เมื่อจมดิ่งถึงขั้นสุดก็ต้องรู้จัก "ลุกขึ้น" เมื่อถึงเวลา
บางครั้งการเก็บความรู้สึกทั้งหมดไว้กับตัวเอง ก็ยังดีกว่าพูดทุกสิ่งทุกอย่างออกไปแล้วมันกลายเป็นเรื่องแย่ๆ ในชีวิตของคนที่เรารัก
มีชายหญิงคู่หนึ่งมาระบายความทุกข์ให้ฉันฟัง ฝ่ายชายบอกกับฉันว่าความรักต้องอาศัยความเข้าใจ ความเข้าใจจะนำพาไปสู่สิ่งต่างๆในอนาคต  ส่วนฝ่ายหญิงบอกกับฉันว่าความเข้าใจจะเกิดขึ้นจากการใส่ใจซึ่งกันและกันความรักนั้นจะมีแต่ความเข้าใจเพียงอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องควบคู่ไปกับความใส่ใจและทั้งสองสิ่งจะนำพาเราไปสู่อนาคตต่างหาก...

ทั้งคู่มองหน้ากันไปมาไม่มีใครลดละฐิถิในใจของตน ฉันจึงตัดสินใจถามฝ่ายชายว่าทำไมคุณถึงคิดว่าความรักต้องอาศัยความเข้าใจเพียงอย่างเดียวล่ะ เขาตอบกลับฉันทันทีโดยแทบไม่ต้องคิด 

ถ้าทั้งสองมีความเข้าใจกันปัญหาเล็กๆก็แทบจะไม่เกิดปัญหาใหญ่ๆก็แทบจะไม่มี เขามองฝ่ายหญิงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจก่อนจะยกมือขึ้นชี้ไปที่หน้าของเธอ "แต่เธอกับถามผมทุกเรื่องถามไม่เว้นแม้แต่วันหยุดนักขัตฤกษ์ ถามทุกเรื่องผมคุยกับใคร ทำอะไร กลับบ้านรึยัง อยู่ที่ไหน ทำไมนอนดึก มีคนใหม่ใช่มั้ย เพราะแบบนี้เพราะเธอไม่เคยเชื่อใจผม ไม่เลยแล้วแบบนี้มันจะไปต่อได้ยังไง ผมไม่ต้องการปัญหาผมขอแค่มีคนเข้าใจผม" 

ฝ่ายหญิงทำหน้าเศร้าก้มหน้าเล็กน้อยดวงตาของเธอแดงกล่ำปากเม้มแน่นจนริมฝีปากทั้งสองข้างไม่เป็นทรง เธอกำหมัดก่อนที่จะเงยหน้ามองฝ่ายชายด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยหยดน้ำตาที่เอ่อล้น "คุณไม่เคยใส่ใจฉันเลยในตอนแรกคุณดีต่อฉันมาก แต่แล้วคุณก็เปลี่ยนไป คุณคุยกับฉันน้อยลงไม่ใส่ใจฉันเหมือนเมื่อก่อน คุณไม่บอกฉันว่าทำอะไร กำลังกลับนะ ถึงแล้วนะ นอนแล้ว ดูคนอวดผีกันมั้ย ทำอะไรอยู่ คุณไม่เคยถามฉันเลย ไม่เคยเป็นห่วงหรือสนใจฉัน ฉันจึงต้องถามคุณเพียงเพราะว่าฉันเป็นห่วงคุณ"

เอ่อ... ฉันเอ่ยขึ้นขัดจังหวะก่อนที่ทั้งคู่จะมาคุไปมากกว่านี้ "ทั้งที่เขาไม่ได้สนใจอะไรคุณในแบบที่คุณว่าทำไมคุณยังทนอยู่ล่ะคะมันไม่น่ามีเหตุผลอะไรที่คุณต้องรักเขาต่อไปถ้าเจ็บปวดทั้งคู่ ถ้าสิ้นหวังทั้งคู่ จากกันไปไม่ดีกว่าหรอคะ" 

หญิงสาวอมยิ้มทั้งน้ำตาเล็กน้อยนั่นเป็นรอยยิ้มที่เศร้าที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นเธอยิ้มและหันไปทางชายหนุ่มที่ยืนห่างจากเธอไปไม่กี่ก้าว "ใช่ค่ะ ฉันจะไปก็ได้ แต่ที่ฉันยังคงอยู่ก็เพียงเพราะฉันรักเขา รักเขาคนที่เคยแสนดีกับฉัน มันเป็นเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้ฉันยังยืนอยู่ตรงนี้ ฉันเป็นห่วงเขาถ้าวันหนึ่งฉันไม่อยู่ใครจะคอยใส่ใจเขา ใครจะคอยเป็นห่วง ใครจะคอยถามว่ากินข้าวรึยัง ทำอะไร กลับบ้านรึยัง ถึงบ้านปลอดภัยใช่มั้ย วันนี้สบายดีรึเปล่า เหนื่อยมากมั้ย ถ้าเขาลำบากใครจะคอยอยู่ข้างๆ ถึงแม้เขาจะมองว่าสิ่งที่ฉันทำเป็นได้แค่ปัญหา ถึงแม้เขาจะรักฉันน้อยลงแล้วแต่สำหรับฉันความรักที่มีให้มันยังคงเท่าเดิมไม่มีเปลี่ยน"

ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาวก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ผมขอโทษแต่ผมแค่ต้องการคนที่เข้าใจ ผมไม่ได้ต้องการคนที่พิเศษ เราคงมาได้ไกลกันเท่านี้ ผมเหนื่อยเหลือเกิน" หญิงสาวร้องไห้เธอปล่อยให้หยดน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้าง มือที่กำสนิทค่อยๆคลายออกเธอทรุดลงกับพื้นแล้วเอามือกำไปที่หน้าอก เธอเงยหน้ามองชายหนุ่มแล้วยิ้มให้ " ค่ะถ้าคุณต้องการแบบนั้นก็ขอให้มีความสุขมากๆ" 

ชายหนุ่มรับฟังเขาพยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดคำว่าขอโทษผมทำอะไรไม่ได้แล้วก่อนที่จะเดินจากไปอย่างช้าๆ หญิงสาวเธอได้ยินดังนั้นเธอยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนที่จะปล่อยน้ำตาที่กักเก็บเอาไว้ออกมาจนเครื่องสำอางที่ถูกแต่งแต้มบนใบหน้าไหลเยิ๊มเละเทะไปหมด 


"ตอนนี้คุณรู้สึกยังไง" ฉันเอ่ยถามพลางก้มลงนั่งตรงหน้าหญิงสาวคนนั้น เธอมองหน้าฉันแล้วพูดว่า"คุณไม่เข้าใจฉันหรอกฉันพยายามอย่างมากเพื่อเขา ฉันทำทุกอย่างก็เพื่อเขาแต่เขากลับมองว่าความรักของฉันเป็นปัญหา เขาไม่เคยมองเห็นคุณค่าของฉันเลย ถ้าเป็นคุณคุณจะรู้สึกเจ็บปวดมั้ยล่ะ"

หญิงสาวจับแขนฉันแน่นด้วยมือทั้งสองข้างที่สั่นระริก ในตอนนี้ในสายตาของฉันเธอดูโง่เขลา โง่มากกว่าที่ควรจะเป็น "สมน้ำหน้า!!" ฉันพูดใส่เธอ เธอกำแขนฉันแน่นกว่าเดิมพลางถลึงตาที่แดงกล่ำใส่ฉันด้วยความโกรธเกลี้ยว 

"สมน้ำหน้าที่ไม่ยอมปล่อย สมน้ำหน้าที่ไม่รู้จักพอสักที มันสมควรแล้วฉันรู้ว่าสิ่งที่คุณทำมันเป็นสิ่งที่ดีคุณพยายามจะให้เขาโดยคุณแค่อ้างว่าคุณรัก แต่คุณต้องรู้จักยอมรับผลที่จะตามมาจากการกระทำของตัวคุณเอง ฉันไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่คุณทำมันเป็นสิ่งที่ผิดแต่สิ่งที่คุณทำมันเยอะเกินไป เกินมากกว่าคำว่าพอดี.."

"ถ้าคุณพยายามจะเติมน้ำให้พอดีกับปากขวด นั่นหมายความว่าน้ำที่คุณเติมลงไปจะต้องไม่ล้นและจะต้องไม่เปิดน้ำแรงมากจนเกินไป ถ้าเมื่อไรที่คุณเผลอเปิดน้ำแรงจนเกินพอดีน้ำก็จะเริ่มล้นออกจากขวดมือที่ถือขวดน้ำและพื้นที่รอบข้างก็จะเปียก ไม่มีใครอยากอยู่ในพื้นที่ที่เปียกตลอดเวลานั่นหมายถึงเมื่อคุณเริ่มที่จะพูดอะไรออกไปหรือเริ่มมีความน้อยใจเข้ามาแทนที่สติคุณมักจะพูดทุกสิ่งที่คุณรู้สึกในระยะแรกคนที่คุณรักเขาอาจจะยังทนคุณได้แต่เมื่อเวลาผ่านไปเริ่มเยอะขึ้นและเยอะขึ้น คุณเข้าใจใช่มั้ย ทุกคนต้องการมีชีวิตที่อิสระการบีบมากจนเกินไปมันจะค่อยๆมีความรู้สึกอึดอัดและความเหนื่อยเข้ามาแทนที่ความรักที่มี สุดท้ายความอึดอัดก็จะเริ่มก่อตัวเป็นความทรมาณและกลายเป็นความเบื่อหน่ายในที่สุด" 

