มีค้อนไหม ?
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ร่วมคิดงาน แก้ปัญหา และสร้างสรรค์งานในรูปแบบต่างๆ กับรุ่นน้องร่วมมหาลัยที่มาจากจังหวัดเดียวกัน  ที่พอได้พูดคุยแลกเปลี่ยนครวามคิดเห็น  หรือเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ น้องๆกลับชื่นชมว่า "ทำไมพี่คิดได้เก่งจัง" ........

ไอ้ตัวเราก็จะบอกสวนน้องไปทุกครั้งว่า "กูไม่ได้เก่งอะไรเลย เปรียบเทียบกับคนอื่นๆนี่ ถือว่ากูอยู่ในจำพวกโง่" แต่การพูดแบบนั้น ก็เหมือนกับการตบหน้าเข้ารุ่นน้องว่า มันยิ่งโง่ไปกว่าเราเสียเข้าไปใหญ่ เหมือนจากที่เราคิดออก แล้วมันคิดไม่ออกก็รู้สึกโง่พออยู่แล้ว คราวนี้ยิ่งทำให้รู้สึกโง่ซ้ำโง่ซ้อนเข้าไปใหญ่........

เราก็บอกน้องไปว่า ฐานคิดพวกนี้ส่นใหญ่ก็ดึงมาจากวัตถุดิบในชีวิตที่ผ่านตาผ่านหูมาทั้งนั้นแหละ ทั้งจากการอ่านหนังสือ การฟังอาจารย์สอน หรือผู้รู้ท่านอื่นๆสอน การลองมือกระทำ หรือเดินทางไปในที่ต่างๆ.......

ง่ายๆก็คงเป็นเพียงการจำกัดความว่า สังเกต เรียนรู้ และจดจำ มันก็เพิ่งเท่านั้น ตัวน้องเองที่อายุก็ไม่ได้ห่างจากเราไปมากนัก ก็คงจะมีอะไรพวกนี้อยู่บ้างไม่ต่างกัน อาจจะต่างในส่วนของเนื้อหากันไปบ้าง แต่มันก็ต้องมีอยู่นั่นล่ะ.........

แล้วก็จบประโยคสรุปคำสอน ที่กะเอายอดไลค์จากน้องรึเปล่าไม่รู้ แต่บอกไปว่า....... 

ตอนนี้ปัญหาที่มึงเจออยู่ก็เหมือนกำแพงนั่นแหละ บางครั้งเราก็ต้องเจอกำแพง มันก็มีทั้งสูงใหญ่ และกระจอกต่ำเตี้ย ลำพังแค่ปีนข้ามไป หรือก้าวข้าม กระโดดข้ามไปนั้น ก็ล้วนแล้วแต่ความสูงใหญ่ใช่ไหมล่ะ แต่หากวันไหนที่เราได้เจอกำแพงที่เรารู้ว่าเราจะปีนไม่ได้ล่ะ แค่เงยหน้าดูก็ท้อละ เราจะทำอย่างไร คำตอบก็คงประมาณว่า เราจะเอาค้อนปอนตะบันใส่มันให้ทะลายแล้วค่อยๆผ่านมันไปอย่างสะใจใช่ไหมล่ะ......

คำถามก็คือ ไหนล่ะค้อนอันนั้น .....

หายคนนั้นตอบได้อยู่แล้วล่ะว่าจะเอาค้อนหวดแม่งเข้าไป เอาให้มันพังกันไปเลย นั่นมันก็แค่วิธีคิดปลุกใจ แต่ตัวมึงเองนั่นล่ะ มีค้อนไหม พกมากันหรือเปล่า เอาแค่ค้อนตอกตะปูสักอันก็ได้ ตีๆเข้ามันก็คงพังเหมือนกัน แต่คำถามก็วนไปนั่นล่ะ มึงอะมีค้อนไหม......

