เรื่องสั้นยังไม่ได้คิด: บทที่ 1

 
ฉันไม่ได้พูดกับใครนอกจากตัวเองมาได้หนึ่งอาทิตย์แล้ว จนบางครั้งฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าคนเราจะเสียสติหรือปล่าวถ้าไม่ได้คุยกับใครเลยเป็นเวลานานๆ 
แต่ความทรงจำในรูปเสียงยังชัดเจน ฉันสามารถร้องเพลงโปรดได้โดยที่โน้ตตัวแรกตรงกับคีย์ต้นฉบับเสมอ หรือจำเสียงของคนที่รู้จักทุกคนได้

ตอนนี้ฉันเบื่อแล้วที่จะต้องนั่งอุดอู้อยู่ในห้อง 26 ตารางเมตรแคบๆ นี่ ยอมออกไปเผชิญกับแสงแดดที่สามารถแผดเผาฉันจนเป็นจุลได้ในพริบตายังดีเสียกว่า

อะไรนะ ฉันพูดอย่างนั้นเหรอ? ไม่จริงน่า ฉันไม่มีวันคิดอะไรแบบนั้นแน่ๆ

ฉันเดินออกไปที่ระเบียง หวังจะรับลมเย็นๆ พร้อมกับมองทิวทัศน์ของเมืองหลวงสักหน่อย

'พินาศ'

คำเดียว สั้นๆ

ตึกรามบ้านช่องถูกรื้อทำลาย บนถนนเต็มไปด้วยเศษเหล็กที่เคยเคลื่อนที่ได้จอดระเกะระกะ ธนาคารสีน้ำเงินตรงข้ามก็โดนบุกปล้นตั้งแต่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินได้ไม่ถึงสามวัน

เหมือนที่มีประโยคหนึ่งได้กล่าวว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว ฉันว่าอารยธรรมและศีลธรรมเองก็เช่นกัน แต่ดูเหมือนมันจะถูกสั่นคลอนไปบ้างแล้วไม่มากก็น้อย สังเกตได้จากข่าวในโทรทัศน์ที่รายงานเหตุการณ์ก่อความไม่สงบที่ปรากฏขึ้นทุกวัน วันละมากกว่าสิบคดีหลังจากสภาวะฉุกเฉิน หรืออะไรก็ตามแต่ที่รัฐบาลจะตั้งชื่อถูกประกาศขึ้น 

ตอนแรกๆ ก็รู้สึกตื่นตระหนกอยู่นิดหน่อย สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านี้ที่เห็นจนชินตาได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญจนกลายเป็นความเคยชินได้ไม่ยาก

เป็นความรู้สึกแย่เล็กๆ ที่ฉันมองเรื่องผิดศีลธรรมเป็นเรื่องเคยชิน ไม่ใช่เพราะมองว่ามันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือใครๆ ก็ทำกันในสังคมอะไรทำนองนั้นหรอกนะ แต่เพราะมองว่าบางปัญหามันใหญ่เกินกว่าตัวฉันคนเดียวจะรับมือไหวเท่านั้นเอง

ยังไงโดยรวมแล้ว ฉันก็ยังคงความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้ดีละนะ

เอาล่ะ ฉันเลิกสนใจพวกที่วิ่งเอามีดวิ่งไล่แทงกันตรงถนนดีกว่า

ปัง!

เสียงปืนดังมาจากสักห้องหนึ่งในชั้น 16 ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องและความโกลาหลเล็กๆ
แต่ในเวลานี้ไม่มีหน่วยรักษาความปลอดภัยคนไหนจะมาสนใจหรอก อันที่จริงต้องบอกว่าไม่มีหน่วยรักษาความปลอดภัยคนไหนมีชีวิตเหลืออยู่สักคน

ว่าแล้วก็ออกไปดูสถานการณ์สักหน่อยจะดีกว่า ตรงโถงทางเดินแคบๆ มีคนเปิดประตูออกมาดูอีกสี่ห้าคน ฉันเดินผ่านบรรดาเพื่อนบ้านที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเหล่านี้ไปยังหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่นั่งสะอึกสะอื่นอยู่บนพื้น ข้างเธอมีศพของชายหนุ่มนิรนามที่คาดว่าจะเป็นแฟนหนุ่มของเธอโชกเลือดเหมือนมีคนเอาสีแดงมาสาดใส่นอนอยู่

เราจะข้ามประเด็นว่าหมอนั่นมีปืนได้ยังไงไปละกัน

ฉันจำได้ลางๆ ว่าผู้หญิงคนนี้เรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกับฉัน ส่วนแฟนหนุ่มที่อยู่ด้วยกันฉันไม่เคยมีโอกาสได้เห็นหน้า ตอนมีชีวิตอยู่มักจะมีเสียงทะเลาะตบตีกันเล็ดลอดออกมาเป็นครั้งครา ตามด้วยเสียงสะอึกสะอื้นแล้วจบท้ายที่เสียงครวญครางแห่งความโสมนัสสุขสม โชคดีที่เหตุการณ์เล่านี้เกิดแค่ตอนกลางวันเลยไม่มีใครไปรายงานเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงที่เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นอาจจะโดนทางนิติเรียกเก็บค่าปรับไปหลายบาทแล้วก็ได้

