ปมในวัยเด็ก ปมในครอบครัว สิ่งแวดล้อมส่งผล...แล้วยังไงต่อดีล่ะชีวิต
เมื่อก่อน เป็นคนที่อยู่กับตัวเอง ทำอะไรคนเดียว
ดังนั้น เวลาที่เคยชินกับการทำอะไรคนเดียว
มันก็สร้างผลกระทบบางอย่างเวลาเข้าสังคม
เช่น เริ่มจากสังคมเล็กๆ ตั้งแต่โรงเรียน

โรงเรียนอนุบาล 
สมัยนั้นยังไร้เดียงสา ทุกคนอยู่ในยุคที่โลกไม่ได้ถูกเชื่อมโยงแบบไร้พรมแดนดังเช่นปัจจุบันนี้

อายุ: 
ยังไม่ถึง10ขวบ แน่นอนทุกคนยังอยู่ในช่วงเรียนรู้การทำกิจวัตรประจำวัน อาบน้ำ แปรงฟัน เดินต่อแถว ทานอาหารถาด ดื่มนม นอนกลางวัน

สังคม:
เล่นกันตามภาษาเด็ก แน่นอนว่าบางคนเมื่อโตขึ้น
แม้แต่ชื่อเพื่อนสมัยอนุบาลก็ยังลืม เห็นหน้ายังไม่รู้เลยว่าเพื่อนคนนั้นนิสัยยังไง 

หลงเหลือเพียงรูปรุ่นที่ถ่ายไว้ตอนจบอนุบาล3 เป็นที่ระลึก...
แต่เชื่อว่า มีบางคนอาจยังจำเพื่อนที่เคยเล่นด้วยกันสมัยอนุบาลได้

ปมนึงในใจคือ
จำได้ว่า ได้รับของเล่น คือสมุดระบายสีเซเลอร์มูน ที่พ่อให้ไว้เป็นของเล่นที่โรงเรียน แต่เมื่อเอามานั่งระบายสีเล่น

ปรากฎว่าครูยึดไป และไม่ได้คืนอีกเลย มีความรู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องยึด
ยึดคืออะไร และทำไมไม่ให้คืน รู้แต่ว่าเสียใจมากที่เสียของเล่นไป


โรงเรียนประถมต้น
สมัยนั้นย้ายมาเรียนอีกโรงเรียน
เป็นโรงเรียนเอกชน และเพราะย้ายบ้านด้วย
ทำให้ได้เจอเพื่อนใหม่ ก็ต้องปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่

ส่วนทางบ้าน
ด้วยการที่อยู่บ้านก็นั่งเล่นของเล่นคนเดียว
ไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันแถวบ้าน 

ถึงแม้มี พ่อก็ไม่ให้ออกไปเล่นด้วย หรือได้เล่นด้วยกัน เมื่อกลับถึงบ้านก็มักถูกพ่อตำหนิต่อว่าเสมอ แต่ทว่าบ้านเพื่อนไม่ไกลกันเลย ห่างกันเพียงบ้าน5หลังเท่านั้น

งานบ้าน เริ่มมีหน้าที่ต้องทำงานบ้าน คือ แม่เลี้ยง สั่งให้ทำงานบ้าน เช่น พับผ้าของคนทั้งบ้าน  กองเท่าภูเขาเมื่อเทียบกับขนาดตัวเราสมัยนั้น
ถูบ้านทุกชั้น(บ้านมี4ชั้น)ทุกวัน
ขัดห้องน้ำ(บ้านมี2ห้องน้ำ)
ทุกอย่างต้องทำคนเดียว  ถึงแม้ว่าจะมีพี่ชายก็ตาม


ปมในใจ
>เริ่มรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมของแม่เลี้ยง
เมื่อโต้เถียง ก็ถูกตวาดด้วยเสียงเกรี้ยวกราด
ถูกลงมือหยิกแขน ถูกขังห้องน้ำปิดไฟ

โดยเมื่อนำเรื่องไปปรึกษาพ่อ 
คำตอบที่ได้คือ "ยอมฟังแม่และทำตามเถอะ อย่าไปเถียงเขาเลย แล้วจะดีเอง"

เป็นคำตอบที่ไม่ยุติธรรมเลยในความรู้สึก รวมทั้งการไม่อนุญาตให้ไปเล่นกับเพื่อนข้างบ้านด้วย
ทำให้ต้องนอนร้องไห้คนเดียวโดยไม่มีใครเห็น

