"ก้าวแรกของจักรยาน"


อิ่มใจไหมที่เมืองไทยขึ้นแท่นรถติดเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ผมไม่แน่ใจว่าใครที่มีรถยนต์ส่วนบุคคลกำลังสนุกสนานกับการจราจรในเมืองไทยหรือเปล่า อาจเพราะผมไม่เคยมีรถ และตั้งใจที่จะไม่มีรถมานานแล้ว

มิใช่เพราะที่บ้านมีทำเลเข้า-ออกสะดวกสบาย ใกล้ถนน ใกล้ทางด่วน และที่กล่าวเช่นนี้ก็มิได้จะวิเคราะห์วิพากษ์คนมีรถ เนื่องจากแต่ละครอบครัวล้วนมีปัจจัยในการดำรงชีวิตแตกต่างกัน ทั้งต้องยอมรับว่าระบบขนส่งมวลชนในบ้านเราก็แทบไม่พัฒนาเอาเสียเลย

เพียงแต่เป็นความตั้งใจที่จะไม่ต้องการเติมรถยนต์หนึ่งคันเพิ่มขึ้นบนท้องถนนมากกว่า


แต่หากสารภาพกันตามตรง ผมก็มีรถกับเค้าด้วยหนึ่งคัน มิใช่รถยนต์กลไกบนท้องถนน ทว่าเป็นรถจักรยานราคาบ้านๆ หนึ่งเดียวของผม


ผมหาซื้อจักรยานคันดังกล่าวมาประจำการนานแล้วนับแต่พ้นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ หะแรกมันมีสีเขียวสดใส รูปทรงสามัญเป็นจักรยานแม่บ้านทั่วไป แต่เมื่อใช้งานไปสักระยะผมก็ลงมือขูดเอาสีเขียวพระอินทร์นั่นออกแล้วทาทับด้วยสีกันสนิม ปล่อยให้สีกันสนิมแสดๆ แดงๆ เคลือบไปบนจักรยานด้วยความตั้งใจ

เป็นความตั้งใจจริงๆ ไม่ใช่ความขี้เกียจจะทำให้เสร็จสิ้น เพราะนอกจากสีกันสนิมจะเคลือบตัวถังเพื่อชะลอการเกิดสนิมแล้ว ยังทำให้จักรยานคันนี้ดู “ไม่มีราคา” ไม่เตะตาขโมยขโจรนั่นเอง

ผมขี่จักรยานมานานนับแต่เด็ก และทุกวันนี้ก็ยังใช้งานอยู่เป็นประจำ เพราะการเดินทางไปทำงานจำต้องขี่จักรยานมาจอดทิ้งไว้หน้าปากซอย ล็อกล้อกับที่จอดแล้วต่อรถไปทำงาน ขากลับก็ปลดล็อกแล้วถีบจักรกลับบ้าน ทำเช่นนี้จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน

ถ้าถามว่ารู้สึกผูกพันกับมันหรือเปล่า...แน่นอนว่าผูกพันนะครับ แต่ถ้าถามถึงจุดประสงค์ของการใช้งาน ผมยืนยันว่ามันเป็นหนึ่งในเครื่องมือดำเนินชีวิตมากกว่าวัตถุที่ผูกติดทางจิตใจ

ย้อนไปก่อนจะซื้อจักรยานคันนี้ ขอสารภาพว่าผมก็เคยซื้อจักรยานราคาแพง จำได้เป็นสีดำทั้งคัน มียี่ห้อ ดูโก้หรู สารพัดเกียร์หน้าเกียร์หลัง ราคาหลายหมื่นบาท ภายหลังไขว่คว้าสองล้อคันงามผมรีบขี่อวดโชว์คนทั้งหมู่บ้าน

เชื่อหรือไม่ว่า ใจผมกลับกระวนกระวายกับจักรยานราคาแพงนั่น กลัวว่ามันจะถูกขโมยไป

แล้วความทุกข์นั่นเองที่เตือนสติให้หลุดออกจากค่านิยม จนเริ่มรู้สึกตัวว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมายาที่ถูกสร้างขึ้นไม่ต่างจากการครอบครองรถยนต์คันโก้

อันที่จริง การขี่จักรยานเป็นเรื่องที่ดีนะครับ อย่างน้อยก็เป็นการออกกำลังกายและทำให้เรามองเห็นสองข้างทางได้หลากหลายมิติ แต่สำหรับกลุ่มขี่จักรยานส่วนหนึ่งในเมืองไทย มีความรู้เรื่องจักรยานแต่ไม่ยอมใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน

นั่นจึงทำให้ผมกังขากับปรากฏการณ์ดังกล่าว

ถ้านับย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน เราคงเคยพบกลุ่มนักขี่ตามท้องถนน ขี่มาคนเดียวบ้าง ขี่เป็นกลุ่มบ้าง บางครั้งก็มาพร้อมการรณรงค์ จัดอีเวนท์กันใหญ่โตมโหราฬ แม้บริษัทจำกัดมหาชนหลายกิจการก็ยังเข้าร่วม นัยว่าเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม

แต่แล้วทุกอย่างก็เป็นไฟไหม้ฟาง วูบเดียวตอนนี้ก็แทบไม่เหลือค่านิยมดังกล่าวด้วยซ้ำ

คำตอบจากปริศนาทางสังคมหากถามว่า รณรงค์กันแทบตาย จัดกิจกรรมกันใหญ่โต แต่เหตุใดสิ่งที่ลงแรงไปนั้นมิได้ผลตอบแทน ประเด็นใหญ่ๆ ก็คงจะมีอยู่เรื่องเดียว นั่นคือแม้ค่านิยมดังกล่าวจะถูกปลุกเร้าด้วยการสร้างกระแส หากทว่าก็เป็น “กระแสปลอม” ที่ “ขัดแย้ง” กับระบบที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินชีวิต

ไม่ต้องสรรหาจักรยานราคาแพงกับเส้นทางจักรยานดีๆ หรอก แค่ถามตัวเองว่าทุกวันนี้มีคนขี่จักรยานไปฝากไว้ปากซอยหน้าบ้านหรือไม่ ขี่จักรยานไปตลาดสดเพื่อซื้อกับข้าวหรือไม่ ขี่จักรยานไปเดินห้างหรือไม่ ขี่จักรยานไปหาเพื่อนสนิทในชุมชนใกล้เคียงหรือไม่ ขี่จักรยานไปที่ทำงานหรือไม่

คำตอบก็คือมีครับ มีบุคคลที่ทำแบบนี้จริงๆ

แต่มี “น้อยมาก”

และเมื่อวิถีชีวิตดังกล่าววนเวียนอยู่เพียงกลุ่มเล็กๆ แต่คนกลุ่มใหญ่ไม่สนใจที่จะนำจักรยานมาใช้ การใช้จักรยานอย่างถูกต้อง การมีเส้นทางจักรยานคู่ขนานไปกับระบบถนนจึงเป็นความว่างเปล่า หาได้แตกต่างจากการหอบจักรยานราคาแพงขึ้นรถส่วนบุคคลไปขี่ในสวนสาธารณะ แต่เมื่อต้องใช้ระบบขนส่งมวลชนกลับขับรถไปทำงานกันคนละคัน ทั้งที่ลักษณะการเดินทางไม่มีความจำเป็นต้องซื้อรถด้วยซ้ำ

เมื่อไม่อาจใช้จักรยานในการดำเนินชีวิต อีกทั้งการรณรงค์ในการใช้จักรยานที่ผ่านมาเป็นเพียงเปลือกกระพี้ จึงเป็นธรรมดาที่เลนจักรยานจะถูกโล๊ะทิ้ง


ผลักดันให้ค่านิยมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ประเทศของเราติดอันดับรถติดมากที่สุดในโลกยังไงล่ะ


ทุกวันนี้เราแทบจะไม่เห็นใครขี่จักรยานตามท้องถนนอีกแล้ว มิใช่ว่าไม่มีเสียทีเดียวแต่ก็ถือว่าน้อยมาก ในฐานะคนรักการขี่จักรยานเป็นประจำจึงรู้สึกเศร้าใจ

ถึงอย่างนั้นกลุ่มคนที่ใช้จักรยานเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันก็ยังหลงเหลืออยู่บ้าง อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีความพยายามใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน รวมทั้งคนชั้นล่างที่ขี่ซาเล้ง จักรยานมือสอง จักรยานแม่บ้าน แม้อาจมองว่าพวกเขาไม่มีเงินจึงยังต้องใช้จักรยานเก่าๆ อย่างน้อยพวกเขาก็ยังน่านับถือกว่าคนที่มีทางเลือกในการเดินทาง แต่กลับเลือกที่จะจมอยู่ในค่านิยมของตัวเอง

การริเริ่มให้สังคมไทยเป็นสังคมจักรยาน จึงมิใช่เริ่มจากการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ใหญ่โต แต่ควรเริ่มจากการกระทำเล็กๆ นับแต่ค่านิยมของการขี่จักรยานใกล้บ้าน พยายามใช้มันให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันให้ได้ เชื่อมโยงไปถึงการละเลิกค่านิยมฟุ้งเฟ้อ และพยายามใช้ระบบขนส่งมวลชนเสียบ้าง

แม้อาจไม่สะดวกสบายเท่ารถยนต์ส่วนบุคคล แต่ผมไม่เชื่อหรอกว่าการเดินทางโดยรถสาธารณะจะลำบากยากเข็ญไปเสียทุกสาย ทุกเส้นทาง

การใช้จักรยานในชีวิตประจำวันและการใช้ระบบขนส่งมวลชน จึงเป็นพื้นฐานของความงาม ความง่าย คู่ขนานกับการลดละค่านิยมที่มีมานาน เพราะเพียงการเริ่มต้นก็ถือเป็นการชักจูงไปสู่เป้าหมาย แม้การกระทำดังกล่าวจะเป็นเพียงประกายจุดเล็ก แต่เมื่อทำกันคนละเล็กคนละน้อยจนสังคมแสดงให้เห็นถึงความต้องการ ระบบขนส่งมวลชนที่ดี เลนจักรยานที่ดี ถึงจะไม่เติบโตพรวดพราดแต่ก็น่าจะเพิ่มมากขึ้น

อย่างน้อยก็เพื่อให้ใกล้เคียงกับทัศนคติที่ว่า ประเทศเจริญแล้วมิใช่หมายถึงคนจนมีรถยนต์ใช้ แต่หมายถึงคนรวยนั่งรถสาธารณะนั่นเอง


#บันทึกของโมน
SHARE

Comments

Pan-non
9 months ago
โอ้วววว เจอคนที่คิดเหมือนกันแล้ว
ดีใจ5555
ที่ไม่ซื้อรถและใช้ขนส่งมวลชนก็เพราะไม่อยากเพิ่มรถบนถนนจริงๆค่ะ
การเดินกลางแดดร้อนๆ หน้ามันๆถือเป็นเรื่องสนุกอย่างหนึ่ง
การใช้แผนที่และถามทางกับคนอื่น ก็สนุกมากเหมือนกัน
อยากให้คนกรุงเทพเสียสละบ้างคนละนิด
ใช้ขนส่งมวลชนแทนรถส่วนตัวบ้าง
รถคงติดน้อยลงเยอะเลย : ]
Reply