หญิงสาวคลายมือออกจากแขนของฉันและก้มหน้าลงพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างปิดหน้าของตัวเองแทน เธอร้องไห้เสียงดังมากขึ้นกว่าเดิมฉันนั่งฟังเธออยู่อย่างงั้นสักพักจนเธอเอ่ยถามขึ้นมาอีก "ฉันแค่น้อยใจและตลอดเวลาฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปโดยไม่บอกอะไรฉันเลยแต่ในตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วฉันรักเขามากเกินไป รักจนลืมว่าคนเราควรมีพื้นที่ส่วนตัวฉันแค่ยึดติดในสัญญาเขาเคยสัญญาว่าเขาจะไม่เปลี่ยนไปเขาจะยังรักฉันและอยู่ข้างๆฉันเสมอแต่สุดท้ายเขาก็ผิดสัญญา แต่กลับเป็นฉันเองที่ทำตามสัญญาของเขาทั้งๆที่ฉันไม่ได้เป็นคนบอกสุดท้ายก็มีเพียงฉันที่ยังคงจดจำมันได้ทุกอย่าง.."

"แล้วโทษใครได้ล่ะ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องยอมรับความจริงและเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว ความรักมันจำเป็นต้องมีทั้งความใส่ใจและความเชื่อใจผสมรวมกันแต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความพอดี ความรักที่ขาดอย่างใดไปอย่างหนึ่ง จุดจบของมันก็จะเหมือนกับสิ่งที่คุณเจออยู่ในตอนนี้และก็จะค่อยๆหมดรักกันไปในที่สุด " ฉันพูดพร้อมกับจับไปที่บ่าของเธอ แต่ครั้งนี้เธอกลับไม่พูดอะไรออกมาเธอได้แต่นั่งนิ่งๆตอนนี้เธอสะอื้นเล็กน้อยและค่อยๆใช้มือทั้งสองข้างปาดน้ำตาก่อนที่จะพูดว่า"ขอบใจนะฉันคงไม่กล้ามีความรักอีกแล้ว เพราะฉันกลัวที่จะทำให้คนที่ฉันรักเจ็บและรู้สึกอึดอัดอีก" 

"ความรักเป็นสิ่งสวยงามนะทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความสวยงามนั้น รวมถึงตัวเธอด้วยอย่าปิดกั้นตัวเอง และเรียนรู้จากเรื่องที่มันผิดพลาดต่อไปก็ทำให้ดีที่สุดถ้าเกิดปัญหาอีกอย่างน้อยเธอก็ไม่ได้เป็นคนทำ อย่าขังตัวเองไว้ในกรงไปตลอดเศร้าซะให้พอเมื่อถึงเวลาก็ต้องรู้จักบอกลาตัวเองในอดีตและเดินหน้าต่อไป :)" ฉันพูดกับหญิงสาวตรงหน้าแล้วค่อยๆลุกขึ้นหันหลังให้กับเธอและเดินออกมาอย่างช้าๆและปล่อยให้เธอนั่งอยู่ตรงนั้นตรงที่ที่ฉันคุ้นเคยดีเพียงลำพัง.... 

ลาก่อนนะตัวฉันเองในอดีตตอนนี้มันถึงเวลาแล้วที่ฉันต้องรู้จักยอมรับความจริง ถึงเวลาแล้วที่ต้องเลิกจมอยู่กับอดีตสักที ตอนนี้ฉันได้เรียนรู้และเข้มแข็งมากพอที่จะเดินไปบนเส้นทางที่มีแค่ฉันเพียงคนเดียวแล้วล่ะลาก่อนนะตัวตนของฉันในอดีตที่โง่เขลา

The story of my life.
JIRA



SHARE
Writer
JIRA_365
Writer
นักเล่าเรื่องเศร้าแง่มุมด้านลบของชีวิต :) ถ้าไม่มีใครอยู่ข้างๆคุณ งานเขียนของฉันจะคอยอยู่ข้างๆคุณเอง The story of my life #JIRA ฝากเพจด้วยนะคะ https://www.facebook.com/JIRA365/

Comments

Thepop
2 years ago
เข้าใจเลยคับ
เหมือนๆกับผมเลย
เรียนรู้ ยอมรับ และต้องเข้าใจ
ยังไงก็ต้องอยู่ให้ได้"คนเดียว"
Reply
JIRA_365
2 years ago
พยายามเข้านะคะ ไม่ว่าช้าหรือเร็วจะต้องผ่านไปได้แน่คะ