 ในหัวคิดเพียงแค่ถ้าแม่แท้ๆยังอยู่ แม่แท้ๆคงไม่ทำกับเราแบบนี้และต้องมีความสุขมากกว่านี้แน่ๆ...
อายุ: ช่วง10-13ปี 
ได้เข้าเรียนเร็วกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้อายุอ่อนกว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียน หรือเรียกได้ว่าเรียนเร็วไป1ปี

สังคม:
 ด้วยเหตุผลข้างต้น ทั้งสิ่งแวดล้อมทางบ้าน ทั้งการเรียนเร็วไป1ปี ทำให้การปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นแทบเป็น0 
ทำได้เพียงฟังและทำตามสิ่งที่ครูสอนเท่านั้น
 
ทำไมถึงรู้ว่าการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นน่ะหรอ
1.ถูกเพื่อนถามว่า "ทำไมต้องนั่งต้องมองเพื่อนตลอดเวลานั่งกินข้าวด้วยล่ะ ?"
>เราไม่สามารถตอบได้ เพราะตัวเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงทำแบบนั้น และก็ไม่เข้าใจว่าการดูคนกินข้าวมันผิดหรืออย่างไร

2.การทำข้อสอบ แทบไม่เข้าใจว่าข้อสอบทำยังไง?
>รู้แค่ว่า นั่งโต๊ะแยกเดี่ยว มีเอกสาร2ชุดบนโต๊ะ 
แล้วก็แค่รู้ว่าอาจารย์สั่งให้กากบาทให้ครบ
เข้าใจแค่นั้นจริงๆ 

ซึ่งเราก็กากบาทให้ครบนะ แต่ไม่ได้อ่านโจทย์ เพราะไม่รู้ว่าตารางกระดาษคำตอบ คือ อะไรทำไมต้องกากบาท และทำไมต้องอ่านโจทย์ ทำเสร็จจะเกิดผลอะไรขึ้น ไม่รู้เลย...

3.ถูกอาจารย์ตั้งฉายาให้
>ตอนนั้นก็งงว่าทำไมต้องตั้งฉายาให้
แต่รู้สึกอับอายเวลาอาจารย์เรียกฉายาต่อหน้าเพื่อนทั้งห้อง

พัฒนาการ:
เมื่อเวลาผ่านไปถึงช่วงปลายของประถมต้น
ก็เริ่มเรียนรู้การทำข้อสอบ จนสามารถมีเกรดเฉลี่ยติดอันดับได้เลขตัวเดียวของห้อง 
แต่ก็ยังอ่อนไหวด้านอารมณ์และการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นอยู่ดี

 คือ ไม่สามารถคุยเรื่องจิปาถะกับเพื่อนได้ คุยได้แค่โต้ตอบตอบคำถามในสิ่งที่ครูเคยสอนเท่านั้น
และรู้เพียงแค่ชอบวิชาศิลปะ

โรงเรียนประถมปลายถึงมัธยมต้น
เนื่องจากเศรษฐกิจทางบ้านกำลังตกต่ำ จึงทำให้ต้องย้ายจากโรงเรียนเอกชนมาอยู่โรงเรียนรัฐบาล อีกทั้งย้ายบ้านมาใกล้กับโรงเรียน

ซึ่งบรรยากาศของโรงเรียน คือ ติดกับตลาดสด และโบราณสถานประจำท้องถิ่น
แน่นอนว่าต้องปรับตัวเยอะอยู่เพราะบรรยากาศคนละแบบกับโรงเรียนเอกชนอย่างสิ้นเชิง

ส่วนครอบครัว เริ่มมีการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างพ่อแม่เลี้ยง เริ่มรุนแรงขึ้นต่อเนื่องเรื่อยๆ ทุกวันและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดทะเลาะกัน

 รวมถึงพ่อต้องออกไปหาเงินนอกบ้าน ทำให้เวลาเลิกเรียนกลับมาบ้านไม่มีใครอยู่ ต้องเฝ้าบ้านคนเดียว 

ไม่มีเงินกินข้าวเย็นเพราะพ่อไม่ได้ให้ไว้จนส่งผลทำให้ไม่ได้กินข้าวเย็นตรงตามเวลา กลายเป็นโรคกรดในกระเพาะ

