สั้นๆ แต่ได้ใจความนะ


-24.03.60-

'แนะนำตัวเองเลยค่ะ พูดอะไรก็ได้ที่คิดว่าจะทำให้พี่รู้จักเรามากขึ้น'


หญิงสาวขยับตัวเปลี่ยนท่าทางด้วยการยืดหลังตรงพร้อมๆกับที่สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ สายตาหลุบต่ำลงเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาเพื่อสบตากับคู่สนทนานับสิบคนตรงหน้า


อ่านไม่ผิดหรอก คู่สนทนาของเธอนั้นแค่มองผ่านๆก็พอจะกะประมาณได้ว่าไม่ต่ำกว่าสิบคนอย่างแน่นอน ในขณะที่เธอนั้นนั่งโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวตรงชุดโต๊ะและเก้าอี้ที่ถูกตั้งไว้กึ่งกลางห้องพร้อมไมโครโฟนตั้งโต๊ะที่เธอแอบจิกกัดอยู่ในใจเล็กๆถึงเหตุผลของการมีอยู่ของมัน 

'หนู...ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมาอยู่ ณ จุดๆนี้ค่ะ หนูไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะมาเรียนพยาบาลเลย'


ปฏิกิริยาที่ตามมาของกลุ่มคนตรงหน้าคือสิ่งที่หญิงสาวค่อนข้างที่จะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องเป็นไปในลักษณะนี้อย่างแน่นอน บางคนเริ่มใช้มือจับแว่นตัวเองพร้อมกับริมฝีปากที่เริ่มเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง บางคนก็เอียงคอปรับองศาลงเล็กน้อยแต่ก็ยังสีหน้าเรียบเฉย ในขณะที่บางคนนั้นเริ่มจุดยิ้มเล็กๆบนมุมปากของตัวเองราวกับจะรอดูต่อไปว่าเด็กคนนี้จะมีอะไรที่น่าสนใจกว่านี้รึเปล่า 


'สิ่งที่หนูต้องการจะบอกก็คือ หนูต้องใช้ชีวิตกับสิ่งที่หนูไม่ได้ชอบ เพียงเพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆคืออะไร และมันยิ่งแย่ไปมากกว่่าเดิมตรงที่มันคือสิ่งที่หนูเลือกเอง'


เสียงพูดขาดหายไปพร้อมๆกับที่หญิงสาวเริ่มกลืนก้อนอะไรบางอย่างลงคอไป ก่อนจะเริ่มต้นพูดต่ออีกครั้ง 


'หนูไม่แน่ใจว่าพวกคุณเองจะมีใครเข้าใจมั้ย ว่าการที่ต้องมีชีวิตโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรนั้นมันแย่แค่ไหนแต่ไม่ว่าจะยังไง ตอนนี้ เวลานี้หนูก็นั่งอยู่ตรงนี้ และทัศนคติของหนูเองก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยน'


หญิงสาวรับรู้ได้ว่าบรรยากาศในห้องเริ่มผ่อนคลายลง อย่างน้อยๆก็เธอคนนึงนั่นล่ะ ที่เริ่มจะผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น เธอขยับเปลี่ยนท่วงท่าอีกครั้งแต่สุดท้ายก็กลับไปอยู่ในท่าเดิม กวาดสายตาไปรอบๆที่นั่งแบบตัวยูตรงหน้าหวังจะสบตากับทุกคนที่เฝ้ารอคำตอบของเธอ


'หนูขอเปรียบเทียบเป็นเส้นจำนวนนะคะ จุดเริ่มต้นในคณะนี้น่ะแทบจะเป็นศูนย์เชียวล่ะค่ะ เวลาผ่านไปก็เริ่มขยับตัวแต่กลับเอนไปทางซ้ายกลายเป็นติดลบซะงั้น กว่าจะขยับตัวเอนมาทางขวาบ้างก็เล่นเอาเสียน้ำตาไปหลายหยดเลยเชียว...แต่ก็คุ้มค่านะคะ เพราะตอนนี้ทัศนคติของหนูต่อวิชาชีพนี้กลายเป็นบวกเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ แต่มันไม่ได้หมายความว่าหนูพอใจที่จะอยู่กับมันนะคะ มันแค่อยู่ได้มากยิ่งขึ้นแค่นั้นเอง' 


'แล้วทำไมน้องถึงเลือกหอผู้ป่วยจิตเวชเป็นอันดับหนึ่งคะ'


หญิงสาวยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มพูดถึงเรื่องราวของเธออีกครั้ง


'มันคงเหมือนกับว่าตัวหนูกำลังเดินอยู่ในอุโมงค์อันมืดมิดน่ะค่ะ ตลอดสามปีที่ผ่านมามันค่อนข้างน่าสิ้นหวังที่หนูไม่พบอะไรเลยนอกจากความมืดที่กระจายตัวล้อมรอบหนูเอาไว้'


อีกครั้งที่เธอหยุดและสูดลมหายใจเข้าไปหนึ่งเฮือกใหญ่


'แล้ววันนึงหนูก็ค้นพบแสงสว่างปรากฏขึ้นมาให้เห็น คือมันเป็นแค่จุดเล็กๆนั่นแหละค่ะ และหนูก็ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าแสงเหล่านั้นมันอยู่สุดปลายอุโมงค์รึมันอาจจะเป็นแค่จุดหนึ่งในระยะทางที่หนูจะต้องเดินผ่านในทางข้างหน้าคุณพอจะจินตนาการออกกันมั้ยคะว่าแม้มันจะเป็นแสงสว่างเพียงเล็กน้อยแต่มันกลับเด่นชัดที่สุดเมื่ออยู่ท่ามกลางความมืดมิดเหล่านั้น...'