หญิงสาวยังคงก้มหน้าก้มตาร้องไห้อยู่ ฉันยืนสังเกตการณ์อยู่ในระยะสามเมตร เหล่าเพื่อนบ้านทั้งหลายยังคงยืนมองอย่างไม่ขยับเขยื้อนราวกับโดนแช่แข็ง ไม่นานนักชายหนุ่มคนหนึ่งได้เดินออกมาจากห้องริมสุดพร้อมกับถุงดำและเชือกฟางในมือ เขาก้าวฉับๆ ผ่านร่างของหญิงสาวไปอย่างไม่ใส่ใจแล้วก้มลงบรรจุศพลงถุง

"นั่นคุณจะทำอะไร! เอามือออกไปจากเขานะ!"

"คุณก็รู้อยู่แล้วว่าผมจะทำอะไร ถึง'พวกมัน' จะตามกลิ่นขึ้นมาถึงชั้น 16 ไม่ได้ แต่ยังไงกลิ่นศพนี่จะเป็นปัญหากับผู้พักอาศัยคนอื่นๆ อยู่ดีนะครับ คุณจะไม่ให้ผมทำก็ได้นะ ถ้าคุณอยากเป็นคนลงมือเอง" เขาหยุดมัดเชือกฟางแล้วเดินถอยออกมาสองก้าว

"เอาสิ เชิญคุณเลย ผมอยู่ห้องริมสุดนะ ถ้ายกศพไปทิ้งไม่ไหวก็เรียกละกัน"

"คุณบอกว่าจะให้เอาศพเขาไปทิ้งเป็นขยะงั้นเหรอ ฉันไม่ทำหรอก!" เธอสะอื้นหนักกว่าเดิม

"แล้วคุณอยากจะทำยังไงล่ะ? หั่นเป็นชิ้นๆ แล้วแช่แข็งไว้ในตู้เย็นรึไง?"

"ฮึก" เธอไม่ตอบ แต่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาให้ฉันแทน

เฮ้ เราไม่รู้จักกันสักหน่อย อย่ามาทำให้ฉันลำบากใจสิ

"พี่ช่วยหนูหน่อยนะ ยังไงเราก็เป็นพี่น้องร่วมมหาลัยไม่ใช่เหรอ"

หลังจากเธอพูดจบสายตาที่เหลือต่างจ้องมองมาเหมือนฝากความหวังแห่งคุณธรรมเอาไว้ แหม แค่มีความเกี่ยวข้องกันแบบห่างๆ นี่นับเป็นกฎในการช่วยเหลือด้วยเหรอ ถ้าเกิดหล่อนพูดขึ้นว่า พวกพี่ๆ ช่วยหนูหน่อยนะคะ เราเป็นเพื่อนบ้าน/เพื่อนมนุษย์ กันไม่ใช่เหรอคะ ฉันละอยากรู้จริงๆ ว่าเหล่าเพื่อนบ้าน หรือ เพื่อนมนุษย์ที่เธอพูดถึงจะเห็นอกเห็นใจเธอขนาดไหนเชียว

จิตใต้สำนึกฉันถกเถียงกันอยู่ภายในเงียบๆ จนสุดท้ายแล้วฉันจึงเดินไปที่ศพที่ถูกห่อไว้เพียงครึ่งบนแล้วจัดการห่อครึ่งล่างให้เสร็จเรียบร้อย หญิงสาวยังไม่เข้าใจในการกระทำของฉันแต่เธอไม่ได้ปริปากอะไรจนกระทั่งฉันยกส่วนขาของศพขึ้นมา

"นั่นพี่จะทำอะไร"

"ทำสิ่งที่ควรทำ"

"ไหนว่าพี่จะช่วยหนูไง พี่ก็ไม่ต่างจากไอ้หน้าตัวเ-ยที่ยืนอยู่ตรงนั้นหรอก!" เธอด่าฉันและชายแปลกหน้าด้วยคำหยาบสารพัดและสะอึกสะอื้นหนักกว่าเดิม

ชายหนุ่มดูไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ แต่เป็นฉันที่เส้นความอดทนขาดลงก่อน "ฉันจะพูดแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ" ฉันสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่