เพื่อนวัยเดียวกันแถวบ้านก็ไม่มี
สมัยนั้นยังไม่มีไลน์ ไม่มีอินเตอร์เนตไร้สาย และตัวเองก็ไม่มีโทรศัพท์มือถือ บ้านก็ไม่มีคอมพิวเตอร์ มีแต่ทีวีและหนังสือการ์ตูนที่เช่าเล่มละ2-3บาท เป็นเพื่อนคลายเหงา

เวลาเศร้าก็นอนกอดหมอนร้องไห้รุนแรงคนเดียวจนสุดและหยุดร้องไห้ไปโดยไม่มีใครเห็น

แม่เลี้ยงก็ยังคงแวะเวียนมาที่บ้านเพื่อตรวจความเรียบร้อยของงานบ้าน หากทำไม่เรียบร้อยก็ถูกตำหนิต่อว่าเช่นเคย

นอกจากนั้น บัตรเช่าหนังสือการ์ตูนที่เป็นแหล่งบันเทิงใจยามอยู่เฝ้าบ้านคนเดียวก็ถูกแม่เลี้ยงยึดไป

ถูกกรรไกรตัดบัตรเช่าหนังสือการ์ตูนทิ้งต่อหน้าต่อตาพร้อมบอกว่า ห้ามอ่านหนังสือการ์ตูนอีกเด็ดขาด!
ปมในใจ
> ความทุกข์ใจด้านนี้ ไม่สามารถปรึกษาใครได้เลย เรื่องบางอย่างที่เคยปรึกษาพ่อหรือแม่เลี้ยงอยากให้พ่อหรือแม่เลี้ยงช่วยแก้ไข ช่วยให้คำปรึกษา

 และบอกว่าขอให้เป็นความลับ สุดท้ายไม่ได้แม้กระทั่งคำแนะนำใดๆ รวมถึงความลับก็รั่วไหล 
ทุกครั้งมักลงเอ่ยแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทำให้รู้สึกผิดหวัง เศร้าและเสียใจมากที่ไม่สามารถเชื่อใจ วางใจพ่อกับแม่เลี้ยงได้เลย ...นี่หรือคือคนในครอบครัว...

จึงเริ่มทำให้เป็นคนโกหกและคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเองนับแต่ตอนนั้นและมักเหงาเวลาอยู่บ้านคนเดียว รู้สึกไม่เหลือใครที่วางใจได้เลย 

อายุ:ช่วง13-15ปี
เริ่มเรียนรู้ว่า การย้ายโรงเรียนบ่อย สิ่งที่ได้คือบรรยากาศของสถานที่ และผู้คน อาจารย์ เพื่อน ระบบการเรียนก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

สังคม:
ด้วยการที่หลักสูตรและความรู้ที่ได้มาจากโรงเรียนเอกชนสมัยประถมต้นนั้นเข้มข้น ทำให้การเรียนในโรงเรียนรัฐบาลเป็นไปอย่างง่ายดาย 

หรือบางวิชาก็ต้องมาเริ่มเรียน1ใหม่ ทั้งๆที่เคยเรียนถึงระดับ10มาก่อนก็ตาม ทำให้ผลการเรียนที่โรงเรียนรัฐบาลนี้ได้คะแนนเกรดเฉลี่ยเป็นอันดับ1ของชั้น3ปีซ้อนในช่วงประถมปลาย

จุดนี้ทำให้รู้ได้หนึ่งอย่างว่า ช่องว่างของหลักสูตรการศึกษาระหว่าง โรงเรียนเอกชน กับ โรงเรียนรัฐบาลต่างกันเพียงใด

การปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน 
ช่วงมัธยมต้น เริ่มรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกของเพื่อนมากขึ้น 

รอบตัวเริ่มมีเพื่อนที่จริงใจคุยได้ทุกเรื่อง เข้าใจถึงฐานะทางบ้านของเพื่อน จนสนิทกันรวมตัวกัน มีกลุ่มหรือเรียกได้ว่ามีแก๊งของตัวเองสมาชิก 8คน 

แต่ในบางครั้งก็ไม่รู้ตัวเองว่าทำอะไรลงไป พูดอะไรลงไป เช่น ยืนคุยกับเพื่อนอยู่ แต่ผ่านไปแค่เสี้ยววินาทีเดียวก็จำไม่ได้ว่าเมื่อครู่พูดอะไรออกไป เลยสงสัยว่า ตัวเองสมาธิสั้นรึเปล่า