'...และหนูก็ไม่สนด้วยว่ามันจะเป็นแค่ทางผ่านหรือมันอาจจะเป็นแสงสว่างจากปลายอุโมงค์จริงๆที่บ่งบอกว่ามันคือทางออกของทุกอย่างตลอดสามปีที่ผ่านมา...'


'...หนูแค่รู้สึกว่า-- ว่าหนูมีแรงฮึดที่จะก้าวเดินต่อ นั่นเป็นครั้งแรกที่หนูรู้ว่าหนูควรทำอะไรต่อไปสำหรับชีวิตที่มองว่ามันแย่มาโดยตลอด...'




เสียงแหลมเล็กที่ทำเอาคนได้ยินแสบแก้วหูดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของหญิงสาวที่นั่งห่อไหล่บนเก้าอี้บริเวณหน้าห้องสัมภาษณ์งาน มือสองที่เคยประกบเข้าหากันคลายออกก่อนจะยันตัวลุกจากเก้าอี้เพื่อเดินเข้าไปภายในห้องที่จะเป็นตัวตัดสินชีวิตวัยทำงานของเธอ


แนะนำตัวเลยค่ะ แล้วก็บอกว่าอันดับหนึ่งน้องเลือกหอผู้ป่วยอะไร และทำไมถึงเลือก


เอ่อ...หนูขอพูดยาวๆได้มั้ยคะ


เสียงหัวเราะเล็กๆดังเข้ามาในโสตประสาทในขณะเดียวกันก็มีสายตาเอ็นดูหลายคู่ที่ทอดมองมายังหญิงสาวอ่อนวัยที่สุดตรงกลางห้อง แล้วจึงมีเสียงพูดแว่วออกมาว่าขอสั้นๆ แต่ได้ได้ใจความนะ




แย่ล่ะ ความคิดแรกสุดฉายวับขึ้นมาทันทีที่ได้ยินความประสงค์เหล่านั้น หญิงสาวไม่เคยคิดว่าเธอจะต้องมานั่งสรุปเรื่องราวต่างๆของเธอภายในประโยคสั้นๆ สมองพยายามคิดประมวลผลว่าจะทำอย่างไรดีกับสถานการณ์ตอนนี้ เธอมีเวลาไม่มากพอต่อให้จะต้องการเวลามากกว่านี้ก็ตาม



เธอหลุบตาลง ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ แล้วจึงสูดลมหายใจกลับเข้าไปใหม่ จังหวะที่เธอเงยหน้าขึ้นมา รอยยิ้มที่สดใสฉายชัดบนใบหน้าของเธอ อย่างน้อยๆเธอก็หวังว่านั่นจะเป็นรอยยิ้มที่สดใสมากพอนั่นแหละ

นี่เป็นครั้งแรกค่ะ ที่หนูพบว่าตัวเองมีสิ่งที่ต้องการจะเลือกมันจริงๆ โดยที่จะไม่รู้สึกว่าจะมารู้สึกเสียดายทีหลัง


เสียงฮือฮาปนสายตาแปลกใจถูกส่งตรงมา บ้างก็มองมาด้วยสายตาที่ถ้าให้แปลเป็นคำพูดก็คงจะประมาณว่าหนูโอเวอร์ไปมั้ยลูกประมาณนั้น แต่ก็อย่างว่าล่ะ มาไกลถึงจุดนี้แล้ว เธอแค่ต้องไปต่อ


คำว่าครั้งแรกมันอาจจะดูมากไปสักหน่อยนะคะ แต่ถ้าคุณพบว่าชีวิตนี้คุณไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตัวเองชอบอะไร และที่ผ่านมาก็เลือกทางเดินชีวิตไปงั้นแหละ คุณจะไม่มองว่าครั้งแรกของหนูมันเวอร์เกินไปแน่นอน


หนูไม่รู้หรอกค่ะ ว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่หนูรู้แค่ว่าณ ตอนนี้นี่คือสิ่งที่ใช่ และหนูเชื่อว่าหนูสามารถทำมันได้ดีอย่างแน่นอน


ถึงแม้ว่าในใจจะเรียกร้องเวลามากแค่ไหน สุดท้ายแล้วเธอก็ได้แต่คิดว่าประโยคเหล่านั้นที่ถูกเอ่ยออกมาภายในเวลา 2-3 นาทีจะมากพอให้คณะกรรมการสัมภาษณ์ได้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนและมั่นคง และทำให้เธอได้พิสูจน์กับตัวเองว่าแสงสว่างพวกนั้นน่ะ มันจะรอเธออยู่ที่ปลายอุโมงค์จริงๆ หรือสุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงทางผ่านให้เธอต้องเดินต่อไปเรื่อยๆกันแน่


เธอทำเต็มที่แล้ว เธอได้สู้อย่างที่เธอต้องการ หลังจากนี้ก็มาภาวนาให้เธอกันเถอะ สุดท้ายแล้วฟ้าจะเลือกสิ่งที่เหมาะที่สุดนั่นแหละ อย่าห่วงไปเลยนะ 




รัก.
กมล


 

SHARE
Writer
wankamon
Survivor
Ordinary girl 🌾

Comments