"แล้วเธอจะเรียกไอ่ศพที่นอนอยู่นี่ว่าอะไร? พ่อที่ดีของลูกเหรอ? มันเองก็ไม่ต่างจากไอ้คำที่เธอใช้เรียกผู้ชายที่มาเก็บศพแฟนเธอหรอกนะ คิดว่าฉันไม่เห็นรอยช้ำตามร่างกายเธอที่มหาลัยรึไง? ได้ข่าวว่าไอ้หมอนี่มันไม่เรียนไม่ทำงานไม่เอาอะไรสักอย่างด้วยนี่ วันๆ เห็นแต่เกาะเธอกิน ฉันละสงสัยจริงๆ ว่าใครกันแน่ที่มันเป็นคนอย่างที่เธอด่า ขนาดสภาวะฉุกเฉินแบบนี้มันยังไม่กล้าเผชิญหน้าเลยยิงตัวตายทิ้งเธอให้อยู่คนเดียวเลย ศพที่นอนอยู่ตรงนี้มันก็ไม่ได้ทำประโยชน์ได้มากกว่าตอนที่มันมีชีวิตอยู่หรอก ให้พูดง่ายๆ มันก็เป็นไอ้พวกขี้ขลาดนั่นแหล่ะ"

สายตารอบข้างมองฉันด้วยความสับสนปนทึ่ง เอ๊า งงเด้ คาดไม่ถึงละสิว่าฉันจะไม่ใช่แม่พระตามจินตนาการของทุกคน

หญิงสาวผู้น่าสงสารกรีดร้องจนเป็นลมสลบไป จึงเป็นหน้าที่ของเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ต้องมาช่วยกันแบกไปพร้อมกับส่งสายตาคาดโทษมาทางฉันอย่างไม่เปิดเผยเท่าไหร่นัก

"แล้วนายอ่ะ จะยืนนิ่งอีกนานป่ะ มาช่วยกันยกศพสิ"

ชายหนุ่มเรียกสติกลับมาหลังจากอึ้งกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่

"ครับๆ"

พวกเราช่วยกันยกศพโยนลงไปจากระเบียงชั้นสิบหก โชคดีที่เราไม่ได้อยู่บนพื้นใกล้ๆ ที่ๆ ศพหล่นลงมา ไม่อย่างนั้นเสียงกระดูกหักและกล้ามเนื้อฉีกขาดคงหลอกหลอนอยู่ในสมองไปอีกนานแน่ๆ

"ขอบใจ" ชายหนุ่มกล่าว

"อือ" ฉันไม่เข้าใจว่าเขาขอบคุณทำไม เลยตอบส่งๆ แล้วเดินกลับห้องตัวเองไป

ฉันชำระคราบเลือดที่เปื้อนมืออยู่นิดหน่อย จากนั้นจึงเปิดน้ำใส่ฝักบัวแล้วนำไปรดผักทั้งหลายแหล่ที่ปลูกไว้ตรงระเบียง ฉันแอบคิดว่าฉันเผลอพูดแรงไปหรือเปล่านะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันคงหนักหนาสำหรับเธอมากๆ เหมือนกัน ไหนจะทั้งสภาวะฉุกเฉิน แล้วแฟนหนุ่มของเธอยังจะมาฆ่าตัวตายต่อหน้าอีก

ฉันคิดว่าจะเขียนจดหมายไปขอโทษเธอทีหลัง ถึงเธออาจจะไม่มีทางให้อภัยฉันก็ตาม หรืออาจจะให้อภัยก็ได้นะ แต่คงหลังจากศพที่ฉันโยนทิ้งลงไปโดนฉีกทึ้งจนแห้งกรังเหลือแต่เศษกระดูกนั่นแหล่ะ ฉันมักจะเตือนตัวเองเสมอว่าอย่าด่วนตัดสินคน แต่ฉันไม่ขอถอนคำพูดหรอกนะ ว่าไอ้หมอนั่นมันขี้ขลาด

หลังจากนั้นต่อมาในทุกๆ อาทิตย์มักจะมีเสียงกรีดร้องจากชั้นอื่นๆ พร้อมกับเหตุการณ์ฆ่าตัวตายเสมออย่างน้อยหนึ่งศพ แต่น่าแปลกใจที่ชั้น 16 ไม่มีใครคิดที่จะฆ่าตัวตายเพิ่มอีกเลย


 
SHARE
Written in this book
เรื่องสั้นยังไม่ได้คิด
อะไรก็ตามที่โผล่มาในหัว
Writer
Viridian
TIME TRAVELER
หญิงสาวผู้ขายวิญญาณให้กับขนมปัง, เป็นสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวติดมากับอุกาบาตเมื่อสี่พันล้านปีก่อน ชอบคุยกับตัวเองอยู่เป็นนิจ แต่ทักษะการ small talk ติดลบ บางทีชอบมโนอะไรมาจากความว่างเปล่า

Comments

intorvert
2 years ago
ชอบมากครับ
Reply
Viridian
2 years ago
ขอบคุณค่ะ /// เขียนเรื่อยเปื่อยในคาบคณิต ไม่ไหวจริงๆ ค่ะ 555
minna
2 years ago
ชอบมากกกก
Reply
Viridian
2 years ago
งุ้ยยยยย ขอบคุณมากค่ะ /////ม้วน