และเริ่มรู้ว่า เพื่อนที่ดีก็มี เพื่อนที่เป็นคนพาลก็มี
กล่าวคือ นัดเราให้เราไปเจอหลังตึกเรียน
สองต่อสองระหว่างเปลี่ยนคาบเรียน
เพื่อข่มขู่ และจะตบ 

ซึ่งเราก็รีบเลี่ยงออกมาเข้าเรียนวิชาถัดไป แต่ในใจก็หวาดกลัวพร้อมไม่เข้าใจว่าเพื่อนทำไปเพราะอะไร ทำไมข่มขู่ในเรื่องที่เราไม่ได้ทำให้เขาเดือดร้อนเลย


อาจารย์ ก็เริ่มสอนให้เรียนรู้ด้านวิชาชีพ 
เช่น ได้ลงมือปฏิบัติด้านทำอาหาร, แกะสลักผลไม้ เย็บผ้าตัดเสื้อ, ประดิษฐ์ประดอย เช่น หมอน ของที่ระลึก ,

เริ่มเรียนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างค่อยเป็นค่อยไป,เรียนพิมพ์ดีด, การเรียนดนตรีไทย, การเล่นกีฬา, รวมไปถึงการวาดภาพระบายสีกำแพงโรงเรียน 

แม้จะเคยถูกทำโทษเพราะเล่นการพนันในโรงเรียน
ด้วยความใสซื่อ แต่อาจารย์ก็สั่งสอนด้วยความหวังดี ไม่ได้มีการตั้งฉายาประจานหน้าชั้นเรียนแต่อย่างใด

นอกจากนั้น เรายังกล้าที่จะสมัครเป็นบรรณารักษ์ของห้องสมุดโรงเรียน ได้อ่านนิยายแปลไทยชื่อดังหลายเรื่อง ได้อ่านหนังสือการ์ตูน มีความสุขในความสงบเงียบที่ห้องสมุดนั้น

สิ่งเหล่านี้เป็นการเรียนรู้นอกตำรา ที่ไม่เคยได้เรียนในโรงเรียนเอกชนสมัยประถมต้น และได้ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนรวมถึงคนอื่นมากขึ้นกว่าเดิมด้วย

พัฒนาการ:
อารมณ์ดีขึ้นเมื่ออยู่โรงเรียน รู้สึกสนุกมีความสุขเพราะมีเพื่อน เข้าใจถึงการสื่อสาร การแบ่งปัน การให้ การรับ การช่วยเหลือ การทะเลาะ การงอน การคืนดี การขอโทษ 

แม้ทำความผิด ถึงถูกคุณครูทำโทษ ก็ยอมโดนทำโทษด้วยกันกับเพื่อน แต่เป็นการถูกทำโทษที่มีความสุข ขำขันกับผลการกระทำของแก๊งตัวเอง

และการได้เห็นเพื่อนมีความรัก เห็นเพื่อนมีความใคร่ทางเพศคือพลอดรักกันในห้องเรียนโดยที่ครูไม่อยู่

สรุปคือ ผลกระทบจากการทำอะไรคนเดียว คิดคนเดียว มันเป็นตัวบ่มเพาะ ปมบางอย่าง

ปมในใจที่เกิดขึ้นทุกช่วงวัย
แม้จะผ่านไปถึงมัธยมปลาย มหาวิทยาลัย
จนกระทั้งเรียนจบปริญญา ได้งานทำ ก็มีปมในใจใหม่ๆเข้ามาสะสมอยู่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่อิทธิพลมาจากภายในครอบครัวทั้งสิ้น

ปมในใจเดิมๆที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอนุบาลทบยอดจนถึงตอนเรียนจบ ทำงาน ยังคงฝังใจไม่ลืม...

แต่เมื่อได้เข้าสังคมการทำงาน ได้เรียนรู้ชีวิตนอกหนังสือเรียน พบว่า มีอะไรที่กดดัน รุนแรงกว่านี้อีกมาก จึงเก็บทุกอย่างเอาไว้ในจิตใต้สำนึก

พยายามก้าวผ่านทุกปมในใจ ทุกแรงกดดันที่เจอทั้งภายในและภายนอกครอบครัว ด้วยการตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่สามารถทำได้

แม้ไม่มีใครเห็น แม้คนในครอบครัวไม่รู้สึก
แต่การไม่ถูกตะหวาด ไม่ถูกทำโทษอย่างที่เคยโดนกระทำสมัยเด็ก ก็ถือว่าดีขึ้นมากแล้ว
ปัจจุบัน หน้าที่ที่ทำคือ หัวหน้าครอบครัว
แบกภาระแทนพ่อและแม่เลี้ยง ดูแลน้องสาว

