THE COBBLER
 "THE COBBLER" หนังที่เล่าถึงชีวิตอันหน่าเบื่อของช่างทำรองเท้า ที่ปกหนังเหมือนคนทำขนมปังมากกว่า 555

        'อดัม แซนด์เลอร์' ดูจากชื่อนักแสดงแล้วคงจะสนุกไม่น้อย

เรื่องย่อ ...


        แม็กซ์ ช่างซ่อมรองเท้าที่รับช่วงงานนี้ต่อมาจากพ่อ (เป็นมรดกตกทอดมาถึง 4 รุ่น) ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่ค่อยมีสีสันเท่าไหร่ ทำงานแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา อันที่จริงมันติดจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ ซึ่งเห็นได้ชัดจากสีหน้าอันแสนจะเบื่อหน่ายของแม็กซ์ แล้ววันหนึ่งในขณะที่เขากำลังซ่อมรองเท้าให้ลูกค้า จักรไฟฟ้าที่เขาใช้ดันพังและซ่อมไม่ทัน เขาจึงจำเป็นต้องใช้จักรเย็บที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งจุดเปลี่ยนมันอยู่ตรงนี้ ..

        ในขณะที่แม็กซ์รอลูกค้ามารับรองเท้า เขาเลยลองสวมรองเท้าของลูกค้าดูเล่นๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขากลายร่างเป็นลูกค้าคนนั้นในทันที [ ซึ่งรองเท้าทุกคู่ที่ผ่านการซ่อมจากจักรเย็บเครื่องนี้จะกลายเป็นรองเท้าวิเศษ เปลี่ยนคนที่ไม่ใช่เจ้าของรองเท้าให้กลายร่างเป็นเจ้าของรองเท้าคู่นั้นได้ ซึ่งแม็กซ์ก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เพราะพ่อของเขาได้หายตัวไปก่อนที่จะเล่าให้เขาฟัง ] และความสนุกได้เริ่มขึ้นเมื่อแม็กซ์อยากลองเป็นคนอื่นดูบ้าง เหมือนกับอยากลองค้นหาตัวเอง โดยการลองใช้ชีวิตเป็นคนอื่น 

        จนเรื่องเริ่มบานปลายเมื่อเขาเผลอฆ่าคนโดยไม่ตั้งใจและเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มคนไม่ดี แต่จิมมี่ชายแก่ช่างตัดผมร้านข้างๆ ก็ให้การช่วยเหลือเขาได้ทันเวลาตลอด จนแม็กซ์เริ่มสงสัยว่าทำไมจิมมี่ต้องช่วยเขาทั้งที่เขาไม่เคยทำดีอะไรกับจิมมี่เลย ในที่สุดจิมมี่ก็ต้องเฉลยตัวตนที่แท้จริงออกมาด้วยการถอดรองเท้า และเขาก็คือพ่อของแม็กซ์ที่หายตัวไป 

        ที่จริงแล้วพ่อของแม็กซ์คอยอยู่เคียงข้างแม็กซ์ คอยสั่งสอนและให้การช่วยเหลือแม็กซ์มาตลอด และเพื่อความปลอดภัยของลูกเมีย เขาจึงต้องเป็นจิมมี่มาตลอดระยะเวลาหลายปี และเรื่องก็จบลงที่แม็กซ์กับพ่อได้กลับมาเจอและอยู่ด้วยกันอีกครั้ง


เราสะดุดเข้ากับประโยคหนึ่ง ที่พ่อของแม็กซ์บอกกับแม็กซ์ว่า ..
การเดินตามรอยเท้าคนอื่น จะต้องมีความรับผิดชอบด้วย        การเดินตามรอยเท้าคนอื่น โดยที่เรายังคงเป็นเราอยู่ โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นมีอยู่แล้ว แต่ถามว่าใครเดือดร้อนละ ก็เจ้าของรอยเท้าไง ซึ่งสำนวนนี้มันคนละเรื่องกับสำนวนไทยที่ว่า " เดินตามรอยเท้าผู้อื่น แล้วเมื่อไหร่จะมีรอยเท้าเป็นของตัวเอง " อย่างสิ้นเชิง แต่กลับไปเกี่ยวโยงกับอีกสำนวนที่ว่า " อกเขาอกเรา " มากกว่า 
" put oneself in someone’s shoes "

ไม่ได้บอกให้เราไปอยู่ในรองเท้าของใครนะ แต่ให้ลองเอาตัวเราไปใส่ในตัวใครบางคน ลองไปยืนในจุดที่เขายืนดู เปรียบเหมือนกับการเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นแหละ
        การใส่รองเท้าของคนอื่น ก็เหมือนการที่เราเอาตัวเองไปใส่ในตัวคนอื่น ไปยืนในจุดที่เขายืน ไปรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่าย ลองไปเป็นเขาแล้วเราจะเป็นยังไง เราจะมีความสุขเหมือนที่เขามีความสุขไหม "หรือ" เราเห็นชีวิตเขามีความสุขเหมือนที่เขาแสดงออกไหม .. นี่คือสิ่งที่หนังเรื่องนี้ให้กับเรา

#ดาวสุข
SHARE
Writer
PN7o2
Writer
ร้อยเก็บเจ้ามาลัย ทัดเธอไว้ในใจ เพื่อคงกลิ่นหอมไว้อย่างนั้น

Comments