

Comments

LittleStardust
3 years ago
เคยดูหนังอยู่เรื่องนี้ ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กน้อย นานมากแล้ววว
Reply
Oilily
3 years ago
เราอ่าน หมาขอฝผมรักดนตรีแจ๊ส!!! ชอบมากแนะนำเลย
Reply