สุดท้ายก็ได้เรียนรู้จากเวลาที่ผ่านมา จากทุกอย่างที่ได้เจอ จากวุฒิภาวะที่สูงขึ้น ทำให้รู้ว่า

 เราต้องก้าวข้ามปมในใจให้ได้ ไม่ว่าคนในครอบครัวจะทำอะไรกับเราไว้ แม้เขาจะลืมไปแล้วว่าเคยกระทำอะไรกับเรา 

แม้ไม่อาจลบล้างความทรงใจแย่ๆเหล่านั้นออกไปจากสมองก็ตาม...

แต่เราสร้างเส้นทางใหม่ของเราได้...










SHARE
Written in this book
เรื่องเล่า ชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง
แม้จะเป็นผู้ใหญ่ ก็ยังจำเรื่องราวที่ประทับใจ ฝังใจได้เสมอ ตลอดเส้นทางของชีวิตที่ได้เดินก้าวผ่านมา ในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต มีสิ่งให้จดจำ ให้รู้สึกระลึกถึง ไม่ว่าจะทั้ง เรื่องด้านบวก ด้านลบ ก็อยากถ่ายทอดให้ใครสักคนได้รับรู้ ก่อนที่จะลาโลกนี้ไป หลงเหลือไว้เป็นบันทึกแห่งความทรงจำ ของผู้หญิงคนหนึ่ง ก็ยังดี...
Writer
Neruko321
Finding my route to future
Wanna be billionaire . แม้ต้องสร้างขึ้นมา ก็จะทำมันให้สำเร็จ แม้เป้าหมายเป็นความฝัน ก็จะไปให้ถึงฝัน

Comments

JuniorL
4 years ago
สู้ๆนะคะ :)
Reply
Neruko321
4 years ago
ขอบคุณมากนะคะ😊
MAYNAGA
4 years ago
สู้ๆนะคะ :)
Reply
Neruko321
4 years ago
ขอบคุณมากนะคะ☺️
Watan
4 years ago
เก่งจัง สู้ๆต่อไปนะคะ
Reply
Neruko321
4 years ago
ยังไม่เก่งมากแต่ก็จะสู้ต่อไปค่ะ☺️
Pan-non
4 years ago
สู้ๆนะคะ
เราก็มีปมในใจเรื่องครอบครัวเหมือนกัน
และตอนนี้ก็ทำหน้าที่เลี้ยงแม่กับพ่อเหมือนกัน
บางครั้งก็มีความคิดที่ไม่น่ารัก แต่ก็พยายามให้อภัยตัวเอง และบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะคิดอะไรไม่ดีแบบนั้น เพราะเหตุที่ไม่ดีมันมีอยู่ เราเลยคิดแบบนี้
ตอนนี้ทำได้แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี และระวังไม่ให้คำพูดของเราไปทำร้ายพ่อ

เป็นกำลังใจให้นะคะ
เชื่อว่าเราสร้างเส้นทางของเราเองได้เหมือนกันค่ะ : ]
Reply
Neruko321
4 years ago
ขอบคุณมากนะคะ ทางนี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ
ความยากลำบาก ปมในใจ ก็เป็นแรงผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้าได้อีกไกลค่ะ
ยิ่งกตัญญู ก็ยิ่งส่งผลในอนาคตค่ะแม้ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นแบบไหน ถ้าเราเชื่อ ว่ามันจะขึ้นกว่าเดิม มันก็จะดีขึ้นกว่าเดิมจริงๆค่ะ
ทางนี้เชื่อกฏแห่งแรงดึงดูดนะคะ☺️
Pan-non
4 years ago
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ
เชื่อในกฎแรงดึงดูดและพลังแห่งความดีเช่นกันค่ะ^ ^
สู้ๆกันเนอะ
Freedom_Life
4 years ago
เราเองก็มีปมเรื่องครอบครัวเหมือนกัน ถึงแม้ตอนนี้ทุกอย่างมันดีแล้วก็ตาม แต่ปมนั้นฝังลึกลงในใจ ราวกับฝันร้าย แล้วอย่างไงละ เราก็ต้องก้าวเดินต่อไปถูกไหม   สู้ๆนะเป็นกำลังใจให้ 

Reply