มาถึงตรงนี้ขอข้ามช็อตไปหน่อย เล่าถึงน้าสาวฝั่งญาติของพ่อคนหนึ่ง ที่เราได้ไปเยี่ยมเขาในช่วงตอนเด็กมากอยู่ เราได้เดินสำรวจบ้านเขาไปทั่วเลย เพราะตื่นเต้นที่น้าเพิ่งจะซื้อบ้านหลังนั้นใหม่ๆ เราก็อยากดูบ้านใหม่ว่ามันจะเป็นยังไงมั่ง.....

อีสิ่งที่ช็อคสุดในวัยเด็กตอนนั้นก็ คือ ห้องนอนน้าไม่มีทีวี มีแต่หนังสือ......

เอ้าเห้ยยมากๆ ในตอนนั้น แบบนั้นไม่ดูทีวีเหรอ น้าไม่ดูอังกอร์ ขุมทรัพย์แม่น้ำแคว หรือโมเดิร์นไนท์การ์ตูนบ้างเหรอ อย่างน้อยน้าก็น่าจะดูข่าวเหมือนพ่อสิ.......

แต่สิ่งที่พ่อตอบหลังจากที่เอาความสงสัยนี้ไปถามพ่อ พ่อก็ตอบกลับมาว่า ก็นี่ล่ะ ห้องนอนก็ควรจะได้นอน อ่านหนังสือแล้วก็นอนหลับ ทีวีน้าเขาก็ดูที่ห้องรับแขก อาจเป็นฟังข่าวบ้าง แต่ไม่ได้ดูอะไรเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่อ่านหนังสือ เพราะอย่างนี้ไง น้าเขาถึงได้เรียนเก่งมีงานทำซื้อบ้านได้เอง........

ตอนนั้นเราแดกจุดมาก ไม่ได้เข้าใจอะไรทั้งนั้น นอกจากว่า อ้อ ถ้าอ่านหนังสือเยอะๆก็คงเก่งจริงนั่นล่ะ ก็เหมือนอ่านหนังสือไปสอบนั่นล่ะ ไม่ต่างกันเท่าไหร่ล่ะมั้ง....

จนมานึกถึงในตอนนี้กับวัยยี่สิบเข้าคำว่ากว่าแล้ว.....

เออ แม่งโคตรจริง เพราะตอนนี้กับการที่ต้องมาฝึกงานแล้ว ทีวีในที่พักนั้นเปิดได้แค่สามช่องนั้น เราเลือกที่จะเอามันเปิดไว้เป็นเพื่อนมากกว่า มากกว่าที่จะดูเป็นจริงเป็นจังกับมัน เพราะส่วนใหญ่ก็จะเลือกดูแต่อะไรที่สนใจจริงๆ และไม่ขี้เกียจที่จะหาลิ้งดูในอินเทอร์เน็ต.......

แต่นั่นไม่ได้ทำให้เราอ่านหนังสือบนที่นอนเท่าน้าหรอกนะ แต่มันกลับทำให้เราเลือกที่จะเข้าไปหารายการดีๆ มีความรู้หรือ อาจแค่เอนเทอร์เทนเราที่เราสนใจเท่านั้นจริงๆ มาดูได้ ไม่ต้องไปเสียเวลากับอะไรที่ เราไม่ชอบ หรือไม่สนใจมันมากนัก.......

และนั่นสำหรับเรามันก็คือวัตถุดิบในการสร้างค้อนมาทุบกำแพง เพราะแต่ละคนก็มีวัตถุดิบในนำติดตัวมาในการเดินทางบนถนนสายที่เรียกว่าชีวิตแตกต่างกันออกไป.....

และวัตถุดิบเหล่านั้น ก็จะนำพาเราเลี้ยวหลบกำแพง หรือทุบมันไป หรืออาจจะต้องเดินถอยหลังบ้าง ช้ากว่าคนอื่นๆบ้าง เพื่อเตรียมสร้างอะไรบางอย่าง เพื่อจะทำลายกำแพงหรือปัญหาที่ขว้างหน้าเราอยู่ ให้ได้เดินต่อไปกันได้.........
SHARE

Comments

hartist
3 years ago
$
Reply